พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
การปฏิบัติกรรมฐานสมาธิสายพระวัดป่า
วิชาของพระพุทธเจ้าด้วยความไม่เข้าใจนั้น
แทนที่จะเป็นคุณมันก็จะกลายเป็นตรงข้ามไป
ไม่ต่างจากการใช้มีดที่เป็นของมีคมนั่นแหละ
หากใช้ไม่เป็นหรือว่าใช้อย่างไม่ระวังแล้ว
ผลเสียหรือผลร้ายจากมีดนั้นมันจะเกิดขึ้นได้
กรรมฐานสมาธิซึ่งเป็นปฏิบัติการทางเทคนิค
มีผู้จัดตั้งขึ้นนอกวัดในวัดทั้งพระทั้งฆราวาส
ที่พบเห็นกันทั่วไปในสังคมอย่างมากมายนั้น
เป็นตัวชี้วัดใน “ศรัทธานิยม” มิใช่ปัญญานิยม
โดยมีพระศาสนาเป็นแกนกลางแห่งศรัทธา
ซึ่งฝ่ายนักบวชจะคอยขับเคลื่อนอยู่ข้างหลัง
เพราะเนื้อแท้แล้วฝ่ายชาวบ้านหรือฆราวาส
ผู้รอบรู้สัจธรรมน้อยกว่าจะเป็นผู้ตามทั้งสิ้น
เพราะว่านักบวชสายกรรมฐาน
มีพลังฌานหรือพลังจิตแก่กล้าจากการฝึก
จึงเข้าถึงผลลัพธ์เบื้องต้นจนประจักษ์ได้
ในสองประการต่อไปนี้ คือ
1.เห็นว่า “สมถะกรรมฐาน”
ช่วยทำให้จิตที่ไม่สงบคือกำลังว้าวุ่นอยู่นั้น
พลันนิ่งสงบลงเพราะว่างจากสิ่งว้าวุ่นนั้นได้
ขณะที่นั่งปิดอายตนะแสร้งทำเป็นพิการอยู่
จนเกิดความโปร่งโล่งเบาสบายหายเครียด
ทำให้จิตได้มีเวลาพักผ่อนหย่อนคลายบ้าง
คนที่เป็นฆราวาสอันหมายถึงผู้ครองเรือน
ตลอดทั้งวันจะต้องคลุกคลีอยู่กับอาสวะกิเลส
จนหลีกหนีความวุ่นวายทางโลกด้านกายภาพ
กับเลี่ยงความว้าวุ่นทางจิตด้านแก่นแท้ไม่ได้
หากทุกคนสามารถปฏิบัติสมถะกรรมฐานได้
ก็จะเป็นประโยชน์แก่คนปฏิบัติอยู่ไม่น้อยเลย
นี่จึงเป็นเหตุผลข้อหนึ่งซึ่งผู้สร้างสำนักใช้กัน
ในการผลักดันให้เกิดสำนักธรรมกรรมฐานขึ้น
แน่นอนว่าย่อมถูกใจ “ชาวบ้าน”
เพราะว่าตรงความต้องการของผู้บริโภคพอดี
วัดไหนไม่มีการฝึกสอนให้นั่งกรรมฐานแล้ว
ญาติโยมจะไปถือศีลปฏิบัติธรรมที่นั่นน้อยลง
ทำไปทำมาชาวบ้านกับพระหลงผิดกันเองว่า
กรรมฐานสมาธิคือแนวทางปฏิบัติของศาสนา
จากเหตุแห่งการมี “ศรัทธานิยม” นี่ไง
แทนที่จะไปวัดเพื่อช่วยทะนุบำรุงพระศาสนา
ไปวัดเพื่อถวายจตุปัจจัยไทยทานให้พระสงฆ์
เพื่อช่วยเหลือด้านการดำรงอยู่ของนักบวช
โดยมีค่าตอบแทนเป็น #สัจธรรมของศาสดา
กับความฉลาดทางสติปัญญาให้แก่ชาวบ้าน
ได้ถือออกมาจากวัดให้สมกับที่เป็น #พุทธะ
แต่โยมได้ “ยานอนหลับ” กลับบ้านไปแทน
เพราะสถานธรรมเกือบทั้งหมดนั้น
มีการฝึกกรรมฐานให้ชาวบ้านไม่ต่อเนื่อง
เพราะว่าน้อยรายที่มีเวลาไปปฏิบัติสม่ำเสมอ
ปฏิบัติการทางเทคนิคสำหรับโยมทั้งหลาย
