17 พฤษภาคม 2569

พระคัมภีร์จิตจักรวาล (1)


 #พระคัมภีร์จิตจักรวาล (1)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เพราะทุกวันนี้พวกท่านที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด

ได้ผ่านการตายแล้วเกิดใหม่นับภพชาติไม่ถ้วน

อีกทั้งท่านยังได้ผ่านยุคของพระศาสดาของโลก

ทั้งทางตรงทางอ้อมมาแล้วหลายยุคหลายสมัย


การผ่านยุคของพระศาสดานั้นๆ #โดยตรง

หมายถึงจิตวิญญาณของท่านได้โอกาสมาเกิด

ตรงกับยุคสมัยที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่ 

ส่วนการผ่านยุคของพระศาสดานั้นๆ #โดยอ้อม

เราหมายถึงจิตวิญญาณของตัวท่านมาเกิด

หลังจากพระศาสดาพระองค์นั้นละสังขารไปแล้ว

แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยอมรับนับถือพระองค์กันอยู่


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

สำหรับโลกมนุษย์นั้นพระศาสดาจะมี 2 ประเภท


#ศาสดาประเภทแรก

เป็นพระศาสดาที่เกิดจากโลกเอง

พระองค์ท่านเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ

แต่ทรงมีคุณสมบัติสำคัญหลายประการ

พอที่จะเป็นผู้นำทางโลกและทางจิตวิญญาณ

สำหรับมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายได้


ที่สำคัญคือ “คนชอบธรรม” ทั้งหลาย

ต่างให้การยอมรับนับถือและปฏิบัติตามพระองค์

โดยการยินยอมพร้อมใจด้วยความรักและศรัทธา


พระศาสดาที่เกิดมาจากโลกเอง

เช่นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ

ทรงเป็นผู้มีพระปรีชาญาณในการใช้จิตปัญญา

ของสมองทั้งสองซีกมากกว่ามนุษย์โลกคนอื่นๆ

จึงสามารถเรียนรู้สัจธรรมจากธรรมชาติแวดล้อม

ได้อย่างละเอียดลออและลึกซึ้งแยบยลกว่าใคร  

จนเข้าถึง “โลกียะธรรม” ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ

ซึ่งพระผู้สร้างทรงฝากแฝงสัจธรรมเหล่านั้นไว้

หวังให้มนุษย์สัมผัสรู้ดูเห็นง่ายเพื่อใช้เรียนรู้กัน

เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ให้กำเนิดพวกท่าน

ทรงอนุญาตให้ท่านเข้ามาเกิดกันบนโลกเสรีนี้

โดยที่พระองค์มิได้เสด็จเข้ามาเลี้ยงดูลูกๆเอง

จึงทรงจัดเตรียมอาหารต่างๆสำหรับกายสังขาร

เอาไว้ให้พวกท่านทั่วทั้งแผ่นดินโลกนี้แล้ว


ทั้งยังทรงเตรียมอาหารทางจิตวิญญาณ

ซึ่งเป็นสัจธรรมระดับ “โลกุตรธรรม”

ที่ทรงฝากแฝงเอาไว้ในธรรมชาติแวดล้อม

อันเป็นความจริงในระดับโลกียะธรรมที่กล่าวมา

โดยต้องใช้สมองซีกขวาสังเคราะห์ความจริงนั้น

เพื่อการนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป


ถ้าสมมติว่าศีรษะของท่านเป็นดั่งยอดไม้

สมองสองซีกของท่านจึงไม่ต่างจากใบไม้

มนุษย์ทุกคนจึงเป็นเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง

ที่เป็นพืชประเภท #ใบเลี้ยงคู่ โดยดูจากยอด


แต่สำหรับมนุษย์แล้วสมองสองซีกซ้ายขวา

มันจะต้องทำหน้าที่ร่วมกันไปตลอดชีวิต


#สมองซีกซ้าย 

จะทำหน้าที่ในการเรียนรู้ธรรมชาติแวดล้อม

โดยทำงานร่วมกับกลไกอายตนะทั้งหกที่มีอยู่

เพื่อเรียนรู้ที่จะแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร

คำว่า “แยกแยะ” หมายถึง #วิเคราะห์ นั่นเอง

ความรู้ที่สมองซีกซ้ายเข้าถึงนี้คือโลกียะธรรม

หมายถึงความจริงในธรรมชาติแวดล้อมตัวท่าน

ที่ตาหูจมูกลิ้นกายและจิตสัมผัสรู้ดูเห็นมันได้


#สมองซีกขวา

จะทำหน้าที่นำเอา “โลกียะธรรม” 

ที่สมองซีกขวาวิเคราะห์แยกแยะออกมาได้

มาใช้เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์อาหาร

โดยใช้ #แสงแห่งปัญญาญาณ ในการปรุง

เพราะสมองซีกขวาเป็นความฉลาดทางปัญญา

ซึ่งเป็นกลไกชิ้นสำคัญที่จิตวิญญาณเป็นผู้ใช้

อาหารทางจิตวิญญาณที่สังเคราะห์แล้วเท่านั้น

มนุษย์คนนั้นจึงจะสามารถนำเอาไปใช้บริโภค

หรือนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตจริงได้


อุปสรรคในการใช้สมองซีกซ้ายของมนุษย์

ที่ทำให้พวกท่านเข้าถึง “โลกียะธรรม” ไม่ได้

เป็นเพราะสาเหตุหลายอย่างดังต่อไปนี้


1.มีกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้าบางชิ้นพิการ


2.ไม่มีอายตนะภายนอกทั้งห้าชิ้นใดพิการ

นั่นคือทั้งห้าชิ้นนั้น #ยังใช้การได้ดีอยู่

แต่มนุษย์ปล่อยให้มันย่อหย่อนสมรรถภาพ

คือ #ใช้ไม่เป็น กับ #ใช้เป็นแต่ใช้ไม่ถูกต้อง

เพราะขาดการฝึกฝนในการมองโลกนั่นแหละ


3.เป็นเพราะเกิดอาการป่วยทางจิต

อันเกิดจากความบกพร่องทางจิตประสาท

ทั้งที่เป็นพวก “จิตวิปริต” และพวก “วิกลจริต”

ซึ่งเป็นโรคกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางกรรมพันธุ์


4.มีนิสัยทางจิตที่ไม่ดี

เพราะเป็นทาสกิเลสจนเกิด #สันดานเคยตัว

จึงไม่สามารถสั่นสะเทือนจิตสามนึกแท้จริง

ด้วยสภาวะจิตที่เป็นกลางหรือสภาวะจิตว่างได้

เหมือนกับคนตาดีแต่ใส่แว่นตาสีเอาไว้ตลอด


เมื่อมองโลกจึงแลเห็นทุกสิ่งผิดเพี้ยนไป

เพราะว่าใส่แว่นตาสีกิเลสเอาไว้ตลอด

ถอดแว่นตาสีกิเลสทิ้งไปเสียได้เมื่อไหร่

มนุษย์นั้นก็จะมองเห็นโลกตามความจริงได้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


เอเมน สาธุ

#พระบุตรเอก

17/05/2569