#งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (2)
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อทรงคิดคำนึงว่าจะเลี้ยงดูไดโนเสาร์อย่างไร
เพื่อให้พวกเขาทุกตัวเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรม
ที่ทำหน้าที่ประจำอยู่บนโลกนี้อย่างยาวนานได้
โดยเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเคลื่อนย้ายตนเอง
เพื่อดำเนินอยู่ในป่าใหญ่บนโลกเสรีนี้ได้ด้วยดี
ไม่ต้องสร้างสิ่งใดเพิ่มเติมให้เป็นพิเศษมากนัก
เมื่อไดโนเสาร์ของพระองค์ต้องกินอาหาร
จึงทรงเลือกอาหารที่เป็นแร่ธาตุจากใบไม้ต้นไม้
ที่พืชใช้รากดูดซับรับไว้แล้วนำขึ้นไปสู่ใบสีเขียว
เพื่อสังเคราะห์แสงหรือปรุงวัตถุดิบนั้นเป็นอาหาร
เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ทรงสร้างไว้ก่อนแล้ว
ทำให้พวกท่านทั้งหลายได้รู้ความจริงว่า
ไดโนเสาร์ตัวใหญ่เหล่านี้ที่กินพืชเป็นอาหาร
ไม่มีตัวใดขาดสารอาหารจนผอมตายหรือไม่โต
แต่พวกเขากลับโตวันโตคืนกันได้เป็นอย่างดี
เมื่อต้นไม้คายออกซิเจนออกมาในตอนกลางวัน
จากการ “สังเคราะห์แสง” เพื่อปรุงอาหารแล้ว
โดยที่ต้นไม้ใหญ่จะใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการปรุงอาหารด้วย
พระองค์จึงทรงกำหนดให้ไดโนเสาร์กับต้นไม้
ดำรงชีวิตอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกันในเรื่องสำคัญนี้
จึงกำหนดให้สัตว์หายใจเอาออกซิเจนเข้าไป
แล้วให้หายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ที่เป็นผลผลิตจากการสันดาปอาหารออกมาให้
ทำได้เพียงเท่านี้ทั้งต้นไม้ใหญ่และไดโนเสาร์
ต่างจึงล้วนพึ่งพาอาศัยกันและกันได้แล้ว
แต่ขณะที่ก๊าซออกซิเจนในระบบโลกนั้น
ส่วนใหญ่จะได้มาจากโรงงานผลิตในแกนโลก
จากการระเบิดของอะตอมของธาตุออกซิเจน
เมื่อทำปฏิกริยาทางไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก
จนแกนแม่เหล็กบิดตัวทำให้โลกเหวี่ยงหมุนได้
แกนแม่เหล็กโลกยังคายออกซิเจนออกมาด้วย
ทำให้กลางวันโลกจะมีก๊าซออกซิเจนหนาแน่น
ที่ได้จากแกนโลกและได้จากต้นไม้ใหญ่รวมกัน
เมื่อถึงย่ำราตรีที่ไม่มีแสงสว่าง
ต้นไม้ใหญ่ของพระองค์จะหยุดพักผ่อน
จึงไม่มีกระบวนการปรุงอาหารเหมือนกลางวัน
คงได้แต่นำเอาอาหารที่ปรุงสะสมไว้แล้วมาใช้
พืชจึงคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
ขณะที่ไดโนเสาร์หลับนอนพักผ่อนกายสังขาร
จึงมิได้ใช้ก๊าซออกซิเจนจำนวนมากเท่าใดนัก
ทั้งยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อยๆ
เพื่อเตรียมให้ต้นไม้ได้ใช้ในตอนกลางวันต่อไป
วัฏจักรการพึ่งพาอาศัยกันมันจึงเป็นเช่นนี้เอง
นี่แสดงว่าทั้งไดโนเสาร์และต้นไม้ใหญ่
ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ด้วยลักษณะนี้
จึงไม่อาจบอกได้ว่าใครสำคัญมากกว่าใคร
ตามอย่างการคิดแบบจิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
ถ้าพวกท่านมีสมองมีสติปัญญาและมีมุมมอง
ตามแนวทางที่เราชี้แนะมาทั้งหมดนี้ได้แล้ว
ธรรมะโดยธรรมชาติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้
มันคือการที่ท่านมองเห็นคุณค่าของสองสิ่งนี้
อีกทั้งยังมองเห็นการเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วย
จนทำให้ท่านรักไดโนเสาร์และรักต้นไม้กันได้
เพราะพวกเขารักกันไม่มีการทำร้ายทำลายกัน
ไม่รังเกียจเบียดเบียนกันแต่รักที่จะอยู่ร่วมกัน
ด้วยหลักแห่งการเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง
ไดโนเสาร์จะกัดกินแต่ยอดไม้ใบไม้เป็นอาหาร
แต่ไม่มีตัวไหนตัดโค่นขุดทำลายต้นไม้ทิ้งเลย
ต้นไม้ก็จะมีเมตตารีบทอดยอดแตกใบใหม่ให้
ทันทีที่ยอดไม้นั้นถูกไดโนเสาร์กัดกินไปแล้ว
เพราะว่าการเด็ดยอดไม้มิใช่การฆ่ามิใช่ทำลาย
ไดโนเสาร์ยังได้ประโยชน์จากป่านั้นอยู่ต่อไป
เมื่อต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายไม่ตาย
ประโยชน์ที่ไดโนเสาร์จะได้รับอยู่อีกก็คือ
พวกเขาจะมีแผ่นดินโลกให้เหยียบยืนดำรงอยู่
เพราะรากต้นไม้ใหญ่จะช่วยกันยึดรั้งแผ่นดินไว้
ไม่ให้แผ่นดินพังทลายลงไปด้วยเหตุต่างๆ
อีกทั้งพวกเขายังผลิตพลังงานความรักให้โลก
เพื่อช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่อง
จนทำให้ทั้งต้นไม้กับไดโนเสาร์และดาวโลก
หมุนวนจนเป็นหนึ่งเดียวกันได้ตลอดมา
มนุษย์โลกในทุกวันนี้
ไม่เคยคิดไม่เคยมองโลกในมุมเหล่านี้
จึงไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงจึงปฏิเสธพระเจ้า
จึงไม่รักโลกไม่รักกันและไม่รักผู้อื่น
จนเข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริงไม่ได้
ดีแต่ทำตนเป็นคนหื่นธรรมแบบเจ้าลัทธิเท่านั้น
(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
8/05/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล
#แชร์ได้ #ไดโนเสาร์
