จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


สัจธรรมคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า

บทที่ว่าด้วยเรื่องราวของ #ไตรลักษณ์ 

ประกอบด้วย “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” นั้น

เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติทางจิตวิญญาณ

ซึ่งเป็นด้านของแก่นแท้ที่ตามองไม่เห็น

ต้องใช้จิตปัญญาของสมองสองซีกเท่านั้น

จึงจะสามารถเข้าถึงความจริงนี้ได้


พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงว่า

จิตของมนุษย์อันหมายถึง “จิตหยาบ” 

ซึ่งสมัยใหม่เรียกกันว่า “จิตสามนึก” นั้น

เป็นกลุ่มพลังงานที่ยังไม่สมดุลในตนเอง

ต่างจากจิตวิญญาณที่เป็น “กล่อง” พลังงาน

ซึ่งเป็นพลังงานที่สมดุลในตนเองแล้ว 


จิตหยาบมีหน้าที่สั่นสะเทือนเคลื่อนไหล

ไปทั่วทุกเซลล์ร่างกายและอวัยวะของมนุษย์

เพื่อทำให้เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

เป็นสิ่งที่มีชีวิตจนเป็นเครื่องมือของแก่นแท้

ในการทำหน้าที่ “คนสองมิติ” ได้


ดังนั้น

ถ้าถามว่าจิตหยาบของมนุษย์

มีรูปร่างหน้าตาหรือตัวตนเป็นแบบไหน

คำตอบคือไม่สามารถระบุตัวตนรูปธรรมได้

นอกจากจะใช้มายาสมมุติเอาว่ามีกี่มิติแล้ว

คำว่า “มิติ” หมายถึงจำนวนเหลี่ยมมุมสูงสุด

ที่จิตหยาบของมนุษย์คนนั้นเข้าถึงได้


ตัวอย่างเช่น

ถ้าจิตหยาบของท่านเข้าถึง 5 เหลี่ยมมุมแล้ว

แสดงว่าจิตหยาบนั้นจะมีรูปธรรมเหมือนดาว

โดยดาวดวงนั้นจะมีมุมทั้งหมด 5 เหลี่ยมมุม

หรือเป็นรูปธรรมแบบ “ดาวห้าแฉก” ก็ได้


เพราะเหตุว่าจิตหยาบมีหน้าที่สำคัญคือ

จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่อย่างต่อเนื่อง

ในรูปของคลื่นความถี่ที่เป็นระบบไฟฟ้าเคมี

โดยมนุษย์ทุกคนล้วนมี “ถนนให้จิตเดิน”

ซึ่งฐานบัญชาการจะอยู่ตรง “ต่อมไพเนียล”


เพราะเหตุว่า “กระแสจิต” หรือพลังจิต

มันสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของมันไปเรื่อย ๆ

โดยในยามตื่นมนุษย์จะนึกออกนึกเอานึกเอง

เพื่อใช้จิตสามนึกเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

ส่วนในยามหลับแม้ว่าท่านจะไร้จิตสามนึก

จนสมองซีกซ้ายว่างงานจนท่านหลับไปแล้ว

จิตหยาบนั้นมันก็จะสั่นสะเทือนตามปกติอยู่

แต่จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูงคือสงบ


ดังนั้น

พระพุทธองค์จึงทรงเขียนเป็นรหัสขึ้นมา

ด้วยกฎแห่งไตรลักษณ์ให้มนุษย์รู้ทั่วกันว่า

มนุษย์โลกเป็น “คนสองมิติ” เป็นสิ่งที่มีชีวิต

ที่สามารถเคลื่อนไหวตนเองได้ในทุกรูปแบบ

ทั้งมโนกรรมกายกรรมวจีกรรมให้ประจักษ์

ด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “อนิจจังไม่เที่ยง”


