19 กุมภาพันธ์ 2559

พระศาสดา มี 2 ประเภท


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
หรือ องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่
พระผู้ทรงเป็นใหญ่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง
ได้ทรงกำหนดให้ผู้เป็น "พระศาสดา" 
แบ่งตามบทบาทหน้าที่ได้เป็น 2 ประเภท

ศาสดาประเภทแรก คือ
"พระศาสดา" ที่แสดงบทบาทของ
ผู้นำทางจิตวิญญาณ
ที่ประชาชาวโลกยอมรับให้เป็นครู
เพราะว่าเป็นผู้รู้จริงรู้แจ้ง
เป็นผู้เข้าถึงแสงสว่างทางจิตวิญญาณได้

ศาสดาประเภทที่สอง คือ
"พระศาสดา" ที่องค์จิตจักรวาล
หรือพระผู้เป็นเจ้า หรือพระเจ้า 
หรือว่าพระบิดา
ทรงมอบหมายให้
เดินทางเข้ามาจุติเป็นมนุษย์
เพื่อทำหน้าที่ "กล่าวพระโอวาท"
ในพระนามของพระองค์

ด้วยการสื่อสารกับพระองค์ในระบบจิตสู่จิต
ได้ในทุกที่ ทุกหนแห่ง ทุกเวลา บนดาวโลกนี้
เพื่อน้อมนำเอา "พระอนุตรธรรม" อันยิ่งใหญ่
จากฝั่งฟ้าลงมาแบ่งปันให้แก่
พี่ๆน้องๆชาวโลกเสรีนี้
โดยพระบิดาจะทรงเรียกตัวแทนพระองค์
ที่ทรงใช้ให้เข้ามาทำหน้าที่สำคัญนี้ว่า
"บุตรเอกแห่งบิดา"

ดังนั้น
คำว่า "บุตรเอก" จึงหมายถึง "พระศาสดา"
ผู้ทรงใช้ให้มาทำหน้าที่แทนพระองค์
บนดาวเคราะห์โลกเสรีนี้

ส่วนคำว่า "พระบุตร" นั้น
ทรงหมายถึงจิตจักรวาลดวงเล็ก
ผู้เป็นตัวตนภาคแรกที่สูงส่ง
ของพระจิตหรือจิตวิญญาณมนุษย์นั่นเอง

เราจึงขอกล่าวความจริงให้ท่านได้รู้
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้
ตลอดกาลนิรันดร์

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
18-2-2016

พระบุตร พระจิต พระบิดา


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายนั้น
เดิมเป็นรูปธรรมทางพลังงาน
ซึ่งมีรูปทรงเรขาคณิตเป็น 6 เหลี่ยมมุม
ที่มีความสมดุลภายในตนเอง
โดยจะเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ท่านจึงอาจเรียกจิตวิญญาณของท่านว่า
"กล่องพลังงาน" ก็ได้

จิตวิญญาณของท่านนั้น
เป็นกล่องพลังงานที่แบ่งภาคออกมา
จากตัวตนภาคแรกที่สูงส่ง
ซึ่งมีรูปทรงเรขาคณิตเป็น 11 เหลี่ยมมุม
และเป็นรูปธรรมทางพลังงานเช่นเดียวกัน
โดยที่รูปธรรมซึ่งเป็นตัวตนภาคแรก
ของดวงจิตวิญญาณที่ว่านี้
พวกท่านแต่ละคนล้วนมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

การที่ตัวตนภาคแรกของท่าน
ซึ่งดำรงอยู่ในแดนสุญญตานอกระบบเอกภพ
ทำการแบ่งภาคออกมาเป็นจิตวิญญาณ
ก็เพื่อมอบหมายให้เดินทางข้ามมิติเข้ามา
ทำหน้าที่แทนตนเองในระบบโลกเสรี
ในบทบาทของคนสองมิติ
คือ ทำหน้าที่ทางโลกด้านกายภาพ
กับทำหน้าที่ทางพลังงานด้านจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็น "มิติคู่ขนานกัน" นั่นเอง

ในยุคสมัยแห่งองค์เยซูคริสต์เจ้านั้น
พระองค์ทรงเรียกรูปธรรมทางพลังงาน
ซึ่งเป็น"ตัวตนภาคแรก" นี้ว่า "พระบุตร"
และทรงเรียกรูปธรรมจิตวิญญาณ
ที่เดินทางข้ามมิติ
มาเกิดเป็นมนุษย์ว่า "พระจิต" 

ส่วนผู้ให้กำเนิดพระบุตรนั้น
องค์เยซูคริสต์ทรงถวายพระนามไว้ว่า 
"พระบิดา" "พระเจ้า" และ"พระผู้สร้าง"
ซึ่งหมายถึง "องค์จิตจักรวาล" ในยุคนี้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
17-2-2016

16 กุมภาพันธ์ 2559

หลุดพ้นไม่ได้ ถ้าคนตนเองให้เป็นมนุษย์ ไม่เป็นผลสำเร็จ


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ถ้าท่านปรารถนาการหลุดพ้น
อย่างแท้จริงภายในภพชาตินี้แล้ว
มันยังมีสิ่งที่ท่านต้องเรียนรู้กันอยู่
อีกมากมายนัก
ประเภทที่ไม่รู้ก็ "กลับบ้าน" หรือ "หลุดพ้น" 
หรือ นิพพานไม่ได้เสียด้วย

สาเหตุที่ไม่รู้แล้วจะกลับบ้านกันไม่ได้
ก็เพราะว่าท่านจะไม่สามารถดำเนินชีวิต
บนเส้นทางแห่งมรรควิถีได้อย่างถูกต้อง
เพราะว่าเดินหลงทางนั่นเอง

สิ่งที่ท่านจักต้องเรียนรู้ไม่รู้ไม่ได้
คือ การค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง
จากคำถามสำคัญดังต่อไปนี้

1.จิตวิญญาณของท่านเป็นใคร
2.จิตวิญญาณของท่านมาจากไหน
3.ใครอนุญาตให้มาเกิดเป็นมนุษย์
4.มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม

5.จิตวิญญาณของท่าน
มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง

6.ถ้าทำผิดหน้าที่หรือทำหน้าที่บกพร่อง
จิตวิญญาณท่านจักต้องรับผิดชอบอย่างไร

หากท่านไม่มีความรู้ที่ถูกต้องเหล่านี้
ท่านก็ไม่มีวันที่จะประสบผลสำเร็จ
ในการ "คน" ตนเองให้เป็นมนุษย์ได้
ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน

ดังนั้น
ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการปิดยุค
ท่านต้องถามตนเองแล้วว่า
ท่านรู้คำตอบทั้ง 6 ข้อดีพอแล้วหรือยัง
ถ้าท่านรู้แล้วก็จงถามตนเองว่า
ท่านกำลังทำอย่างไรกับตัวเอง
เพื่อให้บรรลุมรรคผลในหกประการนั้น
อยู่หรือเปล่า.....

รู้ไว้ด้วยนะว่า....เราเป็นห่วง!

