พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
มีบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า
อาวุธที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์โลกนั้น
มิใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นวัตถุเทคโนโลยี
จากการผลิตสร้างขึ้นมาด้วยวิชาวิทยาศาสตร์
แต่เป็น “จิตมนุษย์” ตอนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้
คนที่เชื่อตามคำกล่าวนี้เขาไม่ได้เชื่อผิดหรอก
เพราะว่าคนที่เชื่อจะใช้ความเชื่อนี้นำไปสู่ #สติ
ด้วยเข้าใจดีว่าถ้ามนุษย์ครองสติได้มั่นคงแล้ว
มนุษย์จะสามารถควบคุมจิตของตนได้แน่นอน
แต่ที่เราไม่เห็นด้วยก็ตรงที่ว่า
พวกเขาหันไปเลือกสร้างสติด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง
เพื่อฝึกทักษะในการควบคุมจิตตนเองไว้
ด้วยวิธีการของพระป่าหรือว่าตามแบบนักบวช
ขณะที่ตนเองนั้นยังมีวัตรปฏิบัติแบบฆราวาส
ยังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยังทำตนแบบสัตว์สังคม
โดยชีวิตประจำวันยังมีคนรอบข้างอยู่มากมาย
จึงไม่อาจทำตนพิการด้านอายตนะเช่นพระได้
เพราะต้องใช้มันเพื่อรับรู้และเรียนรู้ตลอดเวลา
ขนาดในชีวิตประจำวัน
ที่ท่านยังมีตาหูจมูกปากมือเท้าดีเป็นปกติอยู่
ความสามารถในด้านการรับรู้เพื่อเรียนรู้โลก
ในพวกท่านนั้นมันยังทำได้แตกต่างกันอยู่เลย
ยิ่งมีหูตามือเท้าดีอยู่แต่แกล้งทำเป็นพิการไป
มันจะไม่ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีกหรือท่าน
ท่านรู้ไหมว่าคนฉลาดมักจะเป็นคนช่างสังเกต
คนช่างสังเกตคือคนที่ตาสองข้างไวต่อสิ่งพิรุธ
คนช่างสังเกตคือคนที่หูสองข้างไวต่อสิ่งได้ยิน
หากท่านใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีคนรอบข้างแล้ว
ทั้งตาทั้งหูถูกท่านทำให้มันมืดบอดไปชั่วคราว
จะทำให้ท่านรู้เท่าและรู้ทันคนรอบข้างได้ไหม
เมื่อไม่ได้ท่านก็จะเป็นคนล้าหลังในทางสังคม
รู้ไม่ทันคนชั่วไม่เข้าใจคนดีขาดความก้าวหน้า
ทำให้มีปัญหาทุกด้านทั้งในชีวิตและงาน
ชาวบ้านทั้งหลายที่เลือกฝึกทักษะการมีสติ
เพื่อหวังจะนำมาใช้ควบคุมจิตหยาบตนเอง
ด้วยการเลียนแบบปฏิบัติตามอย่างพระวัดป่า
โดยใช้วิชา #กรรมฐาน ของพระพุทธเจ้านั้น
จะฝึกกันแค่บางส่วนคือปฏิบัติสมถะกรรมฐาน
หรือจะฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานร่วมด้วย
เราเห็นว่าไม่น่าเหมาะกับญาติโยมเลย
#เหตุผลข้อแรก ที่ไม่เหมาะสมก็คือ
ฆราวาสญาติโยมนั้นมีเวลาฝึกจิตตปัญญา
ด้วยการปฏิบัติกรรมฐานไม่ต่อเนื่องยาวนาน
ไปฝึกปฏิบัติที่วัดกับพระกันแบบนานนานที
ทักษะทางจิตตปัญญาจึงไม่น่าจะบังเกิดได้
