09 พฤษภาคม 2569

ประพฤติธรรมนั้นคืออย่างไร


ถ้าท่านเป็น “ผู้ประพฤติธรรม”

แสดงว่าท่านต้องเป็นคนชอบธรรมคนหนึ่ง

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งคนชอบธรรมจะต้องรู้ไว้ก็คือ

คำว่า “ประพฤติธรรม” นั้นคืออย่างไรกันแน่

จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการประพฤติธรรมที่แท้จริง


คำว่า “ประพฤติ” หมายถึงการปฏิบัติ

โดยท่านต้องปฏิบัติทั้งสองมิติคือกายกับจิต

ที่เรียกว่า “กายกรรม” กับ “มโนกรรม” คู่กันไป


กายกรรมหมายถึงการแสดงออกหรือกระทำ

ด้วยอวัยวะต่างๆของกายสังขารรวมทั้งการพูด

ส่วนมโนกรรมหมายถึงการสั่นสะเทือนทางจิต

ที่ประกอบด้วยสามนึกคือนึกออกนึกเอานึกเอง

โดยจิตสามนึกหรือจิตหยาบจะสั่นสะเทือนก่อน

เมื่อสั่นสะเทือนจนทนไม่ไหวก็จะแสดงออกมา

เป็นกายกรรมให้ปรากฏแก่ผู้อื่นต่อไป


คำว่า “ธรรม” นั้นหมายถึง 2 อย่างนี้ก็คือ

#ธรรมดาของคน กับ #ธรรมชาติของจักรวาล


ธรรมดาของคนจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า #สันดาน

ซึ่งเป็นความเคยตัวของคนที่ยังคนไม่แล้วเสร็จ

คำว่าคนยังไม่แล้วเสร็จแปลว่าคนส่วนใหญ่

ยังไม่อาจคนจิตหยาบให้เข้ากับจิตวิญญาณได้

หมายถึงยังสั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้

เพราะจิตหยาบยังมีกิเลสตัณหาครอบงำอยู่

จึงใช้ความรักกับความคิดนำพฤติกรรมไม่ได้

คนส่วนใหญ่จึงเป็นได้แค่ #เป็นคนอยู่ เท่านั้น

ไม่อาจจะเรียกว่า #มนุษย์ อย่างเต็มคำได้


เพราะสาเหตุนี้เอง

พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้คนทั้งโลก

เร่งกำจัดกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะในจิตหยาบ

ซึ่งพวกมันล้วนเป็น “มารภายใน” ให้สิ้นไป

เพราะมารภายในเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญยิ่ง

ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องกำจัดให้สิ้นก่อน

ท่านจึงจะใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้

การดับมารภายในให้สิ้นนี้ก็คือนิพพานก่อนตาย

ในความหมายของพระพุทธเจ้านั่นเอง


การนิพพานกิเลสก่อนตาย

จึงเป็นหน้าที่หลักของคนทุกคนที่มาเกิด

เพื่อจะได้ทำหน้าที่หมุนธรรมจักรพิทักษ์โลก

โดยใช้จิตหยาบที่เป็นจิตสามนึกที่ตนมีอยู่

สั่นสะเทือนเป็นการนึกด้านบวกเพื่อคิดบวก

แล้วนำไปสู่การกระทำใดๆทางด้านบวกให้ได้

โดยอย่ายอมให้กิเลสตัณหาเข้ามาแทรกซ้อน

เพราะมันจะเปลี่ยนธรรมจักรเป็นกรรมจักรแทน


ซึ่งขันธ์ห้าจากจิตหยาบของท่าน

มันจะไม่อาจผลิตสร้างพลังงานจิตด้านบวก

แล้วเหวี่ยงออกมาภายนอกเพื่อมอบให้โลก

ใช้เป็นพลังในการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้

เพราะมันจะผลิตพลังงานกรรมที่สกปรกแทน


ดังนั้น

ท่านทั้งหลายจึงต้องสนใจคำว่า “ธรรม”