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
16-2-2016

12 กุมภาพันธ์ 2559

นิพพาน


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ถ้าคำว่า "นิพพาน" หมายถึง

1.การดับการเกิดดับของทุกสิ่ง
ด้วยจิตปัญญาของมนุษย์แล้วอย่างสิ้นเชิง
สำหรับดวงจิตธรรมญาณ
ผู้ขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์นั้น

2.การมีศักยภาพในตนเอง
มากพอที่จะดีดตนเอง
ออกไปจากระบบเอกภพ
เพื่อหนีแรงดึงดูดเหนี่ยวรั้งของทุกสรรพสิ่ง
จนสามารถเป็นอิสระได้อย่างเสรีแล้ว
อันหมายถึง "หลุดพ้น" ได้นั่นเอง

3.การพร้อมเดินทางย้อนคืน
กลับสู่แดนสุญญตาที่อยู่นอกระบบเอกภพ
อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของจิตวิญญาณ
ซึ่งจากมานานแสนนานได้แล้ว

ดังนั้น
รูปธรรมจิตวิญญาณใดก็ตาม
เมื่อสามารถเดินทางกลับออกไปได้แล้ว
หากมีภารกิจทางจิตวิญญาณ
จักต้องย้อนคืนกลับเข้ามาสู่โลกเสรีนี้อีก
ก็จักสามารถย้อนกลับสู่การเกิดใหม่ได้
ดังเช่นองค์เยซูคริสต์เจ้า เป็นต้น

แต่ถ้าดวงจิตวิญญาณนั้น
มีปณิธานเอาไว้ล่วงหน้าว่า
ถ้าตนสามารถหลุดพ้นหรือนิพพานได้แล้ว
จักไม่ขอย้อนกลับมาสู่การเกิดเป็นมนุษย์
เพื่อประกอบภารกิจทางจิตวิญญาณใดอีก
จิตวิญญาณรูปธรรมนั้นก็สามารถร้องขอได้
สภาวะการหลุดพ้นเช่นนี้
เรียกว่า "ปรินิพพาน" นั่นแล

เอเมน สาธุ
.วิสุทธิปัญญา
12-2-2016

อรุณสวัสดีศรีแห่งสุข 12 กุมภาพันธ์ 2559



อรุณสวัสดีศรีแห่งสุข
12 กุมภาพันธ์ 2559

แก้วสองดวงนี้จงถือเอาไว้ให้มั่น
จักป้องกันมารผจญได้
ทั้งมารภายในตนเองและมารมนุษย์

กราบขอบพระทัยองค์จิตจักรวาล
เอเมน สาธุ

.วิสุทธิปัญญา

12-2-2016

11 กุมภาพันธ์ 2559

ความสำรวมเป็นเครื่องมือชั้นดี


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

สาเหตุหลักประการหนึ่ง
ซึ่งยังผลให้แก่นแท้ของท่านกลับบ้านไม่ได้
เพราะ "จิตไม่ใส ใจไม่สวย"
นั่นคือ พฤติกรรมการ "ก้าวล่วง" ผู้อื่น

"การก้าวล่วง" หมายถึง
พฤติกรรม "การก้าวก่ายและล่วงเกิน" ผู้อื่น
ซึ่งมันจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของท่าน
ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวได้เสมอ

การ "ก้าวก่าย" หมายถึง 
การกระทำใดๆที่มิใช่หน้าที่ของตนเอง
แต่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้อื่น
จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นเกิดการเสียสมดุลไป
ทั้งทางโลกและทางจิตใจ

ตัวอย่างเช่น.....
การบังคับจูงใจผู้อื่นให้จำต้องทำ
ในบางสิ่งที่ท่านต้องการ
ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด 
ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาป
โดยที่คนผู้นั้นเขาไม่เต็มใจที่จะกระทำ

ตัวอย่างเช่น.....
การจับสัตว์อันควรอยู่ตามธรรมชาติ
อันควรมีชีวิตเสรี
มากักขังหน่วงเหนี่ยวไว้
เพื่อดูเล่นหรือเป็นเพื่อนแก้เหงา
จนเขาไม่อาจดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติได้

ตัวอย่างเช่น......
การใช้อำนาจเหนือ
เพื่อตัดสินใจกระทำบางสิ่งแทนคนอื่นๆ
ทั้งๆที่เจ้าตัวเขามิได้ร้องขอหรือยินยอม
จนทำให้เขาสูญเสียสิทธิ
หรือเกิดการผิดพลาดจนทำให้เขาเสียหาย

ตัวอย่างเช่น.....
การนินทาว่าร้ายผู้อื่น
ด้วยการนำเอาเรื่องส่วนตัว
ซึ่งเป็นความลับของเขา
ไปขยายต่อบุคคลที่สาม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือใส่ร้ายเขาก็ตาม
จนทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า
หรือว่าเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือทางสังคม

ส่วนการ "ล่วงเกิน" ผู้อื่นนั้น
หมายถึงการกระทำใดๆในมิติของจิตใจ
ซึ่งท่านสั่นสะเทือนมันอยู่แต่ข้างใน
โดยผู้ที่ถูกท่านล่วงเกินนั้นเขาไม่รู้ไม่เห็น

การล่วงเกินผู้อื่นในมิติแห่งจิตนี้
เป็นการกระทำผิดบาปผ่าน "จิต 3 นึก"
อันประกอบด้วยพฤติกรรมต่อไปนี้ คือ
นึกได้ นึกเอา และนึกเอง

"นึกได้" หมายถึง 
การที่ท่านยังใส่ใจจดจำ
แต่ความไม่ดีงามของผู้อื่นอยู่เนืองๆ
ไม่ว่าความไม่ดีงามของเขาคนนั้น
ท่านเป็นผู้ถูกเขากระทำมาโดยตรง
หรือเป็นการรับรู้มาแบบเขาเล่าว่าก็ตาม

การนึกได้หรือจำได้แต่เรื่องลบๆ
มันจะมีผลต่อสภาวะจิตของท่าน
ให้สั่นสะเทือนไปในทางต่ำลง
ที่เรียกว่า "จิตตก" นั่นแหละ
บ่อยๆเข้าจิตของท่านก็จะเสื่อมพลังอำนาจ

"นึกเอา" หมายถึง
การที่ท่านสร้างนิสัยไม่ดีให้กับตนเอง
ด้วยการเป็นคนมองผู้อื่นในแง่ร้าย
เช่น ชอบคิดลบต่อผู้อื่นล่วงหน้า
ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาคนนั้น
จะเป็นลบอย่างที่คิดจริงหรือไม่

พอคิดลบต่อเขาแล้วท่านก็จิตตกทันที
เสมือนท่านค้นพบความจริงได้ว่า
เขาคนนั้นเป็นลบต่อท่านแล้วจริงๆ

คนที่วิตกจริต
คือคนที่ชอบคิดลบเสียล่วงหน้า
แล้วพาให้ตนเองจิตตก
ทั้งๆที่เหตุการณ์นั้นยังมาไม่ถึง

คนขี้ระแวง
คือคนที่ชอบคิดลบต่อผู้อื่นสิ่งอื่น
แล้วปักใจเชื่อว่าที่ตนคิดนั้น
เป็นความจริง เป็นเรื่องจริงแน่
จนทำให้ตนเองเสียสมดุลทางจิตใจ
ยังผลให้ขาดความผาสุขในการดำเนินชีวิต

คนสองจำพวกนี้
เป็นตัวอย่างของคนที่บกพร่อง
ด้านการนึกของจิต
ในกรณีของการ "นึกเอา" นั่นเอง

ส่วนกรณีการ "นึกเอง
หรือนึกเอาเอง
อันเป็นจิตนึกตัวที่สามจนรวมเรียกว่า 
"จิตสามนึก" หรือ "จิตสำนึก" นั้น
หมายถึง การที่จิตของท่าน
ชอบจะไปเที่ยวคิดแทนคนนั้นคนนี้
แบบคิดเองเออเอง
บางครั้งก็คิดผิด บางครั้งก็คิดถูก

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
การนึกเอง หรือ "คิดแทน" คนอื่นน่ะ
มันเป็นพฤติกรรมการล่วงเกินทางจิต
ในมิติของแก่นแท้โดยตรง
ซึ่งเป็นความประพฤติ
ที่ขัดต่อหลักธรรมชาติของสรรพสิ่ง
ในจักรวาลของจิตจักรวาลคือพระบิดา

โดยที่ทุกสรรพสิ่งจักต้องดำรงอยู่ร่วมกัน
ด้วยหลักแห่งการสมดุลกันเสมอ

แต่ละสรรพสิ่งแม้จะมีอำนาจในตนเอง
แต่ก็จะไม่ใช้อำนาจนั้น
ไปกระทำต่อสรรพสิ่งอื่นให้เสียสมดุล
แต่จะใช้อำนาจของตนนั้นรักษาดุลยภาพ
ระหว่างตนเองกับสรรพสิ่งอื่นๆเอาไว้เท่านั้น

ดังนั้น
การนึกเองหรือคิดแทนคนอื่น
ที่ปกติแล้วมันมักจะเป็นไปในทางลบ
ก็ยังผลให้สภาวะจิตของท่านเสื่อมลง
ได้อีกเช่นกัน

