บรรลุมรรคผลนิพพานคือกลับบ้านจิตหยาบต้องมี 6D


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


อย่าสนใจว่าโลกนี้ก้าวหน้าไปได้สักกี่ “ดี” แล้ว

สนใจว่าจิตหยาบของท่านยกระดับถึงขั้นไหน

น่าจะเป็นการเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า


คำว่า “ดี” นี้เป็นภาษาอังกฤษ

ย่อมาจากคำว่า Dimension แปลว่า “มิติ”

โดยตัวชี้วัดว่าโลกนี้จะมีกี่มิตินั้นวัดได้จาก

จำนวนเหลี่ยมมุมของจิตหยาบของชาวโลก

ที่หมั่นหมุนธรรมจักรกันในชีวิตประจำวัน

จนทำให้จิตหยาบสมดุลมากขึ้นได้แค่ไหน


โดยเด็กแรกเกิดจนถึงสามขวบ

ที่สามารถยืนนั่งลุกวิ่งกลิ้งนอนปีนป่ายได้

ใช้สัญชาตญาณได้ใช้ปัญญาของสมองพอได้

พวกเขาจะมีจิตหยาบเข้าถึง 4D กันแล้ว

จำนวน 4D ในมิติโลกทางกายภาพที่ว่านี้

แสดงว่าจิตหยาบของมนุษย์คนนั้น

เป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มี “สี่เหลี่ยมมุม”


ถ้าเปรียบกายสังขารหรือกายหยาบ

แสดงว่าจิตหยาบเป็นพลังงานที่เคลื่อนไหว

ผ่านทุกเซลล์อวัยวะร่างกายจนครบรอบ

โดยจะมีการ “ถักทอ” อยู่ 4 ครั้งจึงครบรอบ

จุดศูนย์กลางการสั่นสะเทือนอยู่ที่ตาที่สาม

เมื่อเขียนภาพจะเป็นรูป 4 เหลี่ยมด้านเท่า

อยู่บนเส้นรอบวงของวงกลมนั่นเอง


ถ้ามนุษย์มีจิตหยาบถักทอได้ 5 ครั้งต่อรอบ

แสดงว่าจิตหยาบนั้นมีแรงสั่นสะเทือนสูงกว่า

เมื่อเขียนภาพมายาก็จะเป็นรูป “ดาวห้าแฉก” 

ทุกเหลี่ยมมุมจะอยู่บนเส้นรอบวงวงเดียวกัน


ถ้าจิตหยาบของมนุษย์ทั้งโลก

หมุนธรรมจักรร่วมกันจนถึงจำนวนมิติใดได้

แสดงว่าโลกก็กำลังเข้าถึงมิติที่ว่านั้นแล้ว

จิตหยาบของมนุษย์ที่รักไม่ได้ให้อภัยไม่เป็น

แม้หมั่นทำบุญสร้างกุศลก็จริงแต่ทำเพื่อเอา

ไม่ว่าทำเองเอาเองหรือทำแล้วอุทิศให้ใคร

จิตหยาบของท่านจะยกระดับให้สูงขึ้นไม่ได้


ท่านทั้งหลายจงจำเอาไว้ด้วยว่า

ไม่ว่าจะมีใครจากนอกโลกหรือดาวไหน

มาอวดอ้างว่าจะพาท่านยกระดับจิตหยาบ

ให้มีมิติที่สูงขึ้นจนถึงระดับห้าหรือ 5D ได้

โดยอาจกล่าวอ้อมๆแบบเขินๆว่า

จะทำให้โลกยกระดับถึง “ห้ามิติ” หรือ 5D

ก็จงอย่าได้เชื่อตามพวกเขาเด็ดขาด


เพราะว่าโลกเป็นของมนุษย์

มนุษย์มีจิตวิญญาณผู้มาเกิดเป็นแก่นแท้

ทุกรูปธรรมที่มาเกิดเป็นมนุษย์ในระบบโลก

ล้วนวางแผนกันมาใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ซึ่งเราเรียกว่า “การหมุนธรรมจักร” ร่วมกัน