ประโยคที่ว่า “อนิจจังไม่เที่ยง” นี้

ไม่ได้หมายถึงทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย

เพราะมนุษย์จะใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้

ก็ต่อเมื่อ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” อยู่เท่านั้น

ใครหลงทางไปเป็นเทพพรหมบนสวรรค์มายา

จิตวิญญาณนั้นจะช่วยค้ำจุนสมดุลโลกนี้ไม่ได้

ท่านทั้งหลายจงบันทึกประโยคสำคัญนี้ไว้ให้ดี

ไม่เช่นนั้นแล้วท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่เสียชาติเกิด


ประโยคที่ว่าอนิจจังไม่เที่ยงนี้

แท้แล้วพระพุทธองค์ทรงหมายความว่า

ในยามตื่นนั้นจิตสามนึกของมนุษย์ทุกคน

มันจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆไม่รู้หยุดนิ่ง

เดี๋ยวนึกนั่นโน่นนี่จิปาถะหรือสารพัดนึก

การเปลี่ยนรูปแบบเรื่องราวการนึกของจิต

คือการเปลี่ยนความถี่ในการสั่นสะเทือน

มันคือ #มโนกรรม นั่นแหละ


เมื่อมโนกรรม “เกิด”

ยังผลให้กายกรรมกับวจีกรรมก็เกิด


เมื่อมโนกรรมนั้น “เปลี่ยน”

ยังผลให้กายกรรมกับวจีกรรมก็เปลี่ยน


วันทั้งวันมนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น

พระองค์จึงสรุปว่าจิตของมนุษย์นั้นไม่เที่ยง

คำว่า “ไม่เที่ยง” แปลว่ามันไม่เคยหยุดนิ่ง

ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าจิตเป็น #อนัตตา ไงล่ะ


นอกจากนั้น

พระองค์ยังทรงค้นพบความจริงอีกด้วยว่า

เมื่อมโนกรรมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

วจีกรรมกับกายกรรมก็จะเปลี่ยนตามเสมอ

ซึ่งเป็นที่มาของประโยคทองที่ว่า

“ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง” 


ประโยคสำคัญประโยคนี้แท้แล้วหมายถึง

เพราะจิตหยาบหรือจิตทั้งสามนึกของมนุษย์

พระเจ้าทรงออกแบบให้มันเปลี่ยนแปลง

ด้วยการ นึกออก นึกเอา นึกเอง ได้ตลอด

ซึ่งทุกท่านเปลี่ยนแปลงมันได้เองโดยเสรี

พระเจ้าหรือใครๆจะบังคับจิตของท่านไม่ได้

นี่คือที่มาของคำว่า #โลกเสรี นั่นเอง


เมื่อท่านทั้งหลาย

รู้ที่มาของสองคำอันสำคัญของไตรลักษณ์

คือ #อนิจจังกับอนัตตา จนเข้าใจได้แล้ว

คำสุดท้ายที่ต้องรู้ความหมายก็คือ “ทุกขัง”