เราจึงจะขอกล่าวความจริงเอาไว้ว่า
ถ้าท่านไม่ประสงค์จะทำร้ายจิตท่านเอง
จนเป็นอุปสรรคต่อการกลับบ้านคือนิพพาน
ก็จงหยิบเครื่องมือชิ้นหนึ่งขึ้นมาใช้
เราขอเรียกเครื่องมือชิ้นนี้ว่า "ความสำรวม"

เพราะความสำรวมก็คือ "การระวังจิต"
มิให้มันสั่นสะเทือนทางจิตสามนึก
ไปในทางต่ำที่ไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม
โดยที่ท่านจะต้องตื่นรู้เพื่อควบคุมมันไว้เสมอ
เพื่อมิให้มันออกนอกลู่นอกทางง่ายๆ
มันคือการใช้วิธี "จิตคุมจิต" นั่นแหละ
หากท่านหมั่นฝึกสำรวมไว้เป็นประจำ
เดี๋ยวก็จะกลายเป็นธรรมชาติได้เอง
แรกๆก็อาจสำรวมยากหน่อย
เพราะจิตมันติดสันดานเดิมที่ไม่ถูกต้องอยู่

ใครอ่านมาถึงตอนนี้...
แล้วบ่นว่า "ยาวจัง" จน "นั่งเบื่อ"
หรือเลิกอ่านเลิกเรียนรู้ทั้งๆที่ยังไม่จบความ
แสดงว่าไม่มีปณิธานแห่งนิพพาน
มันเป็นการพิพากษาตนเองโดยแท้

เอเมน สาธุ
.วิสุทธิปัญญา
11-2-2016

10 กุมภาพันธ์ 2559

หลงนิพพาน


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

คนที่อยากรวยด้วยวิธีพิเศษ
คนที่อยากมีโชคลาภด้วยอำนาจเร้นลับ
คือคนที่ถูกมารภายในตนเอง
สมคบกันกับ "มารภายนอก"
ชักพาให้ท่านหลงทางไปนิพพาน
เพราะสั่นสะเทือนจิตสำนึกไม่ได้

จิตที่ติดอยู่กับ "ความงมงาย"
ทั้งผู้ที่ทำตนเป็นตัวแทนของมาร
และตัวท่านผู้พ่ายแพ้ต่ออำนาจมาร
จะเกิดการเสียสมดุลทางจิตวิญญาณ
โดยจะสั่นสะเทือนไปในทางต่ำลง

หากจิตยัง "ติดยึด" อยู่กับอุตริอวิชชา
โดยไม่รีบละวางกันเสียแต่ต้นมือ
ดวงจิตธรรมญาณของผู้หลงทาง
ก็จักเสียสมดุลเกินเยียวยา
ซึ่งจะมีค่าเสมอเพียง "ขยะ" ที่รกโลกเท่านั้น

เมื่อถึงคราชำระโลกคาบสุดท้าย
ก็จะเป็นสรรพสิ่งหนึ่ง
ที่ต้องถูกขจัดออกไปจากระบบสถานเดียว
ไม่มีคำพิพากษาเป็นอื่น

เอเมน สาธุ
.วิสุทธิปัญญา
10-2-2016



ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ
หรือ "อยาก" จะประสบความสำเร็จนี้
เป็นอีกหนึ่ง "ความอยาก"
ที่สามารถจะเป็นจุดอ่อนของท่าน
ให้มารชักพาหลงทางได้อีกจุดหนึ่ง

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ถ้าพิจารณาแต่คำตรงๆ 
คือ "อยากสำเร็จ" หรือว่า "อยากชนะ"
ท่านก็อาจแลไม่เห็นข้อพิรุธของจิต

เพราะใครๆก็รู้ว่า
ความสำเร็จหรือชัยชนะนั้น
มันเป็นของต้องประสงค์ของคนส่วนใหญ่
ใครๆก็ปรารถนาด้วยกันทั้งสิ้น

เราจึงขอกล่าวความจริง
เพื่อขยายความต่อท่านทั้งหลายว่า

ในมิติโลกทางกายภาพนั้น
ทุกสรรพสิ่งทุกเรื่องราว
ล้วนมีให้มองให้พินิจพิจารณากัน
อย่างน้อย 2 ด้านที่ตรงข้ามกันเสมอ
เช่น ดีกับชั่ว ชนะกับแพ้
สำเร็จกับล้มเหลว เป็นต้น
รวมทั้ง "อยากกับไม่อยาก" ด้วย

กรณี "อยากสำเร็จ" ก็เช่นกัน
สิ่งตรงข้ามก็คือ "ไม่อยากล้มเหลว"
ความไม่อยากล้มเหลว
เสมอกับ "กลัวว่าจะไม่สำเร็จ" นั่นเอง

ท่านรู้หรือไม่ว่า ถ้าจิตของท่าน
สั่นสะเทือนเป็น "อยากสำเร็จ" หรืออยากชนะ
มันคือการสั่นสะเทือนทางด้านบวก

เมื่อจิตมีคุณสมบัติทางด้านบวกคือด้านดี
จิตก็ย่อมขับเคลื่อนกระบวนการคิดของสมอง
ไปทางด้านบวก คือ การคิดบวก
เมื่อจิตกับสมองสั่นสะเทือนร่วมกันด้านบวก
ท่านก็จะแสดงพฤติกรรมด้านบวกออกมา
เป็นกายกรรมหรือวจีกรรมที่พึงประสงค์ในที่สุด

ในทางกลับกันกับที่กล่าวมา
ถ้าหากว่าท่านมีจริตเป็นลบ
โดยเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเป็นทุนอยู่แล้ว
ในเรื่อง "การอยากสำเร็จ" นี้
มันก็จะเปลี่ยนแปรไปเป็น "กลัวล้มเหลว"
หรือว่า "กลัวจะไม่สำเร็จ" แทน

ท่านรู้หรือไม่ว่า ถ้าจิตของท่าน
สั่นสะเทือนเป็น "กลัวจะล้มเหลว"
หรือว่า "กลัวจะไม่สำเร็จ"
มันคือการสั่นสะเทือนของจิตทางด้านลบ
ท่านก็จะแสดงพฤติกรรมด้านลบออกมา
เป็นกายกรรมหรือวจีกรรมที่ไม่เหมาะสม

พฤติกรรมทางกายที่ไม่เหมาะสม
มักอยู่ในรูปของ "วิชามาร" นั่นแหละ
เช่น เอาเปรียบ เบียดเบียน ฉ้อฉล ฯลฯ
ส่วนวจีกรรมที่ไม่้เหมาะสมนั้น
คงหนีไม่พ้น "การโกหก" ปลิ้นปล้อน
ตลบแตลง การพูดไม่ตรง ฯลฯ

พฤติกรรมด้านลบเหล่านี้
ล้วนมีสาเหตุมาจากความไม่อยาก
ที่แสดงออกมาจาก "ความกลัว" ทั้งสิ้น

ถ้าท่านแสดงพฤติกรรมด้านลบ
จากสภาวะจิตด้านลบเช่นนี้
เท่ากับว่าท่านได้กระทำผิดบาป
ต่อจิตวิญญาณของท่านเองแล้ว
มันจะถูกบันทึกรหัสเป็น "บุรพกรรม"
หรือที่ท่านรู้จักกัน
ในนามวิบากกรรมนั่นเอง

หากยังมีวิบากกรรมค้างคาให้ต้องแก้ไข
แล้วจะกลับบ้านในสภาวะนิพพาน
ได้อย่างไรกันล่ะ....