ในความหมายที่สองก็คือ #ธรรมชาติ เท่านั้น

ท่านจึงจะเข้าถึงการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง

เพื่อคนตนเองให้เป็น #มนุษย์ กันให้ได้

นับตั้งแต่อายุครบ 3 ขวบปีขึ้นไปนั่นแหละ


ที่พวกท่านจะต้องทำเช่นนั้นก็เพราะว่า

เมื่อท่านมีอายุครบสามขวบปีบริบูรณ์แล้ว

กฎแห่งกรรมสำหรับท่านมันจะเริ่มทำงานทันที

เนื่องจากสะพานเชื่อมสมองซีกซ้ายกับซีกขวา

ถูกถักทอขึ้นมาเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้ใช้แล้ว


ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคนรอบข้าง

ไม่ใส่ใจช่วยเหลือดูแลกุมารน้อยของท่าน

ให้เว้นจากการเสพติดกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

เช่น ปล่อยให้เด็กหิวนมจนร้องให้มือเท้าเกร็ง

คือสอนเด็กให้เสพพฤติกรรมทางอารมณ์ขยะ

กว่าจะได้ดื่มนมแต่ละครั้งแต่ละทีจนเคยตัวแล้ว

ซึ่งเป็นการสอนเด็กให้ “เสพติดกิเลส” นั่นเอง


เพราะเด็กคนนั้นจะจดจำเอาไว้ว่า

ถ้าหิวนมอยากกินนมเมื่อไหร่ก็ตามถ้าจะได้กิน

ตัวเขาต้องแสดงอาการเสพติดกิเลสแบบนั้น

แสดงอาการเหมือนเด็กเสี้ยนนมดั่งคนเสี้ยนยา

เพราะความเคยชินหรือเคยตัวนั่นแหละ


เห็นไหมล่ะคนส่วนใหญ่ทั้งเล็กทั้งโต

ล้วนเป็นคนเจ้าอารมณ์ด้วยกันแทบทั้งนั้น

เมื่อถูกขัดใจหรือไม่ทันใจตัวเองเมื่อไหร่

ความสัมพันธ์ที่เคยดีจะมีบรรลัยขึ้นได้เมื่อนั้น


มีแต่พ่อแม่ที่โง่เง่าเท่านั้นแหละ

ที่หลอกตัวเองว่าปล่อยให้ลูกร้องจนหงิกงอ

เพื่อให้ลูกได้ผายปอดหายใจเสียบ้าง

ทั้งที่การสอนให้ลูกวิ่งเล่นออกกำลังกายว่ายน้ำ

ก็เป็นการบริหารร่างกายผายปอดได้อยู่แล้ว


ถ้าท่านรักลูกหลานท่านจริงๆ

เมื่อพวกเขาอายุครบสามขวบปีบริบูรณ์แล้ว

จงดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กของท่านด้วย

อย่าให้มีเงื่อนไขใดๆที่ทำให้เด็กเกิดกิเลส

โดยเฉพาะกิเลสที่เป็นความรู้สึกชอบไม่ชอบ

เพราะมันจะชักพาให้จิตตกลงต่ำไปสู่ตัณหา

ที่มันจะเกิดอารมณ์ขยะในเวทนาขันธ์ขึ้นมาอีก

ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนหยุดไม่ได้


ถ้าจะหยุดกระบวนการชั่วร้ายในจิตหยาบที่ว่านี้

ไม่ว่าท่านเองหรือลูกหลานของท่านที่เป็นเด็ก

จะต้องหยุดมันทันทีตรงที่ #รับรู้แล้วอย่ารับเอา


หมายถึงเมื่อตาหูจมูกลิ้นกายจิตรับรู้สิ่งใดก็ตาม

ต้องไม่นำเอาสิ่งนั้นมาเป็นเงื่อนไขของจิตท่าน

ไม่นำมันมา “ปรุงแต่ง” ให้เกิดเป็นความรู้สึกขึ้น

การปรุงแต่งสิ่งเร้าที่รับรู้อยู่นั้นเป็นชอบไม่ชอบ

มันมิใช่หน้าที่กงการอะไรของท่านแต่อย่างใด

เพราะไม่ว่าท่านจะชอบไม่ชอบสิ่งนั้นมันก็ยังอยู่

สิ่งนั้นก็ยังคงมีอยู่ยังคงเป็นของมันเช่นนั้นอยู่

ความชอบไม่ชอบของท่านมันเปลี่ยนสิ่งนั้นมิได้

แล้วท่านจะไป “เสือกแส่” มันทำไม


เราจะกล่าวความริงต่อท่านทั้งหลายว่า

สัจธรรมคำสอนของทุกศาสนาในโลกนี้

ล้วนมีดีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น


ท่านถนัดปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใด

ท่านเชื่อและศรัทธาศาสดาพระองค์ใดพิเศษ

ก็จงอย่าได้ปฏิเสธสัจธรรมคำสอนพระองค์อื่น

จงตื่นรู้กับคำว่า “ปฏิบัติธรรม” กันไว้ให้ดี

ถ้าจิตท่านยึดติดศาสดาหรือศาสนาเมื่อไหร่

แสดงว่าท่านกำลังทำให้ศาสนากลายเป็นลัทธิ

กำลังทำให้พระศาสดาเป็นเจ้าลัทธิอีกด้วย


เอเมน สาธุ


ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

9/05/2569