สวัสดีกันวันพฤหัสบดี​ 17/09/2026

สวัสดีกันวันพฤหัสบดี

Good Morning Thursday


ศาสดาที่มาจากพระเจ้า

เล่าเรื่องในมิติของจิตวิญญาณได้

เพราะทรงรับสื่อพระโอวาท

ในแบบจิตสู่จิตตรงมาจากพระเจ้า

เพื่อเล่าเรื่องลูกสมัยเด็กให้ฟัง


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

มารหลอกมนุษย์ให้กลัวทุกข์ทำไม (ภาค 2)


 #มารหลอกมนุษย์ให้กลัวทุกข์ทำไม?

(ภาค 2)

 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


พระโอวาทบทนี้เราจะกล่าวต่อไปอีกว่า

มารพวกนี้หลอกมนุษย์ให้กลัวทุกข์กันทำไม


3.เพื่อใช้คนนำทางตาบอดเป็นกรรมกรแสงให้

เพราะจิตวิญญาณผีโสโครกไม่มีกายหยาบแล้ว

ไม่อาจหากินเองและเสพสิ่งที่อยากกินเองได้


สิ่งที่พวกท่านจะสังเกตได้ก็คือ

พวกคนนำทางตาบอดที่เป็นระดับเกจิดังๆนั้น

ส่วนใหญ่จะเชี่ยวชาญลือชาทางด้านมืดทั้งนั้น

เช่นเป็นพวกลงเลขเสขยันต์ปั้นพระเครื่องดูดวง

สะเดาะเคราะห์ล้างซวยให้หวยแม่น เป็นต้น

ไม่มีสาวกชื่อดังของพระศาสดารูปธรรมไหนเลย

ที่โด่งดังได้เพราะว่าเชี่ยวชาญด้านธรรมเทศน์


เมื่อจิตวิญญาณผีโสโครกสั่งยกเลิก

คนนำทางตาบอดชราประดาเกจิพวกนี้ทิ้ง

โดยเปลี่ยนมาใช้กรรมกรแสงหนุ่มสาวรุ่นใหม่

ที่สนใจเรื่อง “ลี้ลับ” แนวจักรวาลวิทยาแทน

เช่น สนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องพลังงาน

เรื่องพลังจิต เรื่องของจิตวิญญาณ เป็นต้น

ผีโสโครกจึงเลือกใช้เรื่องเหล่านี้มาจูงใจกัน

โดยยึดเอาเรื่อง “กรรมฐาน” ไว้เป็นงานหลัก

เพราะเป็นธรรมะแบบเก่าที่คนรุ่นใหม่เสพง่าย


ดังนั้น

ทุกวันนี้จะมี “เจ้ากู” ผู้โด่งดัง

ที่ถูกผีโสโครกเลิกใช้งานจนถูกเผาบ้านทิ้ง 

ถูกกระชากหน้ากากออกมาให้เห็นกันทีละคน

ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้มีพฤติกรรมที่คาดไม่ถึง

เช่น จะเป็นนักบวชประเภทที่กินหรูอยู่สบาย

เป็นนักบวชที่ปากกว้าง “อมเงินวัด” นับร้อยล้าน

เป็นนักบวชที่มีฤทธิ์เดชเป็น “จอมขมังเวทย์” 

เป็นนักบวชชราประเภทที่มี “พลังทางเพศสูง”


คนนำทางตาบอดชราเหล่านี้

จะค่อยๆถูกเลิกใช้ไปทีละคนสองคน

โดยมารจะยืมมือ “สีกา” ชำระพระพวกนี้ทิ้งไป

แล้วหันไปหาคนรุ่นใหม่มาใช้งานแทน

ซึ่งทุกวันนี้พวกมารกำลังดำเนินการกันอยู่

ยังมีพระชราชื่อดังจะเสียท่ามารตามมาอีก

ทั้งวิชามูหรือวิชามารจะเผยแพร่กันมากยิ่งขึ้น


คนรุ่นใหม่ที่มีหน้าตาละอ่อน

จะออกมาทำตนเป็นคนสอนธรรมกันมากมาย

“ความธรรม” สาระธรรมที่นำออกมาสอนกันนั้น

แม้ตั้งใจฟังดูอยู่ตั้งนานกลับยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ

ไม่รู้ว่านางพวกนั้นหล่อนสอนว่าอะไรเป็นอะไร

ที่รับรู้ได้ก็เป็นเพียงนิยายน้ำเน่าของผีโสโครก

ที่ปั้นแต่งมันขึ้นมาเพื่อหลอกลวงโลกนั่นแหละ

อุบายที่มารใช้ก็คือ “ในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง”

