จงอย่าเกลียดกลัวความทุกข์กันเลย

 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ความทุกข์ของมนุษย์ มี 2 อย่าง


#อย่างแรก คือ “ทุกข์ทางกาย” 

จากความเจ็บปวดกายเพราะบาดแผลฟกช้ำ

จากการป่วยไข้เพราะพิษภัยของเชื้อโรค

จากความอัดอั้นที่ต้องการขับถ่ายระบายออก


#อย่างที่สอง คือ “ทุกข์ทางใจ”

จากการหวาดกลัวต่างๆนานา

จากการวิตกกังวลในสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น

จากการถูกบีบบังคับให้จำนนในสิ่งที่ไม่ชอบ

จากอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้น

จากการโศกเศร้าเสียใจในการพลัดพราก

จากการหึงหวงห่วงหาอาวรณ์

จากการผิดหวังคือไม่สมดั่งใจอยาก


สำหรับความทุกข์ทางกายทั้งหลาย

ถ้ารู้แน่นอนแล้วว่าเหตุแห่งทุกข์คืออะไรแน่

ก็รีบจัดการที่เหตุทุกข์นั้นก็คลายหรือหายได้

เพราะสามารถสัมผัสรู้ดูเห็นได้ง่าย

จึงบำบัดรักษาเยียวยาได้อย่างสะดวกดาย

ทุกข์กายบางอย่างหากจัดการเองไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก็ยังมาช่วยเหลือได้


ความทุกข์ทางกายแบบนี้

ถ้าเหตุแห่งทุกข์นั้นถูกปลดเปลื้องแล้ว

ความทุกข์นั้นก็จะดับสิ้นคือจะไม่ทุกข์อีกแล้ว

เว้นแต่ว่าจะมีเหตุให้ทุกข์ในครั้งต่อไปอีก


กรณีปวดปัสสาวะ คือ “ทุกข์เบา”

หากถ่ายปัสสาวะออกไปแล้วทุกข์นั้นก็หาย

แต่ถ้าฝืนทนจนกลั้นไว้ไม่ไหวก็ปัสสาวะเล็ด

เพราะร่างกายมนุษย์มันจะปรับสมดุลให้เอง


กรณีปวดอุจจาระ คือ “ทุกข์หนัก”

หากถ่ายอุจจาระออกไปแล้วทุกข์หนักก็หาย

แต่ถ้าผืนทนจนกลั้นไว้ไม่ไหวก็อุจจาระราด

เพราะเกินกำลังในการปิดกลั้นของหูรูด


กรณีเจ็บปวดร่างกาย

แค่ทายาให้ตรงจุดหรือทานยาให้ตรงอาการ

ความทุกข์ที่ว่านั้นก็จะบรรเทาจนหายได้

หากอาการหนักเกินกำลังที่ตัวเองจะจัดการได้

ท่านก็ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือได้


แต่ความทุกข์ทางใจทั้งหลายนั้น

มันเป็นปัญหาทางจิตที่เร้นมิดชิดอยู่ข้างใน

เป็นปัญหาส่วนบุคคลที่ตนเองเท่านั้นที่จะรู้ว่า

สภาวะจิตปัจจุบันของตนนั้นมีอาการเช่นไร

จะรู้ได้เองว่าทุกข์นั้นเกิดจากสาเหตุใด


ใครที่จัดการปัญหาในจิตใจของตนเองไม่ได้

ยังสามารถปรึกษา “จิตแพทย์” ช่วยเหลือได้

เพียงแค่ตอบคำถามแพทย์ให้ข้อมูลแพทย์

เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุแห่งทุกข์นั้นให้

เมื่อแพทย์พบสาเหตุแห่งทุกข์นั้นได้แล้ว

จะให้คำแนะนำเพื่อช่วยบำบัดทุกข์ทางใจให้


ที่สำคัญคือไม่ว่าท่านจะทุกข์แบบไหน

สามารถที่จะเยียวยารักษาบำบัดได้ทั้งสิ้น


ไม่มีปัญหาใดในโลกนี้ที่จะแก้ไขไม่ได้

ทั้งปัญหาในการดำเนินชีวิตปัญหาเศรษฐกิจ

แม้กระทั่งปัญหาใหญ่ในระดับประเทศ

ไม่มีปัญหาใดเกินขีดความสามารถของมนุษย์

ที่จะแก้ไขเยียวยาหรือจะป้องกันไม่ให้มันเกิด


เรายอมรับว่าทุกๆปัญหาที่ท่านเผชิญ

มันจะมีลักษณะต่างๆดังต่อไปนี้ คือ


1.ต้องมีสาเหตุแห่งการเกิดปัญหานั้น

ท่านก็ต้องรู้ว่าเหตุแห่งปัญหาคืออะไรแน่


2.ท่านต้องรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร

มีวิธีการที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้กี่วิธีกันแน่


3.ปัญหาไหนบ้างที่ท่านแก้ไขเองได้

ปัญหาไหนที่ต้องให้ใครคนอื่นช่วยเหลือ


4.ท่านจะตัดสินใจแก้ปัญหานั้นอย่างไร

ท่านจะต้องแก้ไขปัญหาใดก่อนหลัง


5.ท่านพร้อมยอมรับในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

จากการตัดสินใจเลือกแก้ปัญหาแบบนั้นแล้ว

และมีแผนรองรับไว้อย่างไรถ้าไม่ได้ผล


ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า

#ปัญหาเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาทั้งสิ้น

แต่ปัญญาของท่านจะเกิดได้เพราะมีสติก่อน

ถ้าท่านเกลียดปัญหากลัวปัญหาที่เผชิญอยู่

สติก็จะไม่มาปัญญาคือความฉลาดก็ไม่เกิด


แถมชอบทำตัวหนีสังคมไม่ยอมคบใคร

หรือประพฤติตนทำให้คนอื่นไม่อยากคบด้วย

คล้ายคนป่วยที่เป็นโรคเรื้อนในสมัยพระเยซู

ซึ่งทรงยกมาเปรียบเปรยกับคนที่นิสัยไม่ดีไว้

ไปอยู่ที่ไหนในสังคมผู้คนก็จะพากันรังเกียจ

เหมือนคนเป็นโรคเรื้อนที่ติดต่อได้รักษาไม่ได้

ชั่วชีวิตนี้จึงยิ่งสุดสลดรันทดใจเข้าไปใหญ่


เรากล่าวเรื่องความทุกข์ในวันนี้

เพื่อจะให้สติทางวิญญาณต่อท่านทั้งหลายว่า

#จงอย่าเกลียดกลัวความทุกข์กันเลย


ความทุกข์กายทุกข์ใจนั้นมันเกิดจากปัญหา

ปัญหาเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาด้วยกันทั้งสิ้น

แต่สมองมันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อจิตเป็นผู้นำ

พระผู้สร้างจึงทรงยินยอมให้มนุษย์มีปัญหา

เพื่อให้ปัญหาจุดประกายไฟแห่งปัญญาให้


แต่ประกายไฟแห่งปัญญาต้องได้จากพลังจิต

พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิบัติ “สมถะกรรมฐาน”

ก่อนเข้าถึงการฝึกใช้ปัญญาของสมองสองซีก

ด้วยวิธีปฏิบัติ “วิปัสสนากรรมฐาน” นั่นเอง


ถ้าท่านเกิดมาเป็นมนุษย์

โดยเลือกที่จะปวารณาตนเป็น #พุทธะ 

ซึ่งฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมด้วยกรรมฐาน

เป็นผู้หนึ่งที่ปรารถนาจะหลุดพ้นนิพพานแล้ว

การยอมถูกหลอกให้เกลียดกลัวความทุกข์นั้น

ถามว่าท่านกำลังทำให้ “จิตป่วย” อยู่รึเปล่า

จิตป่วยคือจิตที่ขลาดกลัวคือไร้พลังใช่ไหม


เพราะจิตหยาบยังถูกกิเลสครอบงำอีก

จนจิตหยาบเกิดเป็นจิตอยากคืออยากพ้นทุกข์

จึงเลือกหนทางใหม่ที่เชื่อว่าจะสุขสบายกว่า

คือเลือกที่จะตายแล้วเบนไปทางสวรรค์มายา

โดยจิตวิญญาณขึ้นไปติดคุก Metrix อยู่บนนั้น

ขึ้นไปแล้วจึงลงมาเกิดอีกไม่ได้คือหายไปเลย

พระพุทธเจ้าเรียกว่านิพพานแบบตาลยอดด้วน

ซึ่งเป็นการ “หลงทางนิพพาน” โดยแท้


ผู้ชายส่วนใหญ่อยากไปเกิดเป็นเทพเทวดา

เป็นผู้ที่สมองก็มีปัญญาแต่ทว่าขาดสติ

สาเหตุที่ขาดสตินั้นมีสองอย่าง คือ


1.เพราะจิตหยาบถูกกิเลสครอบงำ

2.เพราะเชื่อในตัวตนคนสอนและพระคัมภีร์

จึงไม่มีการ “ฉุกคิด” ก่อนที่ตนจะเชื่อตาม

แปลว่าใช้ศรัทธานำปัญญาคือขาดสติไป

แทนที่จะใช้ปัญญานำศรัทธา


อย่าแปลกใจเลย...

ที่ทุกวันนี้ท่านพาตัวเองไปในสังคม

ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนตรงไหนของบ้านเมือง

จะเห็นว่าโลกนี้มีสตรีมากกว่าบุรุษ

Where Have All the Men Gone?

(พวกผู้ชายที่ตายแล้วเขาหายไปไหนกัน?) 


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

17/07/2569