#การเรียนรู้ความจริงในงานสร้างของพระเจ้า
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดสร้างต้นไม้น้อยใหญ่
ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกแล้ว
พระองค์ทรงเรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้ว่า
ถ้าโลกแล้งน้ำแล้วต้นไม้ทั้งป่าของพระองค์นั้น
จะดำรงชีวิตอยู่รอดปลอดภัยไม่ได้
เพราะแม้พระองค์จะทรงกำหนดสร้างแร่ธาตุ
ที่เป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารของพืชไว้แล้ว
แต่รากพืชทั้งหลายก็ยังไม่อาจดูดซับรับเอา
ผ่านกระบวนการดูดซึมที่เรียกว่า Osmosis ได้
แร่ธาตุในดินจะต้องเป็นสารละลายก่อนเท่านั้น
ทรงรู้ดีว่าแร่ธาตุในดินจะเป็นสารละลายได้
ก็ต่อเมื่อพระองค์จะต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย
นี่จึงเป็นที่มาของการสร้าง #วัฏจักรของน้ำ ขึ้น
ตามที่ท่านทั้งหลายรู้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
แต่ปรากฏว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป
ต้นไม้ต้นไร่ของพระองค์บนโลกก็เติบใหญ่ขึ้น
จนยังผลให้น้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลกมีมากขึ้น
พลังงานด้านบวกที่ต้นไม้ใหญ่ผลิตส่งให้โลก
มีปริมาณไม่มากพอที่จะบิดแกนแม่เหล็กโลก
เพื่อที่จะช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้
จนโลกเริ่มเสียสมดุลเพราะว่าโลกหมุนช้าลงไป
พระองค์ทรงเรียนรู้จากความจริงว่า
อาการเสียสมดุลของโลกคือ #การแกว่งส่าย
จนทำให้แกนหมุนรอบตัวเองทำมุมกับแนวดิ่ง
ไม่คงที่หรือไม่เท่าเดิมคือผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ
#ภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากดินน้ำลมไฟอาเพศ
ก็เกิดขึ้นจนสร้างความเสียหายกันไปทั่วโลก
โดยแกนหมุนของโลกแกว่งส่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากแกนแม่เหล็กโลกมีแรงบิดตัวน้อยลง
เพราะน้ำหนักมวลบนพื้นโลกเพิ่มขึ้นนั่นเอง
ดังนั้น
พระองค์จึงทรงเรียนรู้จากกรณีนี้ได้ว่า
ถ้าจะทรงทำให้โลกกลับคืนสู่ความสมดุลได้
พระองค์ต้องเพิ่มแรงบิดของแกนแม่เหล็กโลก
โดยจะต้องสร้างเพื่อนร่วมงานของโลกเพิ่มขึ้น
เพื่อให้ช่วยทำหน้าที่เติมเต็มพลังในส่วนที่ขาด
จนยังผลให้โลกกลับสู่ความสมดุลดังเดิมได้
ขณะที่ต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายยังเติบโตได้ต่อไป
โดยไม่จำเป็นต้องตัดโค่นหรือว่าเผาทำลายทิ้ง
เพราะพระองค์ทรงรักทุกสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นไว้
นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า #อนุรักษ์ ในทุกวันนี้
แม้คนทั้งหลายจะเห็นว่าการรักษาของเดิมไว้
จะดูเหมือนว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
แต่สำหรับพระองค์แล้วมันคือเรื่องใหญ่มิใช่เล็ก
