นั่งสมาธิไม่ใช่เอกลักษณ์ของชาวพุทธ


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


จงอย่าเข้าใจผิดคิดไปเองว่า...

การนั่งกรรมฐานของพระหรือนักบวช

ที่พวกท่านปฏิบัติทำกันอยู่เป็นประจำนั้น

มันคือรูปแบบในการ #นั่งสมาธิ ของชาวพุทธ

ซึ่งนักบวชในสายพระวัดป่าเป็นผู้เผยแพร่


บางคนยังเข้าใจกันไปเองอีกด้วยว่า

ถ้าเป็นพระพุทธหรือว่าเป็นชาวพุทธแล้ว

ทุกคนจักต้องเชี่ยวชาญในการนั่งสมาธิ

จน “สมาธิ” กลายเป็นเอกลักษณ์ของพุทธไป

ซึ่งแท้จริงแล้วการนั่งสมาธิมิใช่เอกลักษณ์


เพราะการนั่งสมาธิที่พวกท่านรู้เห็นกันอยู่นั้น

พระพุทธองค์ทรงเป็นต้นแบบในการปฏิบัติ

โดยทรงนั่งปิดอายตนะแสวงหาความสงบวิเวก

เพื่อปิดกั้นสิ่งเร้าจากภายนอกมิให้ผ่านเข้าไป

กระทบสัมผัสกับจิตที่เป็นอายตนะภายใน

ขณะที่พระองค์ทรงมีประเด็นขบคิดพิจารณา

อยู่ในพระจิตของพระองค์อยู่แล้ว


พระองค์ทรงทราบดีว่า

จิตหยาบของมนุษย์หรือจิตสามนึกนั้น

แม้มันจะมีให้พระองค์ใช้อยู่ถึง 3 ตัวนึกก็ตาม

แต่ความสามารถในการนึกเพื่อการคิดรู้นั้น

พระองค์จะทรงนึกคิดพร้อมกันทีเดียวไม่ได้

ทรงต้องเลือกระหว่างนึกออกนึกเอานึกเองว่า

ขณะนั้นจะทรงเลือกแบบไหนในการคิดกันแน่


นอกจากนั้น

ไม่ว่ามนุษย์จะเลือกนึกออกนึกเอาหรือนึกเอง 

ถ้าจะสร้างประเด็นในการคิดของสมองแล้ว

พวกท่านยังจะต้อง #นึกคิดทีละเรื่อง เท่านั้น

โดยจะนึกคิดพร้อมกันทีเดียวหลายเรื่องไม่ได้


เพราะเหตุนี้เอง

พระพุทธเจ้าจึงทรงเลือกปิดหน้าต่างทั้งห้าไว้

ด้วยการปิดหูไม่ฟังใครคือนั่งปฏิบัติคนเดียว

ด้วยการปิดตาหรือหลับตาไม่ให้เห็นสิ่งเร้า

ด้วยการนั่งอยู่นิ่งเฉยไม่สัมผัสกายกับสิ่งใด

ด้วยการวางเฉยกับกลิ่นไอของธรรมชาติ

ด้วยการอยู่กับตนเองโดยไม่พูดจากับใคร


เป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้จิตในปัจจุบันขณะ

ไม่มีสิ่งเร้าจากภายนอกแปลกๆใหม่ๆที่สัมผัสได้

ถูกส่งผ่านเข้าไปกระทบจิตให้วุ่นวายเพิ่มขึ้นอีก

พระองค์จึงทรงเลือกที่จะกำหนดจิตปัจจุบันไว้

เพื่อให้นิ่งสงบแล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งเดียวที่เลือก

ตามแนวทางในการนึกคิดทีละเรื่องนั่นแหละ


ทรงปฏิบัติทำเช่นที่เราว่ามานี้

เพื่อเป้าหมายสำคัญสูงสุดอยู่สองประการ คือ


#ประการแรก

เพื่อบังคับจิตของพระองค์ให้อยู่ในความสงบ

เพราะอุปนิสัยของจิตทั้งสามตัวนึกนั้น

มันจะหยุดนิ่งไม่ได้จะนึกนั่นโน่นนี่ตลอดเวลา

ยิ่งสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้าผ่านอายตนะทั้งห้าแล้ว