ซึ่งมารเคยใช้กลยุทธนี้ได้ผลกับคนชรามาแล้ว


สาเหตุที่หลอกว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นทุกข์

เพราะเห็นว่าพระศาสดาสอนเรื่องไตรลักษณ์ไว้

ซึ่งเป็นข้อธรรมที่ชาวบ้านเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก

พวกมารจึงหยิบฉวยเอามาใช้เป็นเครื่องมือ

โดยใช้วิธีส่งเสียงสั่งเข้าไปในหัวขณะนั่งสมาธิ


คนนำทางตาบอดที่นั่งปิดอายตนะอยู่เมื่อได้รู้ 

จึงเก็บจำแล้วนำเอามาสอนญาติโยมกันต่อว่า

กฎแห่งไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้าที่กล่าวไว้

เป็นสิ่งที่ทรงยืนยันว่ามนุษย์เกิดมานั้นมีทุกข์

เพราะประกอบด้วยอนิจจังทุกขังอนัตตาไงล่ะ


แถมยังหลอกคนนำทางตาบอดให้มาหลอกต่อ

ด้วยสัจธรรมเรื่อง “อริยสัจสี่” อีกหนึ่งบทใหญ่

โดยหลอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมข้อนี้ไว้

ทั้งที่พระองค์ตรัสรู้ “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร”

ซึ่งเป็นสัจธรรมที่สำคัญมากยิ่งกว่านั้นเสียอีก

พวกผีโสโครกจึงเป็นผู้ชักใบให้เรือเสียกันชัดๆ


จะโทษคนนำทางตาบอดว่าหูเบาโง่ง่ายก็ไม่ได้

เพราะโง่มาตั้งแต่ปิดอายตนะทั้งห้าของตนไว้

จึงไม่อาจรับรู้เพื่อเรียนรู้ความจริงของโลกได้

เท่าที่มนุษย์นั้นควรจะเป็นกันมาแล้วนั่นแหละ


(โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

16/09/2569


#เปิดค่าการมองเห็น

#อนุญาตให้แชร์ได้

มารหลอกมนุษย์ให้กลัวทุกข์ทำไม

 #มารหลอกมนุษย์ให้กลัวทุกข์ทำไม?


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


เมื่อท่านรับรู้เพื่อเรียนรู้กันไปแล้วว่า

“มาร” เป็นศัตรูของมนุษย์โลกที่ไร้ตัวตน


โดยมารพวกนี้เป็นพวกจิตวิญญาณหรือผี

ที่เดิมเคยเป็นสิ่งมีชีวิตจากเผ่าดาวเผ่าหนึ่ง

ที่เข้ามาตายเพราะน้ำท่วมโลกในยุคโนอาห์

เมื่อตายแล้วก็กลับบ้านเกิดแดนสุญตาไม่ได้

เป็นเพราะว่าจิตวิญญาณของพวกเขาเหล่านี้

ไม่ได้ถือพันธะสัญญาหกติดตัวมาเกิดด้วย


พระโอวาทบทนี้เราจะกล่าวต่อไปอีกว่า

มารพวกนี้หลอกมนุษย์ให้กลัวทุกข์กันทำไม


1.เพราะว่าพวกเขาจมน้ำตายกันบนโลกนี้

จนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไม่สามารถสืบทอดกันได้อีก

เหตุเพราะว่าพวกเขาเผ่านี้มีแต่เพศผู้หรือตัวผู้

ไม่เคยมีเพศเมียหรือตัวเมียที่พระเจ้าสร้างไว้


เหตุที่ต้องมาตายทั้งหมดบนโลกนี้

ก็เพราะพวกเขามีปีกบินได้เหมือนนกยักษ์

บินข้ามเผ่าดาวเข้ามาสมสู่กันกับมนุษย์โลก

จึงถูกชำระทิ้งด้วยภัยพิบัติจาก “น้ำท่วมโลก”


