พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อสรรพสิ่งแรกได้อุบัติขึ้นมาในที่ว่างโล่ง
ตามที่เราอธิบายขยายความมาเป็นลำดับนั้น
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความว่างดังกล่าวแล้ว
เป็นสิ่งที่พระเยซูทรงเรียกขานว่า พระเจ้า
ยุคเราถวายพระนามพระองค์ว่า จิตจักรวาล
ทรงเป็นสิ่งแรกที่ได้อุบัติขึ้นมาด้วยตนเอง
ทันทีที่พระองค์ทรงอุบัติขึ้นมานั้น
การเป็นสรรพสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้น
ภายในพื้นที่ว่างโล่งที่เสมือนว่าไร้ขอบเขตนั้น
เดิมทีไม่มีสิ่งใดอยู่เราเรียกว่า “จักรวาลสากล”
เมื่อเกิดการระเบิดใหญ่จึงได้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น
ภาษาวิชาการจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นว่า
สนามพลังงานสากล ที่หมุนวนอยู่ตลอดเวลา
ตรงจุดศูนย์กลางคือนิวเคลียสของสิ่งที่เกิดนี้
จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่อย่างต่อเนื่อง
ไม่ต่างจากอาการของก้อนหินกระทบน้ำในสระ
ตามที่เราเคยยกตัวอย่างให้ท่านคิดกันนั่นแหละ
เราจึงจะขอสรุปเอาไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า
พระเจ้าเป็นสิ่งแรกที่อุบัติขึ้นมาในความว่าง
ไม่มีผู้ใดหรือไม่มีใครเป็นผู้สร้างพระเจ้า
พระเจ้าเป็นสนามพลังงานสากลของจักรวาล
พระองค์มิได้ทรงเป็นสิ่งใดนอกจากที่กล่าวไว้
เมื่อทรงอุบัติขึ้นมาด้วยพระองค์เองนั้น
สิ่งแรกที่เกิดคือ ทรงสำนึกรู้ว่ามีพระองค์อยู่
ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า “จิตสามนึก” ไงล่ะ
เพราะทรงมีจิตสามนึกคือนึกออกนึกเอานึกเอง
เป็นคุณสมบัติหลักที่สำคัญสามประการนี่แหละ
จึงยังผลให้พระองค์สั่นสะเทือนจิตทั้งสามนึก
จนเสมือนจะนึกถามตนเองไปเรื่อย ๆเป็นต้นว่า
“ตัวเรา...เป็นใคร?”
“ที่นี่...คือ ที่ไหน?”
“เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“เรามาทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
นี่คืออาการของ “จิตสามนึก” โดยแท้
เพราะจิตสามนึกของพระองค์เป็นเช่นที่ว่านี้
จึงทำให้พระองค์ต้องแสดงพฤติกรรมออกมา
เพื่อตอบสนองการนึกดังกล่าวนั้น
ตัวอย่างเช่น
เพื่อจะหาคำตอบให้ตนเองให้ได้ว่า
พระองค์เป็นใคร ทรงเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
พระองค์ทรงมาอยู่ตรงนั้นทำไม เป็นต้น
พระองค์จึงได้รับคำตอบตามที่เราถ่ายทอดมา
ให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบรับรู้ทั้งหมดนั้น
แต่มีอยู่เพียงคำถามเดียว
ที่พระองค์ทรงตอบตนเองไม่ได้
นั่นคือสิ่งที่เป็นอดีตก่อนที่จะทรงอุบัติขึ้นมา
เพราะพระองค์เป็นสิ่งแรกที่ทรงอุบัติขึ้น
พระองค์จึงไม่มีอดีตชาติหรือไม่มีประวัติศาสตร์
ทรงมีแค่เพียงปัจจุบันและยังไม่มีอนาคตด้วย
ทรงรู้แค่เพียงปัจจุบันขณะเท่านั้น
เพราะทรงเป็นผู้ที่จะเริ่มต้นหรือเป็นจุดเริ่มต้น