จึงปฏิบัติกันได้ไม่ครบถ้วนไม่สมบูรณ์แบบ
เนื่องจากมีเงื่อนเวลาในการฝึกทำที่จำกัด
ชาวบ้านจึงฝึกกันแต่ขั้น “สมถะกรรมฐาน”
เพื่อเอาผลกันแค่สุขสงบได้ชั่วคราวเท่านั้น
แต่ขณะที่รู้วิธีทำให้จิตของตน
มีสุขภาวะที่ดีขึ้นได้จากสมถะกรรมฐานแล้ว
การไปวัดปฏิบัติธรรมโดยเน้นแต่พลังจิตนั้น
ขณะที่จิตวิญญาณแก่นแท้ของพวกท่าน
ยังต้องการให้จิตหยาบก็คือตัวของท่านเอง
สามารถใช้สติปัญญาของสมองสองซีกด้วย
เมื่อไปวัดปฏิบัติธรรมได้แต่พลังจิตกลับไป
แต่ไม่ได้รับพลังทางปัญญาติดไปด้วยแล้ว
การเป็นพุทธะของท่านจะเกิดผลไม่ได้เลย
ต้นทุนทางปัญญาแต่เดิมมีอยู่เท่าไหร่
ชาวบ้านทั้งหลายก็ยังมีใช้กันอยู่เท่านั้น
ไม่ต่างจากเด็กๆที่ขยันไปโรงเรียนนั่นแหละ
แม้จะไปโรงเรียนอยู่เป็นประจำไม่เคยขาด
แบกขนตำราไปโรงเรียนแล้วหอบกลับบ้าน
แบกกันทุกวันจนหลังแอ่นเพราะว่ามันหนัก
เมื่อแบกภาระคือตำราที่หนักจึงเหนื่อยหอบ
เลยเปลี่ยนจากแบกขนเป็นหอบตำราแทน
2.ผู้สอน “สมถะกรรมฐาน” เอง
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายของนักบวชนักพรต
ที่ตนเองก็มุ่งปฏิบัติทำกันอยู่เป็นประจำ
ปฏิบัติกันด้านเดียวจน “ธรรมะ” ขาดพร่อง
เพราะมีพลังอำนาจจิตจูงใจให้ไปทางนั้น
พระพุทธเจ้าจึงทรงเตือนสงฆ์สาวกว่า
อย่านำเอาพลังจิตที่เป็นผลจากกรรมฐาน
ไปแสดงอุตริปาฏิหาริย์อวดชาวบ้านเด็ดขาด
แต่ครูสอนกรรมฐานที่เป็นนักบวชส่วนใหญ่
แม้จะมิใช่พระสงฆ์องคเจ้าทุกรูปก็เถอะ
พระก็เป็นนักมนุษย์คนหนึ่งกับเขาเหมือนกัน
ในสภาวะจิตของปุถุชนและวิญญูชนนั้น
ล้วนไม่มีใครรอดจากการถูกกิเลสครอบงำเลย
เมื่อฤทธิปาฏิหาริย์ปรากฏเกิดขึ้นในตนเอง
จากการฝึกฝนสมถะกรรมฐานถึงฌานสี่ได้
การหลงตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษจึงบังเกิด
เมื่อแสดงมันออกมาต่อสายตาของชาวบ้าน
ผลก็คือปรากฏการณ์นั้นก็ยั่วกิเลสชาวบ้านต่อ
ศาสนาจึงเสื่อมเพราะสร้างพุทธศาสนิกไม่ได้
เพราะเน้นแต่การสร้างศรัทธาโดยละทิ้งปัญญา
ชักพาให้ผู้คนส่วนใหญ่งมงายฝักใฝ่อุตริแทน
นักบวชใช้กิเลสเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนกันเอง
โดยขาดสติคือไม่รู้ตัวว่าตนนั้นทำพลาดแล้ว
ตามที่เรากล่าวไว้แล้วว่า
กรรมฐานขั้นสุดท้าย คือ #วิปัสสนากรรมฐาน
ผู้จะปฏิบัติตามแบบพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัตินั้น
ถ้าไม่นำเอาข้อธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบไว้