จิตมนุษย์จะเกิดอาการ “สารพัดนึก” เลยทีเดียว


ถ้าจิตของท่านนึกพร้อมกันทีเดียวหลายเรื่อง

พลังอำนาจของจิตที่จะไปสั่นสะเทือนสมอง

เพื่อสร้างกระบวนการคิดนั้นจะด้อยประสิทธิผล

การเจียระไนผลึกแห่งการคิดด้วยจิตของท่าน

จะเกิดผลึกที่สวยงามเป็นหลายเหลี่ยมมุมมิได้

ซึ่งมันจะเป็นความจริงในทางปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อ

ก่อนจะสร้างกระบวนการในการคิดพิจารณานั้น

พระองค์ต้องทรงสร้างพลังอำนาจทางจิตก่อน


วิธีปฏิบัติก็คือทรงทำให้อายตนะพิการชั่วคราว

เพื่อปิดกั้นสิ่งเร้าจากภายนอกเอาไว้มิให้รบกวน

คงมีแต่ประเด็นเดียวที่ทรงกำหนดนึกเอาไว้แล้ว

ทำให้จิตหยาบที่มีอยู่ทั้งหมด 189 กลุ่มนั้น

รวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อคิดเพียงเรื่องเดียว

ตามคุณสมบัติธรรมชาติของจิตกับสมองนั่นเอง


การปฏิบัติทำในขั้นตอนแรกนี้

พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า #สมถะกรรมฐาน

เป้าหมายก็คือการทำให้จิตหยาบมีพลังสูงสุด

โดยมีหน่วยวัดพลังอำนาจจิตเป็น #ฌาน

เพื่อจะนำไปใช้สร้างกระบวนการคิดด้วยสมอง

ซึ่งของแถมที่ได้จากขั้นตอนนี้ก็คือ #จิตสงบ

จนเกิดอาการโปร่งโล่งสบายทำให้ติดอกติดใจ

บ้างก็หลับไหลไปในกรรมฐานขั้นนี้ก็มีมาก


#ประการที่สอง

เป้าหมายถัดมาเมื่อเข้าถึงสมถะกรรมฐานแล้ว

พระพุทธเจ้าเรียกขั้นนี้ว่า #วิปัสสนากรรมฐาน


เมื่อจิตสงบเย็นเป็นสมถะตามต้องการได้แล้ว

ขั้นตอนที่แท้จริงของกรรมฐานขั้นสุดยอดก็คือ

การนำเอาประเด็นที่จิตตนกำหนดนึกเอาไว้แล้ว

ขึ้นมาขบคิดพิจารณาเพื่อหาคำตอบที่ต้องการ


ถ้าใช้สมองซีกซ้ายนำซีกขวาในการคิดแล้ว

พระองค์จะทรงใช้หลักคิดแบบ #อิทัปปัจจยตา

ซึ่งเป็นหลักการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล

ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสัจธรรมระดับโลกียะธรรม

ก่อนที่จะทรงนำ “โลกียะธรรม” นั้นมาสังเคราะห์

ให้เป็น “อนุตรธรรม” ด้วยการคิดให้เห็นภาพ

เพื่อทำความเข้าใจสัจธรรมนั้นก่อนนำไปปฏิบัติ

ให้เป็นรูปธรรมแท้จริงกันต่อไป


พระพุทธเจ้าทรงเรียกความสามารถทางปัญญา

จากการปฏิบัติทำด้วย “วิปัสสนากรรมฐาน” นี้ว่า

#ญาณ หรือ “ปัญญาญาณ”


