พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พี่น้องชาวพุทธที่เป็นคนชอบธรรมทั้งหลาย
คงจะได้เห็นภาพสไลด์คำสอนทางศาสนา
จนแม้กระทั่งได้ยินได้ฟังคำสอนต่างๆนาๆ
ของประดาคนสอนธรรมทางสังคมออนไลน์
ทั้งชื่อดังบ้างและยังไม่ดังบ้างอยู่เป็นประจำ
ส่วนใหญ่แล้วคำกล่าวคำสอนของพวกเขานั้น
มักจะนำเอาพระนามพระพุทธเจ้ามาอ้างเสมอ
แต่จะมีใครสักกี่คนการันตีให้ท่านได้บ้างว่า
#พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้เช่นนั้นจริงไหม
#พระองค์ทรงหมายความไว้เช่นนั้นแน่หรือไม่
#ก่อนที่ท่านจะเชื่อตามคำกล่าวคำสอนนั้น
#ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองก่อนเชื่อแล้วหรือไม่
เราจะยกตัวอย่างคำสอนของพระรูปหนึ่ง
ที่เป็นคนสอนธรรมมานานจนมีผู้คนพอรู้จักบ้าง
ท่านนี้มีฉายาว่าเป็นมุนีผู้มีญาณธรรมดั่งเพชร
ท่านเคยกล่าวสอนธรรมะเอาไว้ในโซเชี่ยลว่า
1.“พระพุทธศาสนาไม่เชื่อว่า
มีพระผู้เป็นเจ้าหรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่มีอำนาจเหนือความเป็นคน”
#ความจริงของเรา
คำกล่าวสอนของนักบวชในข้อนี้
เป็นเหมือนการเจตนาที่จะสอนให้คนชอบธรรม
ปิดประตูมิติในการใช้ “สติปัญญา” ไปตั้งแต่ต้น
โดยใช้ความเป็นพระหรือเป็นนักบวชของตน
ซึ่งชาวบ้านทั่วไปมองว่าท่านรอบรู้เรื่องธรรมะ
โดยเฉพาะธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำให้ชาวบ้านเชื่อตามคำกล่าวนั้นไปทันที
“คนสอนธรรม” รูปธรรมนี้เน้นตรงที่ #ความเชื่อ
ซึ่งเป็นคำสอนชาวบ้านที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
ท่านคงลืมสติไปหน่อยโดยจำเพาะคำว่า #พุทธ
ซึ่งหมายถึงเป็นศาสนาที่เน้นเรื่องการใช้ปัญญา
คนสอนธรรมทุกคนที่เป็นทั้งนักบวชทั้งฆราวาส
ตนก็ต้องเป็นผู้ที่ยิ่งต้องใช้สติปัญญามากๆด้วย
ความในข้อหนึ่งที่เราแยกซอยออกมาให้เห็น
เป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาโปรยหัวเอาไว้ก่อน
เรามองว่าเป็นการ #สอนให้เชื่อ อย่างชัดเจน
ซึ่งผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง
มิเช่นนั้นแล้วพระพุทธรูปที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหลาย
ทีใช้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้านั้น
จะบรรจงออกแบบสร้างให้มียอดแหลมบนศีรษะ
ให้โดดเด่นเห็นชัดแต่ไกลกันทำไม
นี่พอเริ่มต้นการสอนธรรมท่านก็ชวนญาติโยม
ด้วยการสอนให้พวกเขาเชื่อท่านเสียก่อนแล้ว
โอกาสที่นักบวชสมองเพชรเองจะถูกเชื่อตาม
เพราะมีสมณสารูปเป็นต้นทุนหลักอยู่แล้วนั้น
ชาวบ้านจึงมีต้นทุนการเชื่อตามอยู่บ้างแล้วด้วย
ไม่ว่าท่านจะเน้นหรือไม่เน้นว่าเชื่ออาตมาเถอะ
ชาวบ้านก็มีโอกาสคล้อยตามท่านอยู่แล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่พี่น้องในบวรพระศาสนา
จึงถูกมอมเมาด้วยวิชามูเตลูบ้างวิชามารบ้าง
เพราะคนสอนธรรมมักใช้วิธีสอนให้เชื่อตามฉัน
โดยเอาตัวของฉันคือคนสอนเป็นสรณังตัวตั้ง
ทั้ง ๆที่ปากอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
แต่แท้จริงแล้วความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของคนสอนธรรมเอง
ที่ส่วนใหญ่มักง่ายที่จะหยิบนำเอามาใช้อ้างอิง
โดยเฉพาะข้อความในตอนที่ว่า...