ขนาดตัวพระที่มีอาชีพเป็นนักบวชเองก็เถอะ
ท่านนั่งกรรมฐานทั้งวันคืนนั่งกันจนเป็นอาชีพ
เมื่อออกจากกรรมฐานทำตนเป็นคนปกติแล้ว
หลายองค์ยังคงจิตตกสติแตกจนเป็นข่าวฉาว
ทั้งในเรื่องของ “สีกากับสีกู” ทางด้านชู้สาว
คือทุศีลข้อ “กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีสิกขาฯ”
กับเรื่องของ “เงินทอนวัด” ก้อนโตเรือนล้าน
คือทุศีลข้อ “อทินนาฯ” กันอีกข้อหนึ่งด้วย
นักบวชผู้เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานมากกว่า
ผู้นั่งปิดหูปิดตาปิดวาจาอยู่กับตัวเองคนเดียว
ด้วยการปฏิบัติตนอยู่เป็นประจำจนจิตเป็นสมถะ
ซึ่งสามารถนำเอาพลังจิตนั้นไปใช้ทางสายมูได้
พวกเขามีสิ่งยั่วยวนกวนจิตใจแค่ไม่กี่สิ่งเท่านั้น
จากตัวอย่างข้างต้นนี้พระมีแค่ 2 สิ่งอย่างเอง
อย่างแรกคือ #สีกา อย่างที่สองคือ #เงินตรา
แม้ฝึกจิตจนกายสังขารเข้าสู่วัยชรากันไปแล้ว
ท่านเห็นหรือไม่ว่าพระหลายองค์ยังล้มเหลวอยู่
ลองคิดพิจารณาหรือวิเคราะห์กันดูก็ได้ว่า
ทักษะการฝึกใช้สติเพื่อควบคุมจิตของนักบวช
ที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายในการใช้สติควบคุมจิต
เป็นความล้มเหลวในประการที่สองหรือเปล่า
#เหตุผลข้อที่สอง ที่ไม่เหมาะสมก็คือ
โบราณมักจะกล่าวเตือนสติอยู่ประโยคหนึ่งว่า
#อย่าอวดเก่งกันเฉพาะตอนที่อยู่นอกบ่อน
ประโยคนี้เป็นคำกล่าวของคนโบราณ
ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ชอบเล่นกีฬา “ไก่ชน”
เมื่อแลเห็นว่าไก่ชนบางตัวนั้นชนเก่งตีเก่งมาก
จึงเลือกเอาไปต่อสู้กันกับไก่ตัวอื่นที่ในบ่อน
แต่ปรากฏว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สบักสบอม
ไม่ได้เป็นไก่ตัวเก่งอย่างที่เห็นอยู่นอกบ่อนเลย
โบราณเรียกว่า “ท่าดี ทีเหลว” นั่นแหละ
เนื่องจากการฝึกสร้างสติด้วยวิชากรรมฐานนั้น
ตัวท่านฝึกทักษะด้วยประสบการณ์ที่ไม่จริง
หรือเป็นปฏิบัติการทางเทคนิคเพื่อสร้างสติ
ให้มันเกิดขึ้นชั่วคราวหรือเป็นครั้งคราวเท่านั้น
สติของมนุษย์ไม่สามารถเกิดถาวรด้วยวิธีนี้ได้
เพราะว่าจิตมนุษย์นั้นมันว่องไวต่อสิ่งเร้ามาก
ขณะท่านปฏิบัติกรรมฐานกันอยู่นั้น
หน้าต่างห้าบานคืออายตนะภายนอกทั้งห้า
ซึ่งเป็นช่องทางผ่านของสิ่งเร้าภายนอก
ถูกท่านแกล้งทำให้มันบอดคือพิการชั่วคราว
เพื่อปิดกั้นสิ่งเร้ามิให้ส่งผ่านเข้าไปที่จิตอีกได้
ให้คงเหลือแต่สิ่งที่จิตกำหนดรู้หรือนึกคิดอยู่
แค่เพียงเรื่องเดียวเอาไว้ให้จงได้ในขณะนั้น
เพราะว่าจิตปัจจุบันหรือว่าจิตหยาบของท่าน
ไม่มีสิ่งเร้าใหม่ใดๆสอดแทรกเพิ่มให้ไขว้เขว
จากที่หน้าต่างทั้งห้าบานถูกปิดไว้ชั่วคราวแล้ว
ทำให้ตัวท่าน “จดจ่อ” อยู่กับการกำหนดนึก