โดยใช้จิตสามนึกเป็นตัวขับเคลื่อนขันธ์ห้า

เมื่อเผชิญกับเงื่อนไขในบททดสอบต่างๆ

ที่จิตวิญญาณถือติดตัวมาจากอดีตชาติด้วย


การสอบผ่านบททดสอบทุกครั้ง

ซึ่งมันจะมีทั้งยากและง่ายคละเคล้ากันไป

คำตอบเดียวที่ท่านต้องสั่นสะเทือนจิตหยาบ

เพื่อตอบสนองเงื่อนไขบททดสอบนั้นก็คือ

ท่านต้องรักให้ได้ให้อภัยให้เป็นเท่านั้น

จะเกิดอาการจิตตกจนสอบตกไม่ได้เด็ดขาด

เพราะว่าจิตหยาบของท่านจะไม่อาจก้าวหน้า

คือเสียโอกาสที่จะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

จากเงื่อนไขบททดสอบจิตสามนึกด้านบวก

ในรูปของเงื่อนไขด้านลบที่ท่านไม่พึงประสงค์

จึง “เสียของ” เพราะเห็นเป็น “ของเสีย” ไป


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

จำนวนมิติของจิตหยาบและของโลกที่ต้องรู้

ระดับสูงสุดจะอยู่ที่ 6 มิติ หรือ 6D เท่านั้น

ส่วนในสากลจักรวาลจะมีอยู่จำนวนกี่มิติ

มิติไหนมีใครอยู่ในมิตินั้นบ้างก็มิใช่หน้าที่ท่าน


ให้รู้สำนึกแค่เพียงว่า

ถ้าท่านเกิดมาเป็นมนุษย์โลกแล้ว

ไม่ว่าเป็นชนชาติใดหรือนับถือศาสนาไหน

ถ้าจะบรรลุมรรคผลนิพพานคือกลับบ้านได้

จิตหยาบกับจิตวิญญาณต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

นั่นคือจะต้องมี 6D หรือ 6 เหลี่ยมมุมเท่ากัน

จึงจะหลุดพ้นนิพพานกลับแดนสุญตาได้


แค่ท่านปลีกวิเวกไม่ยอมเป็นสัตว์สังคม

ไม่ยอมพบเผชิญบททดสอบจิตสามนึกรายวัน

เพื่อให้มีการสั่นสะเทือนจิตหยาบตอบสนอง

ด้วยการสั่นสะเทือนทางด้านบวกกันแล้ว

แค่ถือศีลกินเจสวดมนต์นั่งกรรมฐานรายวัน

มันจะทำให้ท่านนิพพานกิเลสก่อนตายไม่ได้

ยังผลให้ท่านหมุนธรรมจักรไม่ได้อีกด้วย


ยิ่งถ้าจิตตกเพราะถูกหลอกให้กลัวทุกข์อีก

จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นไม่ได้

มันจะหยุดอยู่ที่ 3 หรือ 4 มิติเท่านั้นเอง

แล้วทีนี้ตัวท่านเองจะไปพึ่งใครได้ล่ะท่าน

ถ้าชาตินี้ท่านก็ยังไม่รู้เลยว่าตนเองเป็นใคร

จิตวิญญาณของท่านมาจากไหนมาทำไม

มาเกิดแล้วท่านมีหน้าที่จะต้องทำอะไรบ้าง


ไม่ว่าท่านจะเป็นพุทธคริสต์หรืออิสลาม

ท่านต่างล้วนมีดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันทั้งนั้น

ทางจิตวิญญาณท่านก็มีพระเจ้าองค์เดียวกัน

สัจธรรมซึ่งเป็นอนุตรธรรมที่เรากล่าวมานี้

เป็นสัจธรรมระดับสากลที่พวกท่านจะต้องรู้

เพราะในอดีตกาลที่ผ่านมาพวกท่านไม่มีใครรู้

การเป็นคนชอบธรรมจึงแลดูสะเปะสะปะ

จนถูกจิตวิญญาณผีโสโครกเข้าแทรกแซง

ด้วยการบิดเบือนพระโอวาทของพระศาสดา

จึงพาให้หลงทางนิพพานกันมาตลอด


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

15/07/2569