เอเมน สาธุ
.วิสุทธิปัญญา
10-2-2016

09 กุมภาพันธ์ 2559

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ มารภายในจิตใจตนเอง


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะขอยกตัวอย่าง "จุดอ่อน" ของท่าน
ที่สามารถจะตกเป็นทาสของมาร

โดยเฉพาะมารภายในจิตใจของท่านเอง
อันเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่ง คือ
"ความอยากกับไม่อยาก"
มาให้ท่านได้เรียนรู้โดยทั่วกันว่า

1.ถ้าท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดก็ตาม
แล้วสั่นสะเทือนทางจิตใจ
จนเกิดเป็น "ความรู้สึก" ขึ้นมาเมื่อไหร่

2.จิตท่านจะใช้ "ความรู้สึก" 
ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น
เป็นเงื่อนไขให้จิตเอง
เกิดการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องต่อไป
จนเกิดเป็น "ความอยาก" ขึ้นมาได้

3.ตัวความรู้สึก ในข้อ 1.นั้น
จิตมักอยู่ในอาการที่เรียกว่า

ชอบ กับ ไม่ชอบ
พอใจ กับ ไม่พอใจ
ยืนดี กับ ไม่ยินดี
เร้าใจ กับ ไม่เร้าใจ
......เป็นต้น

ความรู้สึกเหล่านี้นี่แหละ
ที่จะเป็นเงื่อนไขของจิตให้สั่นสะเทือนต่อ

จนเกิดเป็น "อยาก" เพราะชอบ
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่ชอบ

เกิดเป็น "อยาก" เพราะพอใจ
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่พอใจ

เกิดเป็น "อยาก" เพราะยินดี
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่ยินดี

เกิดเป็น "อยาก" เพราะเร้าใจ
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่เร้าใจ
........เป็นต้น

4.ถ้าจะเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับท่าน
ที่มีปูมหลังทางธรรมะ
เราก็จะกล่าวง่ายๆให้ฟังว่า

"ความรู้สึก" ก็คือ "กิเลส" นี่แหละ
มันจะเป็นบ่อเกิดแห่ง "ตัณหา"
ซึ่งเป็น "ความอยาก-ไม่อยาก" ของจิต
เสมือนเป็นฝาแฝดกันเลยทีเดียว

กล่าวคือ......
ถ้าจิตท่านเกิดกิเลสขึ้นมาเมื่อไหร่
อาการของจิตที่เรียกว่า "ตัณหา"
มันก็จะปรากฏตัวตามมาเมื่อนั้น
เพราะมันเป็นของคู่กัน
กิเลสอยู่ที่ไหน 
ตัณหาก็จักอยู่ตรงนั้น

5.เราคงมิพักต้องเปรียบเทียบหรอกว่า
ระหว่าง "กิเลส" คือ ความรู้สึก
กับตัว "ตัณหา" คือ ความอยากนั้น
ตัวไหนน่ากลัวกว่ากัน

ขอท่านรู้แต่เพียงว่า
ทั้งสองตัวนี่แหละคือ "มารภายใน" 
เพราะเมื่อใดที่จิตเกิดความอยากแล้ว
หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "กฤตสติ" ค้ำจุน
จิตของท่านมันจะสั่งการให้สมองสั่งกาย
ให้ทำตามที่ "จิตอยาก" นั้นต้องการเสมอ

ดังนั้น
ตัวที่น่ากลัวก็คือ "มารภายใน" 
อันหมายถึง "จิตอยาก-ไม่อยาก" นี่เอง

6.คนที่ตกเป็นทาสของความอยากนั้น
เมื่อถูกกระตุ้นหรือปลุกเร้า
ให้เกิดกิเลสแล้ว
ก็มักจะทำอะไรตามใจตนเอง
ไม่แคร์อารมณ์รู้สึกนึกคิดต้องการ
ของใครๆทั้งสิ้น

นึกอยากพูดอะไรก็พูด
ไม่อยากพูดก็ไม่พูด

นึกอยากทำอะไรก็ทำ
ไม่อยากทำก็ไม่ทำ เป็นต้น

นอกจากนั้น
ถ้าถูกขัดใจเมื่ออยากหรือไม่อยาก
จิตนั้นก็จะสั่นสะเทือนลงไป
ในทางต่ำยิ่งกว่าเดิมอีก
คือเกิด "โทสะจริต" จำพวก
โกรธ เกลียด เคียดแค้น ขุ่นเคือง เป็นต้น

อาการทางจิตที่เกิดขึ้นดังว่ามานี้
มันเกิดจากจิตไม่ใสใจไม่สวย
เพราะจิตขาดคุณสมบัติอันวิสุทธิ์
จึงยังมิอาจบรรลุมรรคผลสูงสุด
คือเข้าถึงสภาวะนิพพานได้

นอกจากนั้น...
เจ้ามารภายใน คือ อยากกับไม่อยากนี่แหละ
หากท่านไร้ "มหาสติ"
มันก็จะแอบออกไปสมคบกับ "มารภายนอก"
ซึ่งคราวหน้าเราจะสยายให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
จนยิ่งทำให้ท่าน "ตกบันไดนิพพาน" กัน
เหมือนเช่นทุกวันนี้นั่นเอง

ดังนั้น
คนที่ชีวิต "ติดอยากกับไม่อยาก"
อันเกิดจากมารภายในตนเอง
ก็คือคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้
ที่มิอาจนำพาแก่นแท้ของตนกลับบ้าน

กลับคืนยังแดนสุญญตา
ที่ตนจากมาตั้งนานแล้วได้นั่นเอง
หมายรวมถึงผู้ใดกันบ้างล่ะเนี่ย?

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
9-2-2016

08 กุมภาพันธ์ 2559

มารภายนอก


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
เรื่องของ "มารภายนอก" ให้ท่านรู้ว่า
พวกเขาล้วนน่ากลัวจริงๆ

"มารภายนอก" คือ คนที่มีรูปลักษณ์ตัวตน
ไม่ต่างไปจากพวกท่านหรอก
แต่พวกเขาสามารถนำพาแก่นแท้ของท่าน
ให้หลุดหล่นลงสู่อบายภูมิได้
ถ้าท่านขาดสติหรือหลงลืมตัว

พวกเขาสามารถนำพาแก่นแท้ของท่าน
ให้หลงทางไปนิพพานได้เสมอ
ถ้าท่านไม่รู้เท่าทัน

โชคยังดีที่ "มารภายนอก" นี้ 
จะไม่มีอิทธิพลใดๆต่อการเป็นมนุษย์
ผู้ปรารถนาการหลุดพ้น
ทางจิตวิญญาณของท่านได้เลย
ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือช่วยเหลือ
หรือไม่ได้รับการสนับสนุน
จาก "มารภายใน" สภาวะจิตของตัวท่านเอง

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะขอยกตัวอย่าง "จุดอ่อน" ของท่าน
อันเป็นจุดที่ 5 คือ "ความอยากรวย"
มาให้ท่านได้เรียนรู้ว่า

1.ถ้าจิตของท่าน "ฝักใฝ่" 
ความอยากรวย รวย รวย รวย มากๆ

2.ท่านก็จะมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง คือ

2.1 ทางแรก: 
ใช้หนึ่งสมองกับสองมือตนเอง
ฉลาดมองหาช่องทางทำมาหากิน
ขยันหมั่นเพียร หนักเอาเบาสู้
รักการเรียนรู้ รู้จักอดออม

2.2 ทางที่สอง:
ดำเนินชีวิตไปวันๆ
ได้แต่ใฝ่ฝันถึงความร่ำรวย
กับการรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

2.3 ทางที่สาม:
อยาก "รวยทางลัด"

โดยคาดหวังจะร่ำรวย
ด้วยวิธีเสี่ยงโชคแบบฟลุ้คๆ
จากอบายมุขทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย

ด้วยการหวังพึ่งพาสิ่งลี้ลับ
ช่วยดลบันดาลให้

ด้วยการหวังพึ่งพาผู้วิเศษ
ประเภทเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือเจ้าลัทธิ
ที่นำเสนออุตริอวิชชา
ผู้ที่จะพร่ำบอกว่า
สามารถจะบันดาลให้ท่านร่ำรวยได้
ด้วยศาสตร์ที่ท่านไม่รู้จัก
กับวิธีการที่ท่านไม่เข้าใจ

นี่แน่ะท่านทั้งหลาย...
การอยากรวยทางลัดช่องทางที่สามนี่แหละ
ที่พระบิดาแห่งจิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
ทรงใช้ให้เรามากล่าวติงเตือนต่อท่านว่า
มันเป็น "ความอยากรวย" ที่จะเข้าทางมาร
จึงให้ท่านพึงระวังให้จงหนัก