“พระพุทธศาสนาไม่เชื่อว่า
มีพระผู้เป็นเจ้าหรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่มีอำนาจเหนือความเป็นคน”
เราขอถามสั้นๆว่า...
ใครคือ #พระพุทธศาสนา ที่ท่านนำมาอ้างไว้
แท้จริงแล้วตัวแทนของพระพุทธศาสนานั้น
คือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิใช่ดอกหรือ
ถ้าพระพุทธเจ้ากล่าวปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าจริง
เคยกล่าวสอนใครไว้และในพระไตรปิฎกมีไหม
ถ้ามีระบุไว้อย่างชัดเจนก็ให้ยกมาอ้างอิงด้วย
ที่ท่านกล่าวไว้ว่าพระพุทธศาสนานั้น
ไม่เชื่อว่ามี #พระผู้เป็นเจ้า อยู่จริง
พวกไหนที่เชื่อเรื่องของ “พระผู้เป็นเจ้า”
แสดงว่าพวกนั้นเป็นพวก “เทวะนิยม”
เราจะขอถามอีกว่าท่านรู้ความแตกต่าง
ระหว่างคำว่า #พระเจ้ากับพระผู้เป็นเจ้า หรือยัง
เพราะในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงเอาไว้นั้น
ผู้ที่พระพุทธเจ้าเหาะขึ้นไปเทศนาโปรดนั้น
พวกเขา (มีหลายรูปธรรม) ก็คือพวก #พรหม
เป็นจิตวิญญาณนักบวชที่หลงทางนิพพาน
เมื่อตายแล้วจึงหลุดลอยหนีทุกข์ไปอยู่บนนั้น
จิตวิญญาณพวกพรหมพวกนี้
มีทั้งรูปพรหมที่ยังคงมีอัตตาเหลืออยู่บ้าง
กับพวกอรูปพรหมที่มีกายใสดั่งแก้วไปแล้ว
ผู้หลงทางนิพพานเหล่านี้จะมีอายุยืนยาว
จึงได้แต่เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของผู้อื่น
ได้แลเห็นความเกิดความเสื่อมของสรรพสิ่ง
จึงหลงผิดคิดว่าตนเองเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
จนเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าพรหมคือผู้สร้าง
พระพุทธเจ้าทรงมีเมตตาต่อพรหมพวกนี้
จึงทรงสร้างบารมีด้วยการเสด็จขึ้นไปโปรด
เพื่อให้พรหมเกิดสติทางวิญญาณจนสำนึกรู้ได้
คนสอนธรรมจงจำเอาไว้ด้วยว่า
อย่าเอาประเด็นนี้ไปทำลายศาสนาที่มีพระเจ้า
เพราะว่า #พรหมนั้นไม่ใช่พระเจ้า แต่อย่างใด
แต่จิตวิญญาณของพรหมก็เป็นบุตรพระเจ้า
ผู้หลงทางนิพพานจำพวกหนึ่งเท่านั้นเอง
คนคริสต์ที่เขายอมรับนับถือ “พระเจ้า” นั้น
เขาไม่ได้ไหว้เทพเจ้าหรือไหว้พรหมหรอก
เพราะพระเจ้ามีเพียงพระองค์เดียวในจักรวาล
แต่บนสวรรค์มายาพวกพรหมนั้นมีมากมายนัก
ดังนั้น
“พรหม” จึงเป็นได้แค่ #พระผู้เป็นเจ้า
เพราะพวกเขามีมากมายหลายรูปธรรม
แต่องค์พระเจ้านั้นทรงมีเพียงรูปธรรมเดียว
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง
จิตวิญญาณของผู้หลงทางนิพพาน
จนหลุดลอยขึ้นไปค้างอยู่บนสวรรค์มายา
ก็เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงให้กำเนิดขึ้นมาแต่แรก
ถ้าท่านจะสอนใครก็ตาม
หากรู้ไม่จริงมันจะเป็นบาปมหันต์
นรกขุมที่สิบสามปัจจุบันนี้จึงมีพวกนักบวช
ที่ออกหน้าเป็นคนสอนธรรมติดอยู่มากที่สุด
เพราะมีพฤติกรรมการสอนธรรมชาวบ้าน
เป็นแบบมุนีผู้มีปัญญาดั่งเพชรท่านนี้แหละ
เราขอสรุปท้ายข้อนี้สั้นๆว่า
#พระเจ้าก็คือก็อดหรือพระผู้สร้าง
#พระเจ้าไม่ใช่เทพเทวดา
#เทพเทวดาและพรหมเป็นผู้หลงทางนิพพาน
#พระเจ้าไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์ฮินดู
#พระเจ้าของคริสต์คือ #องค์เยโฮวา
#พระเจ้าของอิสลามคือ #องค์อัลเลาะฮ์