อยู่เพียงเรื่องเดียวได้ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
คำว่า #สมาธิ จึงได้มาจากกระบวนการนี้
ปฏิบัติการกรรมฐานของพระพุทธเจ้า
จึงเป็นปฏิบัติการทางเทคนิคมิใช่วิธีธรรมชาติ
เพราะต้องปิดหูปิดตาปิดปากปิดการสัมผัสรับรู้
ให้เหลือไว้แต่จิตภายในเพียงอายตนะเดียว
เพราะว่าไม่สามารถที่จะปิดสวิชจิตของตนได้
คำว่า “การกำหนดจิต” ให้มันนึกคิดเรื่องเดียว
เพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของจิตมนุษย์
จึงถูกนำมาใช้ปฏิบัติในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อประสิทธิผลของการใช้จิตตปัญญานั่นเอง
ดังนั้น
การที่ท่านสามารถทำให้จิตสงบได้
จนสามารถนึกคิดทีละเรื่องที่ท่านกำหนดไว้
นี่แหละเป็นสภาวะจิตที่ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา
สภาวะจิตเช่นนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า #สติ นี่เอง
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ชาวบ้านที่เป็นฆราวาสจะฝึกกรรมฐาน
เพื่อการหวังผลเยี่ยงพระสายกรรมฐานไม่ได้
เพราะพวกท่านต้องมีสังคมต้องมีครอบครัว
จะมีสิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไขใหม่เข้ามากระทบ
พร้อมกันทั้งห้าช่องทางตลอดเวลาเลยทีเดียว
สถานการณ์ในแบบที่ฝึกกรรมฐานกันอยู่นั้น
ท่านไม่อาจจะนำมาใช้ในชีวิตจริงได้เลย
เพราะจะทำตนเป็นคนหูหนาตาเซ่อไม่ได้แน่
ตัวอย่างเข่นผู้หญิงที่ขี้อาย
พอรู้ตัวว่าชายหนุ่มที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า
กำลังมีทีท่าว่าเข้ามา “จีบ” ตนเองอยู่นั้น
ถ้าเกิดความเขินอายหล่อนจะก้มดูดินไม่ดูหน้า
มักจะพลาดโอกาสเพื่อสังเกตท่าทีของเขาว่า
กำลังพูดจาบอกรักหรือว่า “หลอกรัก” กันแน่
ผู้หญิงที่ถูกหลอกง่ายก็เพราะบกพร่องตรงจุดนี้
เราจึงจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า
ฆราวาสกับพระที่เป็นนักบวชทั้งหลายนั้น
วิถีชีวิตประจำวันนั้นมีวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน
นักบวชเน้นที่ปลีกวิเวกและละอาสวกิเลสแล้ว
ขณะฆราวาสต้องมีสังคมอยู่จึงแสวงวิเวกมิได้
ท่านทั้งหลายที่เป็นชาวบ้าน
จึงต้องแสวงหาวิธีสร้างสติให้ตนเองกันใหม่
เพื่อเข้าถึงการใช้จิตตปัญญาในชีวิตจริงให้ได้
แทนที่จะหวังพึ่งกรรมฐานแบบพระอยู่เท่านั้น
ถ้าเรามีวิธีสร้างสติเพื่อควบคุมจิตตนเอง
ด้วยวิธีธรรมชาติซึ่งจะถูกจริตท่านมากที่สุด
ทำให้ท่านครองสติได้ตลอดเวลาในยามตื่น
เหมือนมีอาวุธที่จะใช้จัดการอุปสรรคได้ทันที
ท่านว่ามันน่าสนใจกว่าไหมล่ะ
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
04/07/2569