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
หน้าที่ในการมาเกิดบนโลกเสรีของท่านนั้น
ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ประการหนึ่งก็คือ
ท่านต้อง "หมุนธรรมจักร"
แทนการหมุน "กรรมจักร" 
ให้สำเร็จก่อนสิ้นภพชาตินี้ให้จงได้
เพื่อ "คนตนเองให้เป็นมนุษย์"
ถ้าเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์เมื่อใด
เมื่อนั้นท่านก็นิพพานดิบได้แล้ว

เราจึงขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
การหมุนธรรมจักรในตนเองของท่าน
มันจะประสบความสำเร็จมิได้เลย
ถ้าท่านไม่สามารถสั่นสะเทือนสิ่งที่เรียกว่า 
"จิต 3 นึก" ด้านบวกของท่านเองได้

(จิตสามนึก ประกอบด้วย
จิตที่สั่นสะเทือนเพื่อการนึกใน 3 ด้าน คือ
นึกได้ นึกเอา และ นึกเอง)

*การหวังพึ่งพาอะไรก็ไม่รู้ที่เชื่อว่า
จะบันดาลให้ท่านร่ำรวยได้

*การหวังพึ่งพาใครก็ไม่รู้ที่เชื่อว่า
จะช่วยให้ท่านร่ำรวยได้

*การหวังพึ่งพาวิธีการอะไรก็ไม่รู้
ที่เชื่อว่าจะช่วยทำให้ท่านร่ำรวยได้

ทั้งสามช่องทางหลักๆที่กล่าวมา
มันจึงมิใช่วิธีทำรวยที่สง่างาม
สมเกียรติแห่งการมีนามว่า "มนุษย์" เลยสักนิด
ซ้ำยังผิดบาปต่อจิตวิญญาณของท่านเอง
ในข้อหา "งมงาย" อีกด้วยสิท่าน

ใครขึ้นมาค้านเราจักต้องรู้ว่า
พระบิดาและเรา
มิได้เคยทัดทานท่านว่า "อย่าทำรวย"

มิได้เคยกล่าวเลยว่า "ความรวย" 
เป็นอุปสรรคแห่งนิพพาน
แต่มารภายในใจท่าน
กับมารภายนอกต่างหากที่พึงระวัง

เราแค่ต้องการจะบอกท่านว่า
"ความอยากรวย" นี่ต่างหาก
ที่มันอาจจะทำให้ท่าน
ตกเป็นทาสมารไปได้ง่ายๆ
หากไร้ซึ่งมหาสติ
โดยเฉพาะการ "รวยแล้วไม่รู้จักพอ"

เพราะเรารู้ดีว่า......
ในสังคมโลกมนุษย์ทุกวันนี้นั้น
ถ้าจะเปลี่ยนฝันอันยิ่งใหญ่....ให้เป็นจริง
หากขาดเงินเพียงสิ่งเดียวก็ทำอะไรไม่ได้

ดูอย่างฝันอันยิ่งใหญ่ของเรา
ที่กลับมาทำหน้าที่
ช่วยรับเจ้าสาวชาวโลกเสรีกลับบ้าน
เพียงแค่การสร้าง "จิตจักรวาลสถานธรรม"
เพื่อสนับสนุนภารกิจนี้
อันประกอบด้วย....3 เฟส คือ

*ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาจิตตปัญญา
*พิพิธภัณฑ์สัจธรรมแห่งจักรวาล
*จิตจักรวาลมหาวิชชาลัย

นี่แค่ดำเนินการในเฟสแรกภารกิจแรก
เราก็รู้ดีแล้วว่าต้องใช้ปัจจัยทุนมากแค่ไหน
ยิ่งภารกิจใหญ่โครงการใหญ่
งบเงินที่ใช้ก็ต้องก้อนโตไปตามนั้น

หากไม่มีคนรวยแล้วและพอจะรวย
ช่วยทะยอยสนับสนุนปัจจัยและสิ่งของมาให้
งานเฟสแรกคงก้าวไกลมาจนวันนี้ไม่ได้แน่
แต่ก็ใช้เวลาก่อสร้างมาตั้ง 2 ปีเศษแล้ว
เพราะปัจจัยส่วนที่ขาดจากการบริจาค
ซึ่งเป็นก้อนใหญ่กว่านั้นเราต้องรับภาระเอง

มันเป็นความล่าช้าของภารกิจศักดิ์สิทธิ์
ที่เราคิดทำเพื่อพี่น้องชาวโลกทุกท่าน
มิได้ทำเพื่อตนเองแต่อย่างใด
ซึ่งต้องทำแข่งกับเวลาตลอดมา

น่าเสียดายที่
ท่านที่รักพระบิดาศรัทธาในเรา
ยังทำรวยกันอยู่ก็มี
ยังพอมีแต่ก็ไม่รวย
ยังพอรวยแต่ก็ไม่พอดี

เรารู้ของเราอย่างนี้แหละ
เราจึงไม่เคยกล่าวว่า "ความอยากรวย"
เป็นสิ่งผิดบาป
จะทำให้กลับบ้าน คือ นิพพานไม่ได้

ถ้าเราไม่มีเงินมาสร้างฝันให้เป็นจริงแล้ว
โครงการจิตจักรวาลสถานธรรม
จะบังเกิดขึ้นได้หรือ

ถ้าเราไม่มีพวกท่านที่รวยแล้วรู้จักพอ
แบ่งปันปัจจัยมาสนับสนุนภารกิจของฟ้า
โดยที่เรามิพักร้องขอ
เพราะเราทำเพื่อประชาชาวโลกแล้ว
โครงการจิตจักรวาลสถานธรรม
จะสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือ

เอเมน สาธุโมทนา
ป.วิสุทธิปัญญา
8-2-2016

07 กุมภาพันธ์ 2559

มาร มี 2 จำพวก


เราจะกล่าวความจริงเรื่องการชำระโลก
ที่ท่านทั้งหลายจักต้องระวัง
มิให้ถูกมารหลอกล่อ หลอกลวง
ให้หลงผิดคิดเป็นถูก 
ล่อให้หลงทางไปนิพพานกันง่ายๆ

โดย "มาร" ที่ท่านต้องระวัง
จะมี 2 จำพวก คือ 

1.มารภายใน:

เป็นมารที่เร้นอยู่ในจิตใจของท่านเอง
ยิ่งถ้าท่านเป็นคนที่ไม่มี "มหาสติ"
ไม่สามารถถือครองได้ในชีวิตประจำวันแล้ว
ท่านก็จะตกเป็นทาสของ "มาร" ทันที
เพราะมันจะคอยรอโอกาส
ในยามที่ท่านเผลออยู่แล้ว

ผู้ที่ไม่สามารถแทรกแซง
กระบวนการสั่นสะเทือนของขันธ์ 5
ที่เป็นการหมุน "กรรมจักร" 
สืบเนื่องมาตั้งแต่อายุสามขวบได้
จะเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงสูง

มารภายในที่ว่านี้ก็คือ
ตัวกิเลสตัณหาซึ่งอยู่ในรูปของ 

"ความรู้สึก ความนึกคิดต้องการ 
และความอยาก"

ถ้าท่านยอมให้มันเป็นนาย
โดยตกเป็นทาสของพวกมันอย่างง่ายดาย
ท่านก็จะเป็นผู้หมุนกรรมจักรไปตลอดชีวิต
ซึ่งจะปิดหนทางหลุดพ้นคือนิพพาน
ของแก่นแท้ของท่านจนสนิทเลยทีเดียว

ดังนั้น
ในคาบเวลาแห่งปฏิบัติการชำระโลกนี้
ท่านจึงต้องเร่งปฏิบัติการชำระจิตให้ใส 
ชำระใจให้สวยด้วยตัวท่านเองด้วย
โดยจักต้องสอบให้ผ่าน "บททดสอบกิเลส"
ที่ท่านจะถูกหยิบยื่นมาให้จากคนรอบข้าง
อย่างไม่ว่างเว้นเลยในแต่ละวัน