#พระเจ้าของมนุษย์คือ #องค์จิตจักรวาล
#จักรวาลสากลนี้มีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว
2. “จะดี ชั่ว เจริญ หรือเสื่อม
ก็อยู่ที่เรารับผิดชอบชีวิตตัวเอง”
คนสอนธรรมที่เผยแพร่ศาสนาพุทธ
ชอบที่จะหยิบฉวยเอาประโยคนี้ขึ้นมาเสมอ
เพื่ออ้างว่าพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีจริง
เรื่องพระเจ้าของจักรวาลที่มีพระองค์เดียว
กับเรื่องเทวะนิยมคือพรหมไม่ใช่พระเจ้านั้น
เราได้กล่าวอธิบายไว้ให้รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
แต่เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นนักบวชเองนี่แหละตัวดี
ที่จะสอนชาวบ้านให้อธิษฐานร้องขอโชคลาภ
จากใครไม่รู้แต่เรียกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก
สำหรับคำกล่าวสอนที่ว่า
“จะดี ชั่ว เจริญ หรือเสื่อม
ก็อยู่ที่เรารับผิดชอบชีวิตตัวเอง” นั้นไม่ผิดแน่
เพราะท่านหยิบเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า
ในเรื่องของ #กฎแห่งกรรม เอามาทั้งดุ้น
เพื่อหมายจะปฏิเสธพระเจ้านั่นเอง
ท่านไม่รู้หรือว่า...
กฎแห่งกรรมนั้นพระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดไว้
เพื่อให้ลูกๆที่ขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์
ได้ใช้เป็นบทเรียนในเรื่องบาปบุญคุณโทษ
เป็นบทเรียนเรื่องผิดถูกดีชั่วกันนั่นน่ะ
มันแปลกและตลกมั้ยล่ะ
ที่นำกฎซึ่งพระเจ้าสร้างขึ้นเอาไว้ให้มาบูชา
แต่ทว่ากลับปฏิเสธพระเจ้าผู้สร้างกฎนี้ไป
อย่างไร้สติจนขาดปัญญาพิจารณา
ขณะที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิเสธเทพเทวดา
ซึ่งเป็นพวกที่ชอบอ้างตัวว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แต่ในดงนักบวชเองกลับทำแบบปากว่าตาขยิบ
ทั้งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในสากลจักรวาล
มีแค่เพียงพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น
(พระเจ้านะไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า)
3. “มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐได้ด้วยการฝึกตน”
ท่านคนสอนธรรมใช้คำสั้นๆเพียงเท่านี้
ฟังดูดีอ่านแล้วโก้หรูดูภูมิฐานดีอยู่ไม่น้อยเลย
เราหมายถึงภาพของคนสอนธรรมเองเท่านั้น
ถ้าท่านไม่บอกแล้วชาวบ้านจะรู้ได้อย่างไรว่า
มนุษย์เป็น “สัตว์ประเสริฐ” จะเป็นได้อย่างไร
ต้องเป็นแบบมุนีสมองเพชรหรือเป็นแบบไหน
ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นแบบไหนแล้วจะฝึกตนอย่างไร
ขอท่านทั้งหลายอย่าได้รีบอ่านพระโอวาทบทนี้
เพราะท่านต้องอ่านเอาความรู้ด้วยสติปัญญา
บทนี้เราใช้เวลาสื่อมาเขียนนานเป็นชั่วโมงเลย
แต่พอโพสท์ไปไม่ถึงห้านาทีก็มีคนเม้นท์ไปแล้ว
“คนอะไร...อ่านเอาเรื่องอ่านเอาความไวจัง”
เราขอขอบใจคนที่อ่านและตั้งใจแสดงความเห็น
ทุกรูปธรรม ทุกคน มา ณ ที่นี้ด้วยนะ
ขอจิตหยาบทุกท่านก้าวหน้าสู่ 5D ในเร็ววัน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
13/05/2569
#แชร์ได้ #เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล
