พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
ภารกิจการเป็นพระบุตรเอกของเรา
ที่ต้องย้อนกลับมาปฏิบัติทำตามสัญญา
ให้สำเร็จทันในช่วงปลายยุคพลังงานเก่านั้น
หนึ่งในจำนวนหลายอย่างที่เราจะต้องทำ
ทั้งยังต้องทำให้ได้ผลจนเป็นที่ประจักษ์ด้วย
โดยสิ่งที่มนุษย์โลกทุกคนจะต้องรู้กันก็คือ
#บัดนี้มนุษย์กับโลกสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว
คำว่า “สิ้นยุคพลังงานเก่า” ในที่นี้หมายถึง
จิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ในแต่ละคน
ที่ขันอาสาพระเจ้าเข้ามาเกิดอยู่ในระบบโลก
เพื่อเข้ามาทำหน้าที่อยู่เวรยามประจำโลก
ด้วยการสั่นสะเทือนจิตสามนึกให้เกิดขันธ์ห้า
โดยขับเคลื่อนกระบวนการด้วยการรักเพื่อให้
หมายถึงอาการทางจิตดังต่อไปนี้ คือ
1.อดทน
2.อดกลั้น
3.ให้อภัย หรือ “อโหสิ”
4.มีจิตเมตตา
5.มีจิตกรุณา
6.มีจิตมุทิตา
7.มีจิตอุเบกขา
เพราะเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เป็นกายสังขารที่ใช้ทำหน้าที่ในสองมิติได้
ผู้รับผิดชอบก็คือ “จิตหยาบหรือจิตสามนึก”
จะเป็นผู้นำการสั่นสะเทือนในมิติทางจิตดังนี้
1.เมื่อจิตมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งเร้าทั้งหลาย
จนจิตเกิดการรับรู้รูปธรรมหรือนามธรรมแล้ว
สิ่งที่จิตต้องทำในขั้นต่อไปก็คือ #การเรียนรู้
2.คำว่า “เรียนรู้” หมายถึงต้องรู้ว่าเป็นอะไร
ต้องรู้ว่าคืออะไรต้องรู้ว่าคืออย่างไรเท่านั้น
โดยไม่ต้องไปปรุงแต่งมันว่าสวยหรือไม่สวย
หรือตัวท่านพอใจไม่พอใจแค่ไหนอย่างไร
ถ้ารับรู้เพียงแค่ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร
เมื่อสิ่งเร้านั้นถูกส่งผ่านอายตนะภายนอก
เข้าสู่ภาครับก็คือจิตซึ่งทำหน้าที่เป็น #ตัวรู้
โดยจิตไม่นำเอาสิ่งเร้านั้นมาปรุงแต่งต่อ
แสดงว่าตัวท่านวางจิตเป็นอุเบกขาได้แล้ว
หากท่านปฏิบัติทำกันเป็นประจำจนชำนาญ
แม้ท่านจะมีจิตหยาบใช้อยู่แต่ก็เหมือนไม่มี
คุณสมบัติทางจิตแบบนี้คือ #จิตเป็นสุญตา
3.คนประพฤติธรรมที่ไม่เคยรู้ในข้อสองนั้น
เมื่ออายตนะภายนอกทั้งห้าสัมผัสสิ่งเร้า
ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและหรือนามธรรมแล้ว
แทนที่จะหยุดอยู่ที่ “การเรียนรู้” เพียงเท่านั้น
กลับทำเกินหน้าที่คือ “รับเอา” สิ่งนั้นทันที
การ “รับเอา” หรือ “ไม่รับเอา” สิ่งนั้นเรื่องนั้น
โดยจะเริ่มจากการรับเอามันมา #ปรุงแต่งต่อ
การปรุงแต่งของจิตไม่ต่างจากการปรุงอาหาร
คือแสดงบทบาทของผู้ที่เป็นแม่ครัวพ่อครัว
ประเภทชงเองปรุงเองเพื่อชิมเองแล้วทานเอง
สิ่งที่พ่อครัวแม่ครัวต้องการก็คือ “ความอร่อย”
ความอร่อยก็คือการพอใจชอบใจในรสชาตินั้น
ความไม่อร่อยก็คือการไม่ชอบใจในรสชาตินั้น
ถ้าไม่นำมันมาปรุงแต่งต่อเพราะว่าไม่ใช่หน้าที่
ความอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็จะไม่เกิดขึ้น
ท่านเพียงแค่รู้ในรสชาติหรือคุณสมบัติมันก็พอ
ใครจะดีจะชั่วท่านเพียงแค่รับรู้ว่าเขาดีชั่วก็ได้
ไม่ต้องไปเกี่ยวกรรมกับเขาให้เขลาลำเค็ญเลย
#ความสงบสำรวมจึงต้องเกิดแก่ท่านโดยแท้
ถ้าท่านรับรู้แล้วปรุงแต่งสิ่งเร้านั้น
โดยสวมบทบาทของแม่ครัวเพื่อปรุงอาหาร
แสดงว่าท่านจะหยิบฉวยมันมาเป็นของตน
แทนที่จะหยิบมาใช้แค่เรียนรู้พอรู้แล้วก็วางลง
นี่แสดงว่าตัวท่านกำลัง “ก้าวล่วง” ผู้อื่นแล้ว
ความผิดบาปตามกฎแห่งกรรมอยู่ที่ตรงนี้เอง
เพราะไม่มี #มหาสติ ท่านจึงไม่รู้ในผิดบาปนี้
แท้แล้วชอบไม่ชอบหรือว่าอร่อยไม่อร่อย
มันคือ #ความรู้สึก อันเกิดจากการที่ “รูสึก”
#รูที่สึก คือทางผ่านของสิ่งเร้าทั้งหกที่ชำรุด
หมายถึงตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสและจิตชำรุด
ซึ่งตัวท่านเองนั่นแหละเป็นผู้ทำให้มันชำรุด
เพราะเมื่อรับรู้สิ่งใดแล้วท่านกลับไม่วางเฉย
แต่รับรู้แล้วไปรับเอาหรือไม่รับเอาสิ่งนั้นเข้า
โดยตัวท่านขาดสติจึงไม่อาจรู้สำนึกได้เองว่า
#ใครจะดีจะชั่วก็ตัวเขา เราเปลี่ยนเขาไม่ได้
เพราะเป็นคุณสมบัติคือนิสัยสันดานของเขา
ตัวเราจะไปเสือกกระทำที่ตัวเขาไม่ได้
หากท่านมีธรรมชาติสมาธิคือมี #มหาสติ
มรรควิถีจิตจักรวาลจะช่วยท่านให้สำนึกรู้ว่า
ถ้าจะเปลี่ยนผู้อื่นหรือเปลี่ยนแปลงโลกแล้ว
พวกท่านจะต้องกระทำที่จิตของตนเท่านั้น
ถ้าอยากให้เขารักท่านตัวท่านต้องรักเขาก่อน
อยากให้เขายิ้มกับท่านตัวท่านต้องยิ้มให้ก่อน
แม้ว่าตัวเขาจะไม่อยากให้ท่านรักหรือยิ้มให้
หรือเขาไม่ได้อยากถูกรักอยากรับยิ้มของท่าน
แต่ธรรมชาติของมนุษย์ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
ท่านไม่ต้องทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นยากก็ได้
กระบวนการสั่นสะเทือน 5 ขั้นตอนของจิต
ในข้อสามนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า “เวทนาขันธ์”
เมื่อจิตหยาบของท่านเกิดการรับรู้แล้วรับเอา
จนเกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นกิเลสขึ้นนั่นเอง
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าเมื่อใดก็ตาม
ที่จิตหยาบของท่านสั่นสะเทือนเป็นกิเลสขึ้น
เมื่อนั้น #ตัณหา คือ “ความอยากไม่อยาก”
มันก็จะเกิดขึ้นตามมาในฉับพลันทันทีเลย
หรืออาจกล่าวได้ว่า #ตัณหาคือเงาของกิเลส
หากจิตไม่เกิดกิเลสตัณหาก็จะไม่บังเกิด
ถ้ากิเลสดับตัณหานั้นก็จะดับตามไปด้วย
พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนมนุษย์
ให้นิพพานกิเลสคือดับเวทนาขันธ์ก่อนตาย
เป็นการตัดไฟโลกียะให้หมดสิ้นตั้งแต่ต้นลม
โดยแดนนิพพานที่ว่านี้มันอยู่ที่จิตของท่าน
ไม่ใช่บนสวรรค์มายาตามที่นักบวชชราสอนไว้
ถ้ามนุษย์นิพพานกิเลสได้หมดสิ้น
จะนิพพานกรรมทุกรูปแบบได้ทั้งหมด
จะนิพพานการมีสังสารวัฏได้อีกต่างหาก
อีกทั้งจิตวิญญาณยังจะเป็นอมตะได้ด้วย
ถึงวันนั้นภารกิจทางจิตวิญญาณของท่าน
มีเพียงอย่างเดียวคือ #นอนหลับเป็นตาย
ท่านจะอยู่อย่างสงบได้บนกองไฟแห่งโลกียะ
บัดนี้โลกสิ้นยุคพลังงานเก่า
จิตหยาบจะต้องพาจิตวิญญาณของท่าน
หลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตากันเสียที
จะมัวทำพิรี้พิไรต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
11/07/2569