การบรรลุธรรมในการแก้ไขปัญหาใดๆได้ผล

ด้วยความฉลาดของสติปัญญาสมองซีกซ้าย

กับความฉลาดของปัญญาญาณสมองซีกขวา

หลายคนรวมเรียกมันว่า #เกิดปัญญาวิมุตติ


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า

ปฏิบัติการทางจิตปัญญาทั้งสองขั้นตอนนี้

พระเจ้าทรงเรียกว่า #ปฏิบัติการทางเทคนิค


ใครจะเลือกปฏิบัติสมถะกรรมฐาน

เพื่อทำให้จิตที่วุ่นวายกลายเป็นสงบก็ได้

หรือจะต่อยอดไปสู่ขั้นวิปัสสนากรรมฐาน

เพื่อการใช้จิตปัญญาของสมองเต็มรูปแบบก็ได้


เรากล่าวมาถึงขั้นตอนนี้แล้ว

เพียงเพื่อจะบอกต่อท่านทั้งหลายว่า

กรรมฐานทั้งสองขั้นตอนดังกล่าวมานี้

ต้องปฏิบัติทำอย่างต่อเนื่องแบบพระพุทธเจ้า

ถ้าล้มเหลวในขั้นสมถะกรรมฐานแล้ว

ท่านจะไปต่อในขั้นวิปัสสนากรรมฐานไม่ได้แน่


จึงขอเตือนสติท่านทั้งหลายว่า

การปฏิบัติทำด้วยการนั่งกรรมฐานนั้น

ท่านจะนิพพานกิเลสไม่มีทางได้

ถ้าท่านกำหนดนึกไม่เป็นและคิดรู้ไม่เป็น


การแอบหลับคากรรมฐานก่อนการบรรลุธรรม

การเข้าใจผิดคิดว่านั่งกรรมฐานเป็นประจำแล้ว

ชาตินี้ท่านผู้นั้นจักเข้าถึงนิพพานได้แน่นอน

เราขอบอกว่านั่นมันไม่ใช่สัจจะจงอย่าไปเชื่อ


การที่ฝรั่งต่างชาติหันมาสนใจเรื่องกรรมฐาน

ซึ่งเป็นวิชาของพระพุทธเจ้าที่เรากล่าวมานั้น

ก็เพราะพวกเขาถึงทางตันทางด้านจิตวิญญาณ

จึงต้องการศึกษาเรียนรู้ทางสายพุทธดูบ้างว่า

จะสามารถให้คำตอบที่เขาต้องการได้หรือไม่


ถ้าพวกท่านยังไม่สามารถตั้งคำถามตัวเอง

ในการสร้างกระบวนการคิดด้วยจิตปัญญา

เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบแท้จริงที่ต้องการแล้ว

โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่เป็นฆราวาส

ยังมีครอบครัวมีภารกิจในชีวิตประจำวันต้องทำ

ท่านหันมาใช้การปฏิบัติ #ธรรมชาติสมาธิ

ไม่ต้องแกล้งทำเป็นอายตนะพิการเหมือนพระ

จะถูกจริตและเหมาะสมดีงามมากกว่าไหม


เพราะการทำตนเป็นสัตว์สังคมนั้น

เมื่อเผชิญกับเงื่อนไขใดๆที่เป็นปัญหาในชีวิต

ปัญหาเหล่านั้นมันจะมีประเด็นให้ท่านหยิบคิด

โดยไม่ต้องมานั่งนึกมโนเอาเองด้วยซ้ำไปว่า

ท่านจะเอาอะไรมานึกเอาอะไรมาคิดให้ว้าวุ่น

สถานการณ์นั้นๆมันจะช่วยกำหนดให้ท่านเอง


ลองคิดดูเถิดว่ากว่าเด็กจะอ่านออกเขียนได้

มีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่ต้องไปโรงเรียน

ฝึกทักษะการเขียนอ่านด้วยประสบการณ์จริง

แม้ฝึกนั่งกรรมฐานอยู่คนเดียวจนจิตสงบได้

พอถูกใครยั่วยวนกวนประสาทเข้าให้นิดหน่อย

ถ้าจิตไม่ตกสติไม่แตกได้แล้วค่อยมาว่ากันนะ


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

03/07/2569