09 พฤษภาคม 2569

งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (3)


 #งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (3)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ถ้าจะกล่าวว่าต้นไม้ในป่าใหญ่กับไดโนเสาร์

ที่ดำรงอยู่ทั่วแผ่นดินโลกต่างล้วนเป็นพระบุตร

ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดสร้างขึ้นอย่างตั้งพระทัย

ด้วยหลักการและเหตุผลที่เรากล่าวมาแล้วนั้น

เป้าหมายสูงสุดคือทั้งโลกไดโนเสาร์และต้นไม้

จักต้องเป็นหนึ่งเดียวกันคือต้องรักกันนั่นแหละ

โดยรักกันเพราะต่างเห็นคุณค่าของกันและกัน


การรักกันแล้วเห็นคุณค่าของกันและกัน

หมายถึง #การรักเพื่อให้ #ไม่ใช่รักเพื่อเอา


เพราะต้นไม้ใหญ่รักที่จะให้ยอดอ่อน

เป็นอาหารให้แก่ไดโนเสาร์ในการดำรงชีวิต

เมื่อถูกกัดกินยอดใบอ่อนๆเป็นอาหารโอชะแล้ว

ก็จะรีบแตกยอดผลิใบชุดใหม่ออกมาแทนทันที

ไม่งกไม่หวงไม่ตระหนี่ถี่เหนียวไม่เกรี้ยวโกรธา

ไม่แสดงอาการว่าจะตายเพราะถูกทำลายยอด


ไดโนเสาร์ก็เช่นกันแม้ว่าตนนั้นจะตัวใหญ่

แต่ก็กินยอดไม้ใบอ่อนกันแค่พออิ่มหนำสำราญ

ไม่กินล้างกินผลาญแบบถอนรากถอนโคนทิ้ง

แต่ไดโนเสาร์กินไปถ่ายไปมูลที่ถ่ายให้คือใส่ปุ๋ย

เป็นผลต่างตอบแทนแก่ต้นไม้ที่ให้ยอดอ่อนนั้น

มนุษย์ทั้งหลายเห็นหรือยังว่ามันคือ #ความรัก

แบบที่โลกและทุกสรรพสิ่งล้วนต้องการทั้งสิ้น


เรายังมีตัวอย่างความรักในแบบของพระเจ้า

อีกประการหนึ่งซึ่งมนุษย์ทั้งหลายรู้เห็นกันอยู่

แต่ยังหาคนคิดรู้และเข้าใจแจ้งกันยังไม่ได้


เมื่อพระเจ้าทรงพบความจริงด้วยพระองค์เองว่า

เมื่อฝนตกลงมาบนแผ่นดินโลกน้ำจะไหลลงต่ำ

แล้วละลายแร่ธาตุที่เป็นอาหารของต้นไม้ใหญ่

ไหลลงไปสู่ สายธารลำคลองหนองน้ำและทะเล

เมื่อแรกสร้างโลกนี้จะมีแต่แหล่งน้ำจืดเท่านั้น

พระองค์จึงทรงเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนี้ว่า

ถ้าทรงยอมให้สารอาหารในดินไหลลงแหล่งน้ำ

สักวันหนึ่งต้นไม้ของพระองค์จะต้องอดตายแน่

เพราะแร่ธาตุในดินจะไหลลงแหล่งน้ำจืดหมด

ไดโนเสาร์ก็จะต้องอดตายกันหมดโลกอีกด้วย

เพราะไม่มียอดไม้ใบอ่อนๆให้กัดกินเป็นอาหาร


พระองค์จะทรงปล่อยให้ลูกๆของพระองค์

ที่ทรงกำหนดสร้างขึ้นมาถึงขั้นหายนะไม่ได้แน่

ด้วยความรักและห่วงใยในตัวผู้ถูกสร้างก็คือลูก

จึงทรงกำหนดให้พื้นน้ำที่เดิมทีมีอยู่แค่ 3 ส่วน

เหลือเป็นแผ่นดินไว้ปลูกต้นไม้ใหญ่อยู่ 1 ส่วน

ให้เป็นแหล่งน้ำเค็มแทนที่จะเป็นแหล่งน้ำจืด

ปัจจุบันเรียกกันว่าทะเลและมหาสมุทรนั่นเอง


สาเหตุที่ทรงเปลี่ยนจากน้ำจืดเป็นน้ำเค็ม

ก็เพราะว่าน้ำเค็มในทะเลหรือมหาสมุทรนั้น

จะมีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำจืดที่ทรงสร้างแต่แรก

โดยน้ำเค็มจะชะลอหรือลดทอนการชำระแร่ธาตุ

ที่น้ำฝนทำละลายจากพื้นดินไม่ให้ไหลเร็วไป

เพราะถ้าไหลเร็วไปรากต้นไม้จะดูดซับไว้ไม่ทัน

แต่ถ้าไหลลงทะเลใหญ่ช้าไปรากต้นไม้ก็จะเน่า


ดังนั้น

ความเข้มข้นของความเค็มของน้ำในมหาสมุทร

ต้องมีมาตรฐานคงที่และมีความเหมาะสมด้วย

พระเจ้าจึงทรงกำหนดให้แสงอาทิตย์มีรังสีร้อน

ซึ่งมนุษย์โลกเรียกว่า #รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต

ช่วยแผดเผาพื้นน้ำทั้งสามส่วนให้ระเหยเป็นไอ

เพื่อคอยปรับสมดุลความเข้มข้นของน้ำเค็มให้


นอกจากนั้น

ผลพลอยได้จากน้ำทะเลและมหาสมุทรก็คือ

แรงตึงผิวของน้ำเค็มบนโลกที่มีอยู่ถึงสามส่วน

จะมีค่าความตึงผิวหรือความหนืดสูงกว่าน้ำจืด

เมื่อลมพัดผ่านพื้นผิวเกิดเป็นระลอกคลื่นแล้ว

ความหนืดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองไป

เมื่อเสียดสีกับบรรยากาศมันจะเป็นดั่ง “ครัช”

ที่มนุษย์ใช้เมื่อเปลี่ยนเกียร์รถแบบ Manual

เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เกิดอาการกระตุกนั่นแหละ


การที่โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่ได้

โดยไม่กระตุกจนไดโนเสาร์และต้นไม้ใหญ่

ซึ่งดำรงอยู่บนโลกไม่มีความสงบสุขนั้น

เพราะทั้งป่าไม้และไดโนเสาร์ทำหน้าที่รักกันดี

โลกจึงมีพลังงานที่จะบิดแกนแม่เหล็กมากพอ

อีกทั้งเพราะความรักจากพระเจ้าที่มีต่อ “ลูก”

ที่ทรงกำหนดสร้างน้ำเค็มเป็นทะเลไว้สามส่วน

ความสมดุลมั่นคงและยั่งยืนของระบบโลก

จึงบังเกิดขึ้นและสืบทอดมาจนทุกวันนี้


(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

9/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้