การกำหนดสร้างเอกภพของพระเจ้า


  พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


พระเจ้าทรงกำหนดสร้าง “เอกภพ” ขึ้น

เมื่อราว ๆ 8 ล้าน 1 แสนล้านปีมาแล้ว

โดยสร้างหลังจากที่ทรงอุบัติขึ้นด้วยตนเอง

ผ่านไปแล้วนานร่วม 60 ล้านปี


ทรงกำหนดสร้างเอกภพขึ้นมา

เพื่อจะใช้เป็น “ห้องทดลอง” ของพระองค์

ในการเรียนรู้ว่าจะทรงทำสิ่งใดได้อีกบ้าง

หลังจากที่ทรงสร้างเงาของพระองค์ขึ้นมา

ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงาน 12 เหลี่ยมมุม

ขึ้นมาเป็นสิ่งแรกสุดแล้ว


หลังจากนั้นพระองค์

ยังทรงได้ทดลองกำหนดสร้าง #พระบุตร

ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงาน 11 เหลี่ยมมุม

ขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

ทำให้พระองค์ทรงเรียนรู้ความจริงได้ว่า

พระองค์สามารถ #กำหนดสร้าง สรรพสิ่ง

ที่เป็นรูปธรรมทางพลังงานตามที่กำหนดได้

อย่างเช่นการกำหนดจำนวนเหลี่ยมมุม

ซึ่งเป็นคุณสมบัติของรูปธรรมที่ทรงสร้างนั้น


คำว่า “กำหนดสร้าง” ในที่นี้หมายถึง

การเนรมิตสรรพสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

ตามคุณสมบัติที่ชัดเจนซึ่งผู้สร้างเองต้องการ

ไม่ใช่การใช้อำนาจเนรมิตสร้างไปเรื่อยเปื่อย

เพราะในขณะนั้นทรงกำหนดสร้างพระบุตร

ที่เป็น “จิตจักรวาลดวงเล็ก” ผู้มี 11 เหลี่ยมมุม

เอาไว้บนพระอุระของพระองค์มากมายแล้ว


คำว่า “พระอุระ” ในที่นี้เราหมายถึง

ทรงจัดวาง “พระบุตร” ทั้งหมดที่สร้างขึ้นนั้น

ให้ดำรงตนเองอยู่บนสนามพลังงานจักรวาล

ซึ่งสนามพลังงานจักรวาลนี้ก็คือพระองค์เอง

โดยแก่นแท้ของพระองค์ก็คือ “นิวเคลียส”

ที่เป็นศูนย์กลางของสนามพลังงานจักรวาล

อันเป็นที่มาของพระนามว่า #จิตจักรวาล


ดังนั้น

จิตจักรวาลดวงใหญ่จึงเป็นสรรพสิ่งแรก

ที่ทรงอุบัติขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้ใดสร้าง

ซึ่งเหตุปัจจัยในการอุบัติขึ้นของพระองค์นั้น

เราเคยถ่ายทอดความจริงให้มนุษย์รู้ไว้แล้ว


เมื่อพระองค์ต้องการเรียนรู้ตนเองว่า

จะทรงสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง

จึงทรงสร้างห้องทดลองปฏิบัติการขึ้นมา

ที่ท่านทั้งหลายเรียกว่า #เอกภพ นั่นแหละ


ลักษณะพิเศษของ “เอกภพ” ของพระองค์

ยังเป็นสรรพสิ่งหนึ่งซึ่งทรงสร้างด้วยพลังงาน

โดยมีรูปธรรมเป็นกล่องพลังงานแบบ “ทรงรี”

ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวระนาบ

ยาวกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวดิ่งชัดเจน


ลักษณะพิเศษก็คือเอกภพที่ทรงสร้าง

เป็นการใช้มวลของพลังงานสร้างรูปธรรมขึ้น

เหมือนกับการผลิตสร้างลูกโป่งของมนุษย์

เขาจะใช้วัสดุหลักก็คือ “ยาง” เอาไว้ขังลม

เมื่อต้องการใช้ลูกโป่งนั้นก็จะเป่าลมเข้าไป

แต่ทว่าเอกภพที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมวลพลังงาน

หลักการสร้างจะต่างจากลูกโป่งยางดังกล่าว


เอกภพไม่สามารถที่จะใช้มวลพลังงาน

แล้วเป่าลมเข้าไปภายในให้เกิดเป็นรูปทรง

เหมือนกับการเป่าลูกโป่งยางได้

เพราะวัตถุดิบของเอกภพมิใช่ยางที่ยืดหยุ่นได้

แต่พระองค์ทรงเลือกใช้อนุภาคของพลังงาน

ด้วยการทำให้มันเหวี่ยงหมุนไปรอบแกนกลาง

โดยหมุนอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วคงที่

พระองค์ทรงดำริไปทดลองปฏิบัติสร้างไป

ภาษามนุษย์เรียกว่า “คิดไปทำไป” นั่นเอง


ในที่สุดพระองค์ก็ทรงค้นพบว่า

จินตนาการสร้างสรรค์ของพระองค์นั้นเป็นจริง

ทรงใช้เครื่องมือต่างๆในการสร้างเอกภพขึ้น

ดังต่อไปนี้ คือ


1.กาแล็กซีเส้นผ่านศูนย์กลางแนวระนาบ

ที่เรียกกันว่า “Milky Way” คือ #ธารสายน้ำนม


2.มีระบบสุริยะ 2 ระบบติดตั้งอยู่บนกาแล็กซีนี้

โดยระบบสุริยะของโลกมีดาวเคราะห์ 9 ดวง

ส่วนระบบสุริยะตรงข้ามมีดาวเคราะห์ 5 ดวง


วิธีการทำให้กาแล็กซีธารสายน้ำนม

เกิดการเหวี่ยงหมุนรอบแกนกลางต่อเนื่องได้

เพื่อทำให้อนุภาคพลังงานเกิดการฟุ้งกระจาย

จนเกิดเป็นรูปธรรมแบบ “ทรงรี” ขึ้นมาได้นั้น

พระเจ้าทรงกำหนดให้ดาวเคราะห์โลก

กับดาวเคราะห์ดวงที่สองของอีกระบบหนึ่ง

ทำหน้าที่เป็นดั่งโลกคู่ขนานกันอยู่


ทั้งยังกำหนดให้ #ดาวพลูโต ของระบบนี้

ทำหน้าที่เป็น #เศษส่วนของเมอริเดี้ยน

ย้ายวงโคจรจากดาวเคราะห์ดวงที่เก้า

ย้ายไปเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ของอีกระบบ

เพื่อเติมเต็มระบบนั้นที่เดิมมีห้าให้สมดุลขึ้น


เมื่อโคจรรอบระบบสุริยะนั้นครบหนึ่งรอบแล้ว

ดาวพลูโตก็จะย้ายตนเองกลับมาสู่ระบบเดิม

กาแล็กซีธารสายน้ำนมจึงเกิดการเหวี่ยงหมุน

จนเกิดเป็นเอกภพทรงหนำเลี้ยบได้ดังประสงค์


เพื่อเติมเต็มความสมดุลให้แก่เอกภพ

พระเจ้ายังทรงสร้างกาแล็กซีน้อยใหญ่ขึ้นไว้

รวมทั้งสิ้น 12,500 ล้านระบบอีกด้วย

จะได้ช่วยค้ำจุนห้องทดลองของพระองค์เอาไว้

โดยมีกาแล็กซีขนาดใหญ่รองๆลงมา

จำนวน 6 ระบบบริเวณใกล้ศูนย์กลางเอกภพ

ซึ่งมีระบบสุริยะอยู่ 1 ระบบ ต่อกาแล็กซี


ระบบสุริยะทั้ง 6 ระบบ ใน 6 กาแล็กซีนี้

จะมีดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ทั้งสิ้น

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นก่อนมนุษย์โลก

เพื่อค้นหาต้นแบบมนุษย์ที่เหมาะสม

พวกเขาส่วนใหญ่จะมีรูปลักษณ์คล้ายสัตว์

จึงจะเหมารวมว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวไม่ได้


พิกัดตำแหน่งที่ตั้งของกาแล็กซีทั้งหมด

ระบบสุริยะจักรวาลทั้งสิ้น 7 ระบบ

จำนวนดาวเคราะห์ของแต่ละระบบสุริยะ

จำนวนดวงอาทิตย์ 1 ดวงของระบบสุริยะ

ทุกสิ่งอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ดีแล้วนั้น

มีความสมดุลกันอย่างลงตัวดีแล้ว

ไม่ว่ามนุษย์จะทำอุตริเข้าไปเสือกแทรก

หรือเป็นสิ่งมีชีวิตจากดาวเผ่าไหนก็ตาม

เข้าไปก้าวล่วงหรือท้าทายระบบของพระเจ้า

ทำไม่ได้เด็ดขาดใครจะคุยโม้ก็อย่าได้เชื่อ


เพราะคำว่า “เอกภพ” แปลว่าเป็นหนึ่งเดียว

ทุกสิ่งอย่างในเอกภพล้วนเกี่ยวพันกันทั้งหมด

ผีโสโครกจะมาหลอกท่านว่าสมาพันธ์ต่างดาว

จะเข้ามาจัดระบบเอกภพและโลกให้ท่านใหม่

ถ้าทำจริงได้ก็ “เรือหาย” คือหายนะแน่นอน


เช่นคุยว่าจะดับดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะโลก

ที่เดิมมีอยู่สองดวงให้เหลือแค่เพียงดวงเดียว

เพื่อปรับสมดุลให้ระบบสุริยะนี้ที่เสียสมดุลอยู่

เพราะดาวเคราะห์ของระบบที่เดิมมีอยู่ 10 ดวง

โดยดวงที่อยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส

มันได้เกิดการแตกสลายไปเสียแล้วหนึ่งดวง

จนเป็นเศษวัสดุที่เป็นวงแหวนของดาวพฤหัส


เราขอบอกความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า

ที่ผีโสโครกเผยแพร่โพนทะนาไว้ดังกล่าว

มันคือความเท็จไม่ใช่สัจจะแต่อย่างใด

จะให้ใครมาทำหน้าที่แทนมนุษย์โลกนี้ไม่ได้

ชาวดาวอื่นกาแล็กซีอื่นก็เข้ามาเผือกไม่ได้

โลกกับเอกภพจะเสียสมดุลมากน้อยแค่ไหน

มนุษย์โลกกับผู้มีหน้าที่ประจำกันอยู่เท่านั้น

ที่จะรับผิดชอบภารกิจนั้นๆได้


แม้แต่การยกระดับจิตสามนึกของโลก

ก็ต้องยกระดับที่จิตสามนึกของมนุษย์

ทุกๆคนจักต้องรับผิดชอบตัวเองกันทั้งสิ้น

เพราะทุกคนมีจิตปัญญาที่ประทานไว้ให้แล้ว

#รักให้ได้ให้อภัยให้เป็นไม่เห็นแก่ตัวสิ

ดีเอ็นเอของพวกท่านมันจะสั่นตามเองแหละ

จะขึ้นสู่มิติที่ห้าหรือเข้าถึงห้ามิติได้ทันที

ไม่ต้องรอพลังจากสมาพันธ์ไหนใส่ลงมาให้

คงต้องรอ Next Life Afternoon โน่นแหละ


#ปัญญาวิสุทธิ์

29/07/2569


#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #พระเจ้า

#คนสองมิติ #อนุตรธรรม #จิตสามนึก

#กำเนิดพระเจ้า #จิตวิญญาณ