เจ้าโลภะ โทสะ โมหะ นี่แหละ
ฝึกนั่งกรรมฐานสมาธิมาแยะแล้วนี่
ลองเผชิญหน้ากับบททดสอบหลากหลาย
ในขณะลืมตา ตื่นรู้ หูเปิดกันดูสิว่า
ท่านจะรักษาสมดุลของจิตเอาไว้ได้
เหมือนตอนนั่งหลับตาอยู่คนเดียวหรือไม่
ลองตรวจสอบตนเองดูนะ

ส่วนท่านที่ฝึกครองมหาสติ
หรือ "ธรรมชาติสมาธิ" 
ตามวิถีจิตจักรวาลได้จนชำนาญแล้วนั้น
เรามิได้ห่วงใยท่านแต่ประการใดแล้ว
เพราะมารภายในนั้นท่าน "เอาอยู่" แน่ๆ

2.มารภายนอก:

เป็นมารที่มีรูปลักษณ์หน้าตาตัวตนเป็น "คน"
เหมือนกับท่านทั้งหลายนี่แหละนะ
พวกท่านจึงไม่กลัวทั้งๆที่พวกเขาน่ากลัว

พวกเขาจะแสวงหาคนที่
มีคุณสมบัติของควาย 9 ตัวที่เราชี้ไว้
ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้สภาวะจิตอ่อนแอมากสุด

จุดอ่อน 9 จุดที่ว่านี้ คือ
1.ความไม่รู้
2.ความไม่ฉลาด
3.ความลุ่มหลงงมงาย
4.ความอยากรู้อยากเห็น
5.ความอยากรวย
6.ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ
7.ความกลัว
8.ความลี้ลับมหัศจรรย์
9.ความหัวอ่อน เชื่อง่าย

ใคร? กับ ใคร? (มีค้านเราอยู่สองคน)
ที่ขึ้นมาเม้นท์ "คัดค้าน" คำกล่าวของเรา
โดยเน้นควายตัวที่ ชื่อ "ความรวย" 
ในทำนองไม่เห็นด้วยว่า
จะให้ปฏิเสธความรวยได้ไง
เป็นมนุษย์ยังต้องแสวงหาความร่ำรวยอยู่
หรืออะไรทำนองนั้น...

เอาเป็นว่า "รอฟังพระโอวาท" ตอนต่อไป
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านฟังว่า
สิ่งที่ท่านเชื่อกับสิ่งที่เราจะสื่อ
จากพระบิดามาสอนพวกท่าน
ความจริงที่จริงแท้นั้น "อะไรเป็นอะไร"

ท่านอย่าเพิ่งชิง "ไม่อะไร กับอะไร"
อย่างที่ฮิทฟิตสอนกันเสียก่อนก็แล้วกัน

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-2-2016

Happy Chinese New Year 2016


เนื่องในเทศกาลตรุษจีนนี้
เราขอมอบสไลด์อำนวยพรแด่พี่น้องไทย-จีน
จากใจจริงแห่งเรา

ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงประสบสุขทุกคืนวัน
จงมีเงินทองไหลมาเทมา 
จงมีสุขภาพพลานามัยดี 
จงมีอายุขัยยืนยาว

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-2-2559

"เวรกรรม" นั้นมีจริง


อภิปรัชญา: (Pure-meta physics)
"ศาสตร์แห่งจักรวาล"
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า...

"เวรกรรม" 
นั้นมีจริง

"เวรกรรม" 
ตอบสนองผู้กระทำหรือผู้ก่อได้

"เวรกรรม" ยังผลให้หรือเป็นเหตุให้
เกิดกฎแห่งกรรม
จนนำไปสู่การมีสังสารวัฏของคนๆนั้นได้

เพราะเหตุว่า....

1.ผลกรรมลบ อันเกิดจาก "มโนกรรมลบ"
เป็น "ผลิตผล" ของจิต ในมิติทางพลังงาน
ที่ท่านทั้งหลายเป็นผู้ผลิตสร้างกันขึ้นมา
ในทุกครั้งที่ท่านเกิดการสั่นสะเทือน
เป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดด้านลบ
อันเกิดจากจิตเสียสมดุลไปเพราะถูกยั่วยุ

ซึ่งผลกรรมลบนี้
จะมีตัวตนรูปลักษณ์เป็นคลื่นความถี่ 
จะมีน้ำหนักมวลทางพลังงาน
จะมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าเป็นลบ
จะมีคุณสมบัติแห่ง "กรรม" ที่ก่อกำกับไว้ด้วย

2.ผลกรรมลบใดที่ท่านก่อขึ้น
ในรูปคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็กนี้
นอกจากท่านจะนำมันออกมาแสดง
เป็นพฤติกรรมภายนอก 
คือ กายกรรม กับวจีกรรม แล้ว

จิตของท่านจะขับเคลื่อนมันออกมา
ในรูปของพลังงานกรรมตามข้อ 1.นั้นด้วย

3.คลื่นความถี่ของพลังงานกรรม
ที่เราเรียกว่า "กรรมเวร" นี่แหละ
เมื่อมันถูกขับเคลื่อนออกมานอกกายสังขาร
มันก็จะสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลออกไป
บนสนามพลังงานของจักรวาล
ซึ่งโอบอุ้มหุ้มห่อทุกสรรพสิ่งเอาไว้
อันหมายรวมทั้งตัวของท่านเองด้วย
โดยมันจะกระจายออกไปจากตัวท่านทุกทิศ
ในรูปลักษณะของวงกลมคล้ายคลื่นน้ำ
เมื่อยามก้อนหินตกกระทบ

ตราบใดที่จิตท่านยังสั่นสะเทือนเป็นลบอยู่
จิตนั้นก็จะผลิตสร้างคลื่นลบนี้ออกมา
เป็นระลอกต่อเนื่องเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ

4.ท่านรู้หรือไม่ว่า....
คลื่นพลังงานกรรมลบหรือกรรมเวรนี้
เมื่อถูกผลิตออกมาแล้วไปไหนกัน

คำตอบคือ
มันจะพากันเคลื่อนที่เดินทางพาเหรดไป
จนสุดขอบเขตของจักรวาลใหญ่คือ"เอกภพ"
อันไกลแสนไกลเลยทีเดียว

5.เมื่อคลื่นลบแต่ระลอกใน "กรรมเวร" นั้น
เดินทางไปจนถึงสุดขอบสนามพลังงาน
อันเป็นจักรวาลใหญ่ที่เรียกว่าเอกภพแล้ว

มันก็จะเกิดการสะท้อนกลับหรือ "วกกลับ"
เพื่อเดินทางย้อนคืนกลับมาหาเจ้าของ
ผู้ก่อผลกรรมลบนั้นไว้ซึ่งยังอยู่ในมิติโลก
ให้ได้แสดงความรับผิดชอบมัน

เพื่อทำผลกรรมนั้นให้เป็นกลางหรือโมฆะ
ซึ่งเป็นกรรมวิธีขจัดขยะพลังงานให้พระบิดา
ในลักษณะของ "กรรมใคร ใครกำ" 
โดยใครคนนั้นนั่นแหละจักต้องรับผิดชอบ

เราจึงเรียก "กรรมเวรด้านลบ" 
ที่สะท้อนกลับมาหาเจ้าของ
ผู้ก่อกรรมนั้นขึ้นไว้ว่า..... "เวรกรรม"
เพราะมันเป็นสิ่งที่ผู้ก่อขึ้นมา
มีหน้าที่จักต้องรับผิดชอบมันสถานเดียว!