เพราะพฤติกรรมภายนอกต่างๆ

ที่เป็นกายกรรมและวจีกรรมของท่านนั้น

ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยมโนกรรมทั้งสิ้น

ซึ่งเป็นที่มาของประโยคทองที่ใครๆก็รู้ว่า

“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” นั่นแหละ

คนที่ตายแล้วพูดไม่ได้จึงไม่มีชีวิตอยู่อีก

เพราะว่าตายเมื่อไหร่จิตจะดับเมื่อนั้น


ถ้าจิตหยาบหรือจิตสามนึกดับ

มโนกรรมของท่านผู้นั้นมันก็จะดับตาม

กายกรรมกับวจีกรรมจึงไม่อาจเกิดได้


สาเหตุที่มโนกรรมอันเกิดจากจิต

มีฤทธิ์ให้เกิดวจีกรรมกับกายกรรมได้นั้น

เพราะจิตสามนึกของพวกท่านทุกคน

พระเจ้าทรงออกแบบหรือสร้างให้มันทำงาน

โดยทำร่วมกันกับสมองและกายสังขาร

ซึ่งเป็นไปได้โดยอัตโนมัตินั่นเอง


เมื่อจิตบงการให้สมองสั่งการแบบไหน

เซลล์อวัยวะร่างกายทุกเซลล์ของท่าน

มันก็จะสั่นสะเทือนไปตามคำสั่งนั้นเสมอ

กระบวนการที่จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวนี้

เป็นกระบวนการอัตโนมัติในสัตว์และคน


แต่มนุษย์มีสมองสองซีกให้ใช้งาน

ส่วนสัตว์โลกมีสมองก้อนเดียวเท่านั้นเอง

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์โลกก็ตรงนี้

เพราะมนุษย์สามารถแทรกแซงการนึก

เพื่อนำไปสู่การคิดการพูดและการกระทำใดๆ

ในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมดีงามมากกว่าเดิมได้

ขณะที่สัตว์ไม่อาจแทรกแซงกระบวนการนี้ได้

เพราะว่าสัตว์โลกนั้นใช้ “จิตสัญชาตญาณ”

ทำงานร่วมกับสมองก้อนเดียวไม่มีจิตหยาบใช้


มนุษย์จะแทรกแซงกระบวนการ

เพื่อกำกับควบคุมพฤติกรรมของตนได้

ด้วยการ #ดำริชอบ คือมีมโนสุจริตนั่นแหละ


เมื่อจิตสั่งการผิดกายก็จะทำผิดไปตามนั้น

เพราะกายกรรมวจีกรรมต้องทำตามสมองสั่ง

สมองจะสั่งกายตามที่จิตของท่านกำหนดมัน

ที่กายสังขารหรือปากของท่านต้องทำตาม

ก็เพราะว่า “คันปาก คันมือ คันตีน” ไงล่ะ


พระพุทธเจ้าจึงสอนสาวกให้ฝึกการรู้สติ

คือ “ให้ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ”

เพื่อคอยควบคุมปาก มือ ตีน ของตนเอาไว้

ไม่ให้ยื่นออกไป “ก้าวล่วง” ผู้อื่นให้ผิดบาป


เราหวังว่าท่านทั้งหลาย

เมื่อได้รู้ความจริงเรื่องไตรลักษณ์เหล่านี้แล้ว

คงจะเลิกโง่ง่ายเพราะงมงายในการกลัวทุกข์

จนอยากลุกหนีออกไปจากโลกสู่สวรรค์มายา

ที่พระบิดาหรือพระเจ้าไม่เคยสร้างขึ้นไว้

สวรรค์นิรันดรที่อยู่ภายนอกเอกภพต่างหาก

คือบ้านเกิดเมืองนอนจิตวิญญาณของท่าน

ซึ่งพวกท่านจะต้องกลับไปกราบพระองค์

เมื่อ #สิ้นยุคพลังงานเก่า ของพวกท่านแล้ว


สังเกตสิว่าพระบิดามีนัยสำคัญอะไร

ผีโสโครกจะมีสิ่งนั้นนำเสนอให้สับสนเสมอ

พระเจ้ามีสวรรค์นิรันดรมารก็มีสวรรค์มายา

พระพุทธเจ้ามีคำว่านิพพานก่อนตาย

หมายถึงการดับการเกิดดับของกิเลสให้สิ้น

ขณะที่ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์โลกคือยังไม่ตาย

พวกมารก็มีนิพพานมาหลอกขายให้สับสน

โดยหลอกว่าตายแล้วไปเกิดเป็นเทพเทวดา

ไม่กลับมาเกิดบนโลกนี้อีกนั่นคือนิพพานแล้ว


ผีโสโครกหลอกผ่านคนนำทางตาบอด

ให้จูงใจมนุษย์เรื่องเทพพรหมกับสวรรค์มายา

โดยไม่เคยสอนให้ฉลาดใช้ปัญญาของสมอง

วันๆสอนให้แกล้งทำตนเป็นคนอายตนะบอด

เรียนรู้อยู่แต่โลกภายในของตนเองด้านเดียว

แต่เรื่องโลกภายนอกสังคมภายนอกกลับไม่รู้

ชีวิตจึงจมอยู่บนกองไฟแห่งทุกข์โดยตลอด

เพราะแก้ปัญหาไม่ได้ใช้ปัญญาไม่เป็น


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

16/07/2569