มาทำการ “ขบคิด” หรือพิจารณาให้รู้แจ้งแล้ว
วิปัสสนากรรมฐานก็หามีประโยชน์อันใดไม่
กล่าวง่ายๆก็คือแม้ท่านจะมีพลังจิตสูงพอแล้ว
แต่ยังตั้งคำถามตนเองไม่เป็นหาประเด็นไม่ได้
จัดเรียงลำดับความคิดของตนก็ยังไม่เป็นเลย
ประโยชน์ใหญ่ของกรรมฐานของพระพุทธเจ้า
ที่เข้าถึงโลกียะธรรมด้วยสติปัญญาเบื้องต้น
ในเรื่องของ #อริยะสัจสามกับมรรคแปด ได้
พระกรรมฐานรูปธรรมนั้นไม่มีวันบรรลุได้เลย
เพราะมีพลังจิตแต่ขาดพลังอำนาจทางปัญญา
ทั้งชาวบ้านผู้เป็น “นักทำ” และนักบวช
แม้จะถือศีลกินเจปฏิบัติทำกันอยู่เป็นประจำ
รวมทั้งถือเอากรรมฐานที่เป็นเทคนิคสมาธิ
เป็นหมายสำคัญของศาสนาว่าต้องยึดปฏิบัติ
แต่ปล่อยให้มารภายในคือกิเลสเข้ามาแทรก
รวมทั้งเข้าไม่ถึง “ของดี” ที่แฝงเร้นอยู่ในนั้น
เพราะการฉุกคิดว่าจิตวิญญาณมนุษย์เป็นใคร
มาจากไหน มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม
มาเกิดแล้วมนุษย์มีหน้าที่จะต้องทำสิ่งใดบ้าง
ยังเป็นปัญหาที่ทั้งพระทั้งโยมต้องมีคำตอบ
การปฏิบัติกรรมฐานนั้น
ผู้ปฏิบัติจะต้องนิพพานกิเลสให้สิ้นก่อน
เมื่อจิตว่างจากกิเลสที่เป็นมารภายในได้แล้ว
มนุษย์จึงจะเข้าถึงคำตอบในคำถามนั้นๆได้
แต่ในการปฏิบัติกรรมฐานของพวกท่านนั้น
คำตอบเดียวที่ได้คือ #ความสุขสงบ
ความสุขสงบเป็นแค่ #ผลพลอยได้
จากการอดทนนั่งปฏิบัติกรรมฐานเท่านั้นเอง
แต่ผลลัพธ์โดยตรงที่เกิดขึ้นก็คือพลังฌาน
ซึ่งพระผู้ปฏิบัติกรรมฐานมักนำไปใช้ผิดทาง
เพราะกิเลสมารภายในชักพาให้ทำแนวอุตริ
ด้วยการแสดงคุณวิเศษจึงหลงทางนิพพานไป
ส่วนชาวบ้านผู้ต้องการหลุดพ้นทั้งหลาย
จะเป็นฝ่ายที่น่าสงสารมากที่สุดในจักรวาล
ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนจิ้งหรีดในขวดโหล
ที่ถูกมารภายในคือกิเลสกับสิ่งเร้าภายนอก
คอยชักจูงยั่วยุเย้ายวนให้จิตตกสติแตก
ทั้งยังมีมารภายนอกคือผีโสโครกคอยปั่นหัว
เพราะนักทำทั้งหลายขาดสติปัญญานั่นเอง
พวกมารจึงยืมมือคนนำทางตาบอดบางคน
มาช่วยกัน “ปั่นหัว” มนุษย์โลกส่วนใหญ่
ให้หลงผิดโดยบิดเบือนคำสอนพระศาสดา
จนมนุษย์กับโลกมีปัญหาใหญ่อยู่ในขณะนี้
ทั้งที่มนุษย์กับโลกสิ้นยุคพลังงานเก่าไปแล้ว
แต่พวกท่านยังไม่มีปณิธานแห่งนิพพานเลย
แถมหลายคนยังไม่รู้ด้วยว่าตนนั้นมีจิตหยาบ
ทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณผู้มาเกิดด้วยซ้ำไป
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
08/07/2569