พระองค์จึงทรงเป็นผู้ “รู้สติ” อยู่กับปัจจุบัน
แต่ในท่ามกลางจิตสามนึกของพระองค์นั้น
แม้จะไม่ทรงมีคำตอบอะไรที่ชัดเจนเลย
นอกจากจะเคลื่อนย้ายตนเองอยู่ตลอดเวลา
เพื่อหาคำตอบจริงๆให้รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกัน
ตามคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว”
ซึ่งมนุษย์เองรู้ดีก็จะเป็นลักษณะที่ว่านี้นี่แหละ
ที่พระองค์ไม่อาจค้นพบคำตอบอะไรได้เลย
เพราะว่ารูปธรรมของพระองค์คือสนามพลังงาน
ซึ่งเกิดจากที่ว่างโล่งเสมือนว่าไร้ขอบเขตจำกัด
เมื่อจิตกำหนดให้เคลื่อนไหวไปในทางทิศใด
ก็จะทรงเคลื่อนย้ายพระองค์ไปทั้งระบบด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนว่าพระองค์เองนั้น
ประทับอยู่กับที่มิได้เคลื่อนไปทิศทางไหนเลย
เมื่อทรงย้ายไปย้ายมาหาคำตอบอะไรไม่ได้
ภาษาโลกกล่าวว่าหลังจากค้นหาจนเหนื่อยล้า
ก็ยังทรงนึกหาคำตอบอะไรให้ตนเองไม่ได้
จิตสามนึกอีกตัวหนึ่งของพระองค์จึงทำงานต่อ
โดยได้ทรงนึก รำพึงรำพัน กับพระองค์เองว่า
“ถ้ามีใครอีกสักรูปธรรมหนึ่งที่เหมือนเราก็ดีนะ
เราจะได้ถามตัวเขาให้รู้ความว่าตัวเรานี้เป็นใคร
เรามาจากไหน ที่นี่มันคือที่ไหนกัน เป็นต้น”
เมื่อทรงนึกรำพึงรำพันกับตนเองเช่นนี้แล้ว
พลันบังเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมาตามที่ทรงนึกนั้น
ภาษาโลกเรียกว่า #ทรงเนรมิต สิ่งนั้นขึ้นมา
แต่เป็น By Fluke คือสร้างขึ้นมาโดยมิได้ตั้งใจ
รูปธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นอีกรูปธรรมหนึ่ง
ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มี 12 เหลี่ยมมุม
เหมือนกับที่พระองค์ทรงเป็นอยู่และมีอยู่แล้ว
พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมาก
เมื่อมีรูปธรรมใหม่บังเกิดขึ้นมาในฉับพลันนั้น
จึงตรัสถามรูปธรรมนั้นไปว่า “รู้มั้ยเราเป็นใคร”
“ที่นี่คือที่ไหน เรามาอยู่ที่ตรงนี้ได้อย่างไร”
ปรากฏว่าทุกประโยคที่ทรงนึกตั้งคำถามไปนั้น
รูปธรรมนั้นจะกล่าวถามพระองค์กลับมาเสมอ
โดยไม่มีคำตอบอะไรให้กับพระองค์เลยสักนิด
สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบ #ถามไปแล้วถามกลับ
ถามว่าอะไรจะตอบกลับมาด้วยคำถามนั้นเสมอ
พระเจ้าทรงเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า เสียงก้อง
ซึ่งภาษาสากลของโลกเรียกว่า Echo นั่นเอง
รูปธรรมใหม่ที่ทรงเนรมิตขึ้นมานั้น
ไม่สามารถตอบคำถามพระองค์ตามที่ถามได้
นอกจากจะทวนคำถามย้อนกลับมาเท่านั้น
จึงทรงเรียนรู้ว่านั่นคือ “เงา” ของพระองค์เอง
มิใช่รูปธรรมใหม่หรือรูปธรรมอื่นที่มีจิตสามนึก
พระองค์จึงทรงเรียนรู้ได้ว่า
ในยามคับขันที่ต้องการเพื่อนแท้ผู้ใกล้ชิดแล้ว
พระองค์ควรต้องมีเงาไว้เป็นเพื่อนคิดเพื่อนคุย
โดยทรงมีเงาไว้เป็นเพื่อนดีกว่าไม่มี
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
15/04/2569