เพราะทรงพบว่าแค่มวลบนโลกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ก็ทำให้โลกเสียสมดุลไปได้มากมายเกินคาด
เพราะเหตุนี้เอง
พระเจ้าเมื่อทรงกำหนดสร้างสิ่งใดขึ้นมาแล้ว
จะไม่ทรงทำลายสิ่งนั้นทิ้งไปในภายหลัง
เพราะเหตุว่าทรงกำหนดสร้างทุกสิ่งในเอกภพ
ซึ่งเป็นดั่งห้องทดลองใหญ่ของพระองค์นั้น
อยู่บนพื้นฐานของคำว่า #สมดุล เป็นหนึ่งเดียว
การทำลายบางสิ่งทิ้งไปแม้แค่เพียงน้อยนิด
มันคือการทำลายสมดุลของทั้งระบบโดยแท้
ไม่ต่างจากคำกล่าวของคนโบราณที่ว่า
#เด็ดดอกไม้จะสั่นสะเทือนจนถึงดวงดาว
เพื่อนร่วมงานของโลกชนิดใหม่
ที่จะทรงออกแบบและกำหนดสร้างขึ้นมานั้น
ทรงมีเงื่อนไขหรือมีกรอบในการออกแบบดังนี้
1.สิ่งที่จะทรงสร้างขึ้นมาใหม่นั้น
จะต้องช่วยผลิตสร้างพลังงานไฟฟ้าด้านบวก
ในแบบที่โลกต้องการเพื่อมอบให้แก่โลกนี้ได้
2.สิ่งที่จะทรงสร้างขึ้นมาใหม่นั้น
จะต้องอยู่ร่วมกันกับต้นไม้ใหญ่ของพระองค์
ที่ทรงสร้างหรือปลูกเอาไว้จนเต็มโลกนี้แล้วได้
3.สิ่งที่จะทรงสร้างขึ้นมาใหม่นั้น
จำนวนมวลและน้ำหนักมวลที่เพิ่มขึ้นบนพื้นโลก
ของสรรพสิ่งที่จะทรงกำหนดสร้างขึ้นมาใหม่นั้น
จะต้องไม่ทำให้โลกเสียสมดุลไปโดยเด็ดขาด
โดยน้ำหนักมวลของสิ่งใหม่ที่เพิ่มขึ้นบนพื้นโลก
มันจะต้องไม่ทำให้โลกเสียสมดุลคือหมุนช้าลง
หมายความว่า
ประโยชน์ที่โลกจะได้รับจากสิ่งใหม่ที่ทรงสร้าง
ซึ่งสิ่งใหม่นั้นต้องผลิตพลังงานไฟฟ้าด้านบวก
มอบให้โลกเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดนั้นได้พอดี
นั่นคือจะต้องเกิดความสมดุลหรือลงตัวกันเสมอ
ไม่ว่าจะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจำนวนเท่าใดก็ตาม
เมื่อจะทรงสร้าง “เพื่อนร่วมงาน” ของโลก
ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่
ในการเติมเต็มพลังงานในส่วนที่ขาดของโลก
จึงทรงกำหนดสร้างไปตามเงื่อนไขทั้งสามข้อนี้
ถ้าต้นไม้ใหญ่เป็นรูปแบบของสิ่งมีชีวิต
ซึ่งเป็นผู้ถูกจำกัดพื้นที่ในการดำรงชีวิตอยู่แล้ว
สรรพสิ่งที่จะทรงสร้างเพิ่มขึ้นมาใหม่บนโลกนี้
จึงต้องสร้างสิ่งมีชีวิตที่ต้องไม่ถูกจองจำอยู่กับที่
เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากยึดรั้งไว้กับดินอยู่แล้ว
เพราะว่าโลกไม่มีที่ว่างมากพอให้ติดตั้งอีกแล้ว
นอกจากจะให้สิ่งที่ทรงสร้างใหม่อยู่กับป่าไม้ได้
แนวคิดและมุมมองของพระองค์เหล่านี้
จึงเป็นที่มาของการกำหนดสร้างพวก “สัตว์ป่า”
ให้ช่วยทำหน้าที่ผลิตพลังงานด้านบวกให้โลก
เพื่อช่วยเติมเต็มพลังงานในส่วนที่ขาดนั้น
สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างขึ้นมาใหม่ซึ่งเคลื่อนไหวได้
แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานของโลกชนิดนี้ก็คือ
ท่านทั้งหลายเรียกพวกเขาว่า “ไดโนเสาร์”
(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
5/05/2569