6.อีกสาเหตุหนึ่งที่เรียกว่า "เวรกรรม"
ก็เป็นเพราะว่าผู้ก่อผลกรรมลบนั้นขึ้นมา
จักต้อง "รอคอยเวลา" ที่จะรับผิดชอบมัน

เหมือนนักเรียนแบ่งเวรกัน
ดูแลความสะอาดปัดกวาดห้องเรียน
โดยผลัดกันรับผิดชอบคนละวัน
ถ้าใครรับผิดชอบเวรวันจันทร์
เมื่อถึงกำหนดทุกสัปดาห์คนๆนั้นก็ต้องทำ
จะหนีเวรเพื่อหนีความรับผิดชอบไม่ได้

7.สาเหตุที่ "เวรกรรมด้านลบ" 
ซึ่งเป็นการสะท้อนย้อนกลับ
ของ "กรรมเวรด้านลบ" ที่กล่าวมานั้น
ต้องใช้เวลานานจนท่านต้องรอคอย

เพราะว่า "คลื่นพลังงานกรรม" ของท่าน
ต้องใช้เวลาเดินทางจากโลก
ไปจนสุดขอบเอกภพเสียก่อน
จึงจะสะท้อนย้อนกลับคืนมาหาท่านได้
เพราะท่านเป็นผู้ผลิตมันขึ้นมา

ระยะทางที่แท้จริงในการเดินทางไป-กลับ 
ของพลังงานกรรรม คือ

"แปดล้านหนึ่งแสนล้านไมล์"
คูณด้วย "เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า" 
ยกกำลังสอง....
มีหน่วยวัดระยะทางเป็น "ไมล์"

ท่านลองตรองดูสิว่าไกลหรือไม่

มันจึงต้องใช้เวลานาน "ข้ามภพชาติ" 
เพราะอายุคนในยุคหลังๆนี้แสนสั้น
เมื่อตายแล้วจึงต้องรีบเกิดใหม่กัน
เพื่อจะได้กลับมารอรับ "เวรกรรม" ที่ก่อไว้
ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมมิผิดเพี้ยน

8.เราจึงมุ่งสื่อสอนท่านให้ฝึกครองมหาสติ
ให้ท่านจงมีปณิธานแห่งนิพพาน
แล้วให้ท่านพยายามเข้าแทรกแซง
กระบวนการของขันธ์ 5 ที่เป็นกรรมจักรอยู่
เพื่อเปลี่ยนโหมดเป็น "ธรรมจักร" เสียให้ได้
ทำให้สำเร็จโดยพลันในชาตินี้แหละ
ท่านจึงจะนำพาแก่นแท้ของท่านหลุดพ้นได้

เรื่องง่ายๆมันมีเท่านี้
น่าเสียดายที่หลายคนด่วนใจร้อน
มองข้ามคุณค่าคำสื่อสอนจากจิตจักรวาลไป
ทั้งๆที่ตนเองนั้นยังมิทันเข้าใจ
เพียงแต่แค่คิดว่า "ตนรู้แล้ว" เท่านั้นเอง
เราจึงช่วยไถ่บาปให้พวกท่านไม่สำเร็จ

ห้องเรียนเราจึงมีนักเรียนเก่าหลายตน
ละทิ้งโรงเรียนไปเรื่อยๆ
เพราะมองดูว่าครูเสื่อม!
บรรยากาศช่างวังเวงเสียจริงๆ

ไม่ต่างจากโลกนี้ที่จะมีผู้คน
เหลือจากปฏิบัติการชำระโลกน้อยมาก
ในวันนั้นจักเป็น "วันเหลือน้อย"
น้อยเสียจนวังเวง....เลยเชียว...ล่ะ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-2-2016

มาร


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่โหมดของการชำระ
อย่างเต็มรูปแบบแล้วนี้
หนึ่งในหลายสิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงระวังก็คือ
การถูกมารหลอกลวงให้หลงทาง

"มาร" คือ ผู้ที่ทำตนเป็นอุปสรรคขัดขวาง
เพื่อถ่วงรั้งให้ท่านมิอาจเข้าถึงนิพพานได้ง่ายๆ
โดยจะใช้วิธีโจมตีจุดอ่อนของท่าน
ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้น
จุดอ่อนจะมีอยู่ด้วยกัน 9 จุด คือ

1.ความไม่รู้
2.ความไม่ฉลาด
3.ความลุ่มหลงงมงาย
4.ความอยากรู้อยากเห็น
5.ความอยากรวย
6.ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ
7.ความกลัว
8.ความลี้ลับมหัศจรรย์
9.ความหัวอ่อน เชื่อง่าย

ถ้าท่านไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อมาร
ก็จงครอง "มหาสติ" 
ที่เรียกว่าธรรมชาติสมาธิให้มั่นคงไว้
แล้วพิจารณาตนเองว่า
ควายทั้ง 9 ตัวที่กล่าวไว้ข้างต้นน่ะ
ท่านเลี้ยงตัวไหนเอาไว้บ้าง
เมื่อพบตัวหนึ่งตัวใดก็ตาม
ก็จงเร่งกำจัดจุดอ่อนนั้นเสีย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-2-2016

02 กุมภาพันธ์ 2559

กรรมเวรมีจริงมั้ย?



อภิปรัชญา: (Pure-meta physics)
"ศาสตร์แห่งจักรวาล"

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

"กรรมเวร" นั้นมีจริง

เพราะเหตุว่า....

1.กรรม หมายถึง การกระทำใดๆของท่าน
อันเกิดจาก "การสั่นสะเทือน" ของจิต
ที่จะกระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนของสมอง
เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง

2.เมื่อจิตกับสมองสั่นสะเทือนร่วมกันแล้ว
ก็จะเกิดเป็น "มโนกรรม" คือ การกระทำทางจิต
ที่จะตอบสนองต่อ "เงื่อนไข" ใดๆ
อันเป็นตัวต้นเหตุให้จิตสั่นสะเทือนในข้อ 1.นั่น

3.ส่วนใหญ่แล้ว
การสั่นสะเทือนเป็น "มโนกรรม" นั้น
จิตมักจะถามหา "บุคคล" หรือ "ตัวตน" ที่มีรูปธรรม
เป็นเป้าหมายของ "การตอบสนอง" เสมอ

4.ดังนั้น......มโนกรรม
จึงเป็นพฤติกรรมทางจิต
ที่สั่นสะเทือนตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งยั่วยุ
อันเป็นเงื่อนไขหรือเหตุ
ให้จิตสั่นสะเทือนนั่นเอง

เงื่อนไขให้จิตของท่าน
เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมานั้น
จะมีด้วยกัน 2 ด้าน

คือ เงื่อนไขด้านบวก
ที่ท่านพึงใจต่อผู้นั้นหรือสิ่งนั้น
กับเงื่อนไขด้านลบ
ที่ท่านไม่พึงใจต่อผู้นั้นหรือสิ่งนั้น

5.ในที่นี้..... 
เราจะกล่าวเฉพาะด้านลบให้ท่านรู้ว่า

เมื่อใดก็ตามที่ท่านรู้สึกว่าไม่พอใจ
จิตของ่ทานก็จะสั่นสะเทือน
ให้เกิดเป็น "มโนกรรม" ด้านลบ
ในรูปของอารมณ์รู้สึกนึกคิดด้านลบ
เพื่อตอบสนองต่อตัวต้นเหตุนั้นเสมอ

6.ผลของมโนกรรมลบที่เกิดขึ้น
มันจะปรากฏเกิดขึ้นใน 2 มิติตามลำดับ 

ลำดับแรก:
ผลของมโนกรรมลบนั้นมันจะเกิดขึ้น
ในมิติที่สองตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น
เพราะมันจะอยู่ในรูปของ "พลังงาน"

โดยพลังงานจาก "มโนกรรมลบ" นี้
มันจะปราฏอยู่ในรูปลักษณ์ของ 
"คลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็ก" ระบบหนึ่ง
ซึ่งจะมี "คุณสมบัติแห่งมโนกรรม" นั้น
บันทึกไว้เป็นคุณสมบัติ
ของคลื่นพลังงานนั้นด้วย

เราจึงเรียก "มโนกรรมทางพลังงาน"
ที่มีคุณสมบัติแห่งมโนกรรมลบ
อันเกิดจากอารมณ์รู้สึกนึกคิดด้านลบ
ที่ท่านมีต่อตัวต้นเหตุหรือสิ่งเร้านั้นๆว่า
"ผลกรรมด้านลบ" นั่นเอง

