#งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (3)
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ถ้าจะกล่าวว่าต้นไม้ในป่าใหญ่กับไดโนเสาร์
ที่ดำรงอยู่ทั่วแผ่นดินโลกต่างล้วนเป็นพระบุตร
ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดสร้างขึ้นอย่างตั้งพระทัย
ด้วยหลักการและเหตุผลที่เรากล่าวมาแล้วนั้น
เป้าหมายสูงสุดคือทั้งโลกไดโนเสาร์และต้นไม้
จักต้องเป็นหนึ่งเดียวกันคือต้องรักกันนั่นแหละ
โดยรักกันเพราะต่างเห็นคุณค่าของกันและกัน
การรักกันแล้วเห็นคุณค่าของกันและกัน
หมายถึง #การรักเพื่อให้ #ไม่ใช่รักเพื่อเอา
เพราะต้นไม้ใหญ่รักที่จะให้ยอดอ่อน
เป็นอาหารให้แก่ไดโนเสาร์ในการดำรงชีวิต
เมื่อถูกกัดกินยอดใบอ่อนๆเป็นอาหารโอชะแล้ว
ก็จะรีบแตกยอดผลิใบชุดใหม่ออกมาแทนทันที
ไม่งกไม่หวงไม่ตระหนี่ถี่เหนียวไม่เกรี้ยวโกรธา
ไม่แสดงอาการว่าจะตายเพราะถูกทำลายยอด
ไดโนเสาร์ก็เช่นกันแม้ว่าตนนั้นจะตัวใหญ่
แต่ก็กินยอดไม้ใบอ่อนกันแค่พออิ่มหนำสำราญ
ไม่กินล้างกินผลาญแบบถอนรากถอนโคนทิ้ง
แต่ไดโนเสาร์กินไปถ่ายไปมูลที่ถ่ายให้คือใส่ปุ๋ย
เป็นผลต่างตอบแทนแก่ต้นไม้ที่ให้ยอดอ่อนนั้น
มนุษย์ทั้งหลายเห็นหรือยังว่ามันคือ #ความรัก
แบบที่โลกและทุกสรรพสิ่งล้วนต้องการทั้งสิ้น
เรายังมีตัวอย่างความรักในแบบของพระเจ้า
อีกประการหนึ่งซึ่งมนุษย์ทั้งหลายรู้เห็นกันอยู่
แต่ยังหาคนคิดรู้และเข้าใจแจ้งกันยังไม่ได้
เมื่อพระเจ้าทรงพบความจริงด้วยพระองค์เองว่า
เมื่อฝนตกลงมาบนแผ่นดินโลกน้ำจะไหลลงต่ำ
แล้วละลายแร่ธาตุที่เป็นอาหารของต้นไม้ใหญ่
ไหลลงไปสู่ สายธารลำคลองหนองน้ำและทะเล
เมื่อแรกสร้างโลกนี้จะมีแต่แหล่งน้ำจืดเท่านั้น
พระองค์จึงทรงเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนี้ว่า
ถ้าทรงยอมให้สารอาหารในดินไหลลงแหล่งน้ำ
สักวันหนึ่งต้นไม้ของพระองค์จะต้องอดตายแน่
เพราะแร่ธาตุในดินจะไหลลงแหล่งน้ำจืดหมด
ไดโนเสาร์ก็จะต้องอดตายกันหมดโลกอีกด้วย
เพราะไม่มียอดไม้ใบอ่อนๆให้กัดกินเป็นอาหาร
พระองค์จะทรงปล่อยให้ลูกๆของพระองค์
ที่ทรงกำหนดสร้างขึ้นมาถึงขั้นหายนะไม่ได้แน่
ด้วยความรักและห่วงใยในตัวผู้ถูกสร้างก็คือลูก
จึงทรงกำหนดให้พื้นน้ำที่เดิมทีมีอยู่แค่ 3 ส่วน
เหลือเป็นแผ่นดินไว้ปลูกต้นไม้ใหญ่อยู่ 1 ส่วน
ให้เป็นแหล่งน้ำเค็มแทนที่จะเป็นแหล่งน้ำจืด
ปัจจุบันเรียกกันว่าทะเลและมหาสมุทรนั่นเอง
สาเหตุที่ทรงเปลี่ยนจากน้ำจืดเป็นน้ำเค็ม
ก็เพราะว่าน้ำเค็มในทะเลหรือมหาสมุทรนั้น
จะมีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำจืดที่ทรงสร้างแต่แรก
โดยน้ำเค็มจะชะลอหรือลดทอนการชำระแร่ธาตุ
ที่น้ำฝนทำละลายจากพื้นดินไม่ให้ไหลเร็วไป
เพราะถ้าไหลเร็วไปรากต้นไม้จะดูดซับไว้ไม่ทัน
แต่ถ้าไหลลงทะเลใหญ่ช้าไปรากต้นไม้ก็จะเน่า
ดังนั้น
ความเข้มข้นของความเค็มของน้ำในมหาสมุทร
ต้องมีมาตรฐานคงที่และมีความเหมาะสมด้วย
พระเจ้าจึงทรงกำหนดให้แสงอาทิตย์มีรังสีร้อน
ซึ่งมนุษย์โลกเรียกว่า #รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต
ช่วยแผดเผาพื้นน้ำทั้งสามส่วนให้ระเหยเป็นไอ
เพื่อคอยปรับสมดุลความเข้มข้นของน้ำเค็มให้
นอกจากนั้น
ผลพลอยได้จากน้ำทะเลและมหาสมุทรก็คือ
แรงตึงผิวของน้ำเค็มบนโลกที่มีอยู่ถึงสามส่วน
จะมีค่าความตึงผิวหรือความหนืดสูงกว่าน้ำจืด
เมื่อลมพัดผ่านพื้นผิวเกิดเป็นระลอกคลื่นแล้ว
ความหนืดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองไป
เมื่อเสียดสีกับบรรยากาศมันจะเป็นดั่ง “ครัช”
ที่มนุษย์ใช้เมื่อเปลี่ยนเกียร์รถแบบ Manual
เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เกิดอาการกระตุกนั่นแหละ
การที่โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่ได้
โดยไม่กระตุกจนไดโนเสาร์และต้นไม้ใหญ่
ซึ่งดำรงอยู่บนโลกไม่มีความสงบสุขนั้น
เพราะทั้งป่าไม้และไดโนเสาร์ทำหน้าที่รักกันดี
โลกจึงมีพลังงานที่จะบิดแกนแม่เหล็กมากพอ
อีกทั้งเพราะความรักจากพระเจ้าที่มีต่อ “ลูก”
ที่ทรงกำหนดสร้างน้ำเค็มเป็นทะเลไว้สามส่วน
ความสมดุลมั่นคงและยั่งยืนของระบบโลก
จึงบังเกิดขึ้นและสืบทอดมาจนทุกวันนี้
(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
9/05/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้
