พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เพราะทุกวันนี้พวกท่านที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด
ได้ผ่านการตายแล้วเกิดใหม่นับภพชาติไม่ถ้วน
อีกทั้งท่านยังได้ผ่านยุคของพระศาสดาของโลก
ทั้งทางตรงทางอ้อมมาแล้วหลายยุคหลายสมัย
การผ่านยุคของพระศาสดานั้นๆ #โดยตรง
หมายถึงจิตวิญญาณของท่านได้โอกาสมาเกิด
ตรงกับยุคสมัยที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่
ส่วนการผ่านยุคของพระศาสดานั้นๆ #โดยอ้อม
เราหมายถึงจิตวิญญาณของตัวท่านมาเกิด
หลังจากพระศาสดาพระองค์นั้นละสังขารไปแล้ว
แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยอมรับนับถือพระองค์กันอยู่
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
สำหรับโลกมนุษย์นั้นพระศาสดาจะมี 2 ประเภท
#ศาสดาประเภทแรก
เป็นพระศาสดาที่เกิดจากโลกเอง
พระองค์ท่านเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ
แต่ทรงมีคุณสมบัติสำคัญหลายประการ
พอที่จะเป็นผู้นำทางโลกและทางจิตวิญญาณ
สำหรับมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายได้
ที่สำคัญคือ “คนชอบธรรม” ทั้งหลาย
ต่างให้การยอมรับนับถือและปฏิบัติตามพระองค์
โดยการยินยอมพร้อมใจด้วยความรักและศรัทธา
พระศาสดาที่เกิดมาจากโลกเอง
เช่นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ
ทรงเป็นผู้มีพระปรีชาญาณในการใช้จิตปัญญา
ของสมองทั้งสองซีกมากกว่ามนุษย์โลกคนอื่นๆ
จึงสามารถเรียนรู้สัจธรรมจากธรรมชาติแวดล้อม
ได้อย่างละเอียดลออและลึกซึ้งแยบยลกว่าใคร
จนเข้าถึง “โลกียะธรรม” ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ
ซึ่งพระผู้สร้างทรงฝากแฝงสัจธรรมเหล่านั้นไว้
หวังให้มนุษย์สัมผัสรู้ดูเห็นง่ายเพื่อใช้เรียนรู้กัน
เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ให้กำเนิดพวกท่าน
ทรงอนุญาตให้ท่านเข้ามาเกิดกันบนโลกเสรีนี้
โดยที่พระองค์มิได้เสด็จเข้ามาเลี้ยงดูลูกๆเอง
จึงทรงจัดเตรียมอาหารต่างๆสำหรับกายสังขาร
เอาไว้ให้พวกท่านทั่วทั้งแผ่นดินโลกนี้แล้ว
ทั้งยังทรงเตรียมอาหารทางจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นสัจธรรมระดับ “โลกุตรธรรม”
ที่ทรงฝากแฝงเอาไว้ในธรรมชาติแวดล้อม
อันเป็นความจริงในระดับโลกียะธรรมที่กล่าวมา
โดยต้องใช้สมองซีกขวาสังเคราะห์ความจริงนั้น
เพื่อการนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป
ถ้าสมมติว่าศีรษะของท่านเป็นดั่งยอดไม้
สมองสองซีกของท่านจึงไม่ต่างจากใบไม้
มนุษย์ทุกคนจึงเป็นเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง
ที่เป็นพืชประเภท #ใบเลี้ยงคู่ โดยดูจากยอด
แต่สำหรับมนุษย์แล้วสมองสองซีกซ้ายขวา
มันจะต้องทำหน้าที่ร่วมกันไปตลอดชีวิต
#สมองซีกซ้าย
จะทำหน้าที่ในการเรียนรู้ธรรมชาติแวดล้อม
โดยทำงานร่วมกับกลไกอายตนะทั้งหกที่มีอยู่
เพื่อเรียนรู้ที่จะแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร
คำว่า “แยกแยะ” หมายถึง #วิเคราะห์ นั่นเอง
ความรู้ที่สมองซีกซ้ายเข้าถึงนี้คือโลกียะธรรม
หมายถึงความจริงในธรรมชาติแวดล้อมตัวท่าน
ที่ตาหูจมูกลิ้นกายและจิตสัมผัสรู้ดูเห็นมันได้
#สมองซีกขวา
จะทำหน้าที่นำเอา “โลกียะธรรม”
ที่สมองซีกขวาวิเคราะห์แยกแยะออกมาได้
มาใช้เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์อาหาร
โดยใช้ #แสงแห่งปัญญาญาณ ในการปรุง
เพราะสมองซีกขวาเป็นความฉลาดทางปัญญา
ซึ่งเป็นกลไกชิ้นสำคัญที่จิตวิญญาณเป็นผู้ใช้
อาหารทางจิตวิญญาณที่สังเคราะห์แล้วเท่านั้น
มนุษย์คนนั้นจึงจะสามารถนำเอาไปใช้บริโภค
หรือนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตจริงได้
อุปสรรคในการใช้สมองซีกซ้ายของมนุษย์
ที่ทำให้พวกท่านเข้าถึง “โลกียะธรรม” ไม่ได้
เป็นเพราะสาเหตุหลายอย่างดังต่อไปนี้
1.มีกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้าบางชิ้นพิการ
2.ไม่มีอายตนะภายนอกทั้งห้าชิ้นใดพิการ
นั่นคือทั้งห้าชิ้นนั้น #ยังใช้การได้ดีอยู่
แต่มนุษย์ปล่อยให้มันย่อหย่อนสมรรถภาพ
คือ #ใช้ไม่เป็น กับ #ใช้เป็นแต่ใช้ไม่ถูกต้อง
เพราะขาดการฝึกฝนในการมองโลกนั่นแหละ
3.เป็นเพราะเกิดอาการป่วยทางจิต
อันเกิดจากความบกพร่องทางจิตประสาท
ทั้งที่เป็นพวก “จิตวิปริต” และพวก “วิกลจริต”
ซึ่งเป็นโรคกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางกรรมพันธุ์
4.มีนิสัยทางจิตที่ไม่ดี
เพราะเป็นทาสกิเลสจนเกิด #สันดานเคยตัว
จึงไม่สามารถสั่นสะเทือนจิตสามนึกแท้จริง
ด้วยสภาวะจิตที่เป็นกลางหรือสภาวะจิตว่างได้
เหมือนกับคนตาดีแต่ใส่แว่นตาสีเอาไว้ตลอด
เมื่อมองโลกจึงแลเห็นทุกสิ่งผิดเพี้ยนไป
เพราะว่าใส่แว่นตาสีกิเลสเอาไว้ตลอด
ถอดแว่นตาสีกิเลสทิ้งไปเสียได้เมื่อไหร่
มนุษย์นั้นก็จะมองเห็นโลกตามความจริงได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
17/05/2569