ลำดับสอง:
เมื่อท่านผลิตสร้าง "ผลกรรมด้านลบ" 
ให้ปรากฏขึ้นไว้ในมิติแห่งจิตแล้ว
ในขณะเดียวกัน "มโนกรรมลบ" 
ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนทางจิตด้านลบนั้น
มันก็จะถูกจิตท่านขับเคลื่อนออกมาภายนอก
ให้ปรากฏผ่านพฤติกรรม
ทางอวัยวะร่างกายต่อเนื่องไปอีกด้วย
เราเรียกมันว่า "พฤติกรรมภายนอก"

โดยพฤติกรรมทางกายภายนอกนี้
จะประกอบด้วย 
ภาษากายกับภาษาท่าทาง คือ "กายกรรม"
และที่เป็นภาษาคำพูด คือ "วจีกรรม"

ดังนั้น
ทั้งกายกรรมและวจีกรรม
จึงล้วนเป็น "พฤติกรรมภายนอก" ทั้งสิ้น

7.ผลกรรมลบอันเกิดจากมโนกรรมลบ
ดังที่เราได้สยายความมาตั้งแต่ต้นนี่ไง
คือที่มาของประโยคทอง
ซึ่งหลายท่านพากันท่องเสียจนขึ้นใจจำว่า
"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

โดยจิตของท่านนั้นเมื่อมันสั่นสะเทือน
ทางอารมณ์รู้สึกนึกคิดด้านลบแล้ว
มันก็จะสั่งให้อวัยวะร่างกายท่าน
เกิดการสั่นสะเทือนตามทางด้านลบ
ให้เกิดเป็นอากัปกริยาท่าทางและพูด
ที่เป็นพฤติกรรมด้านลบต่อตัวต้นเหตุ
ให้ท่านสูญเสียสมดุลในจิตใจนั้นเสมอ
โดยเกือบจะทันทีทันควันที่จิตตก

เพราะเหตุนี้เองที่ผ่านๆมาเราจึงเรียก
คนที่ต้องเป็นมนุษย์เยี่ยงท่านว่า
"คนสองมิติ" หรือ "มนุษย์ในมิติคู่ขนาน"

8.เมื่อท่านสั่นสะเทือนจิตกับสมอง
จนเกิดเป็น "มโนกรรมลบ" ขึ้นมาเมื่อใด
ถ้าคนที่ท่านแสดงมโนกรรมลบ
ตอบสนองเขาไปนั้นเขาไม่รู้เรื่องด้วย
เพราะว่าท่านแสดงออก
แต่มโนกรรมลบอย่างเดียว

หรือท่านอาจกระทำตอบสนอง
ทางกายกรรมหรือวจีกรรมต่อเขาแล้ว
แต่พวกเขา "อโหสิกรรมให้" ไม่เอาความ
นั่นเท่ากับว่า "มโนกรรมด้านลบ" นั้น
เป็นเพียงการกระทำผิดบาปต่อ "ใจ"
หรือจิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้
ของท่านเองโดยตรงเท่านั้น

แต่ถ้าท่านขับเคลื่อนหรือแสดงมันออกมา
ไม่ว่าจะเป็นทางกายกรรมหรือวจีกรรม
มันก็จะกลายเป็นเงื่อนไขให้จิตของเขา
เกิดการสั่นสะเทือนเป็นลบขึ้นมาได้
เขาก็จะเกิดอาการเสียสมดุลไปทางลบ
ทั้งด้านอารมณ์รู้สึกนึกคิด
จนเกิดเป็น "มโนกรรมลบ" ตอบสนองท่าน
แล้วเขาก็อาจขับเคลื่อนมันออกมา
เป็นกายกรรมกับวจีกรรมลบกระทำตอบ

9.ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
กระบวนการที่เรากล่าวมาตั้งแต่ข้อ 1- ข้อ8
มันคือการ "หมุนกรรมจักร" ร่วมกันนะเอง

วันๆพวกท่านที่สอบตกบททดสอบ
ล้วนร่วมกันหมุนกรรมจักรในลักษณะนี้ทั้งสิ้น

กรรมที่ท่านกระทำต่อกันเหล่านี้
ไม่ว่าท่านจะก่อมันขึ้นมาด้วยมโนกรรม
จนเกิดผลกรรมทางพลังงานมิติเดียว
หรือจะก่อทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมด้วย
มันล้วนแต่เป็น "กรรมเวร" ทั้งสิ้น

10.คำว่า "เวร" 
หมายถึงสิ่งที่หรือภารกิจที่จักต้องมีผู้รับผิด

"กรรมเวร" จึงหมายถึงผลกรรมด้านลบใดๆ
ที่ผู้ใดกระทำหรือก่อขึ้นมาผู้นั้นต้องรับผิดชอบ

ถ้าเป็นผลกรรมทางพลังงาน
ผลกรรมนั้นผู้ก่อจักต้องทำให้มันเป็นกลาง
คือ กำจัดคุณสมบัติกรรมลบนั้นเสีย
ให้เหลือแต่พลังงานที่ไร้คุณสมบัติกรรม
เหมือนคลื่นความถี่ทางพลังงานทั่วๆไป
ที่ลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ในธรรมชาติ

วิธีทำให้มันเป็นกลางก็คือ
การต้องมาเกิดใหม่
เพื่อ "เผชิญ" กับเงื่อนไขแบบเดิมนั้นใหม่
แล้วสั่นสะเทือนจิตกับสมองให้ถูกต้อง
ด้วยการสั่นสะเทือนอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ให้เป็นด้านบวกต่อผู้สร้างเงื่อนไขนั้นให้ได้
ผลกรรมที่เกิดขึ้นมันก็จะมีคุณสมบัติด้านบวก
ซึ่งมันจะทำให้คุณสมบัติเดิมที่เป็นลบ
ของผลกรรมที่ท่านเคยก่อขึ้นไว้นั้น
เกิดความเป็นกลางทางไฟฟ้า
ที่เรียกว่า "โมฆะกรรม" ในมิติแห่งจิตได้
ผลกรรมนั้นจึงไม่มีอีกต่อไป 
นั่นคือ จิตจะ "ว่าง" ไปจากสิ่งนั้นอย่างสิ้นเชิง
อันเป็นบันใดสู่ "จิตสุญญตา" โดยแท้

ทั้งหมดที่เราเปิดเผยมาในที่นี้
เป็นคัมภีร์เรื่อง "กรรมเวร" ที่ท่านจักต้องเผชิญ
ในภพชาติถัดไป (ถ้ามี) ในรูปของ "เวรกรรม"

ใครเกียจคร้านในการอ่านทบทวน
เพื่อทำความเข้าใจในสัจธรรมอันลึกล้ำนี้
ในข้อกล่าวหาว่า "ร่ายยาวเกินไป"
นั่นเท่ากับว่าผู้นั้นได้ปฏิเสธการหลุดพ้น
ไปเรียบร้อยแล้ว....

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-2-2016

01 กุมภาพันธ์ 2559

"ยามตะวันจะลับฟ้า"



"ยามตะวันจะลับฟ้า"

สุริยะ ละแสง ที่แรงร้อน
เห็นแดดรอน อ่อนไอ แล้วใจเหงา
ทิวาวาย หายวับ ไปกับเงา
ราตรีเข้า บดบัง อีกทั้งคืน

เหมือนดั่งโลก โยกยิน ว่าสิ้นยุค
เสียงภัยปลุก รุกเร้า ให้ "เจ้า" ตื่น
เพื่อละกรรม ทำบุญ หนุนยาวยืน
แล้วหยิบยื่น นิพพาน ก่อนวันตาย

พี่น้องเอ๋ย เรามา เพื่อพากลับ
รีบตอบรับ ไมตรี อย่าหนีหน่าย
ทิ้งให้เรา โดดเดี่ยว อยู่เดียวดาย
ท่านจักสาย ไร้สิทธิ์ เพราะติดกรรม

อนิจจา "ห้องเรียนเรา" มีเท่านี้
น้อยคนที่ จิตใจ มิใฝ่ต่ำ
ดั่งวิหค หลงฟ้า มาร่ายรำ
พอตกค่ำ กรรมส่ง ให้หลงทาง....


เอเมน สาธุ
.วิสุทธิปัญญา

1-2-2016