เมื่อตัวผู้ตายหมดแล้วจะเกิดใหม่อีกก็ไม่ได้

เหตุเพราะพ่อพันธุ์ตัวผู้ไม่มีให้ทำพันธุ์อีกแล้ว

จิตวิญญาณพวกนี้จึงยังนัวเนียนุงนังอยู่ที่โลก

ในฐานะของผู้คุ้นเคยนั่นแหละ


2.พวกนี้ต้องการใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือของตน

เพราะว่าตนเองนั้นเหลือแต่จิตวิญญาณมิติเดียว

ไม่มีกายหยาบหรือกายสังขารใช้เหมือนเดิมแล้ว

เวลาที่หิวโหยกระหายหรือเกิดความใคร่ขึ้นมา

ก็สนองความต้องการตามสัญชาติญาณนั้นไม่ได้


ตัวอย่างเช่น

การหลอกลวงให้มนุษย์จัดหาเครื่องเซ่นไหว้

จำพวกอาหารคาวหวานต่างๆให้เป็นเครื่องบูชา

เพื่อแลกเปลี่ยนกันกับบางสิ่งที่มนุษย์ต้องการ

ซึ่งจิตวิญญาณพวกนี้ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้

อันเป็นที่มาของวิชามืดที่พระศาสดาไม่ส่งเสริม

โดยแรกๆที่ใช้อุบายนี้หากินกับมนุษย์โลกนั้น

เป็นไปเพื่อต้องการสนองสัญชาติญาณตนเอง

ซึ่งเป็นความหิวโหยและกระหายที่ยังคงมีอยู่


ต่อมาแม้กระทั่งความใคร่ในกาม

จิตวิญญาณของผีพวกนี้ก็พบว่าตนก็ดับไม่ได้

จึงต้องใช้วิชามารเข้ามาแฝงในร่างของมนุษย์

เพื่อการเสพกามโดยเลือกใช้คนนำทางตาบอด

เป็นเครื่องมือในการประกอบกามกิจของตน

เพราะว่าอาการจากสัญชาตญาณทั้งหลายนั้น

รวมทั้งสิ่งที่เป็นกิเลสตัณหาราคะต่างๆด้วย

เมื่อเกิดแล้วจักต้องมีการตอบสนองมันเท่านั้น

ถ้าไม่มีการตอบสนองแล้วมันจะดับไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า #ความใคร่ นั่นเอง


ถ้าท่านหิวท่านจึงต้องรับประทานดับหิว

ถ้าท่านกระหายท่านจึงต้องดื่มน้ำดับกระหาย

ถ้าท่านเหนื่อยล้าท่านจึงต้องพักผ่อน

ถ้าท่านง่วงหาวท่านจึงต้องหลับนอน

ถ้าท่านเกิดความใคร่จึงต้องบำบัดความใคร่


อาการทั้งหลายที่เรากล่าวมาเหล่านี้

เป็นเรื่องของความอยากจากสัญชาตญาณ

ที่ต้องการ “บำบัด” ซึ่งเป็นธรรมชาติกันทั้งสิ้น

ไม่มีใครห้ามความหิวกระหายของตนเองได้

เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจิตวิญญาณจะสั่งก้านสมอง

ให้สั่งเครื่องยนต์แห่งกรรมตอบสนองมันเสมอ

ซึ่งพระผู้สร้างทรงออกแบบให้จิตวิญญาณ

เป็นผู้กำกับควบคุมดูแลสัญชาตญาณเหล่านี้

เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของจิตสามนึกให้น้อยลง

อีกทั้งเพื่อป้องกันจิตสามนึกที่อาจเหลวไหล

ทำให้เครื่องยนต์แห่งกรรมคือกายหยาบตายได้


ดังนั้น

เมื่อเกิดความใคร่จากสัญชาตญาณแล้ว

มนุษย์จึงต้องมีการตอบสนองมันเสมอ

การตอบสนองสัญชาตญาณก็คือการบำบัด

เพื่อที่จะดับสัญชาตญาณนั้นๆนั่นแหละ

การตอบสนองนี้จึงเป็นไปเพื่อการมีชีวิตรอด


ส่วนการตอบสนองความอยากแบบอื่น

เช่น ความอยากซึ่งมีฐานกำเนิดมาจากกิเลส

ที่ถูกบิดเบือนเบี่ยงเบนมาจากสัญชาตญาณ

มันเป็นคนละอาการกับที่เรากล่าวมาแล้วนั้น

จงระวังไว้อย่าได้เอาไปปะปนกันเด็ดขาด

เพราะความอยากประเภทที่ว่านี้มันคือตัณหา

ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเวทนาหรือความรู้สึก

โดยความรู้สึกชอบไม่ชอบได้จากการปรุงแต่ง

ไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณแต่อย่างใด


ด้วยเหตุนี้เอง

พระศาสดาจึงไม่ทรงอนุญาตให้

ผู้หญิงบวชเป็นพระภิกษุณีอยู่ที่วัดกับภิกษุชาย

เพราะความใกล้ชิดกันจะกระตุ้นสัญชาตญาณ

ทางด้านกามคุณของทั้งสองเพศให้เกิดขึ้น

ซึ่งเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง


ท่านเห็นหรือไม่ว่า...

พวกคนนำทางตาบอดชื่อดังตั้งหลายราย

นอกจากจะทำผิดฉาวเรื่องยักยอกเงินวัดแล้ว

ยังมีข่าวฉาวโฉ่เรื่องมั่วสีกาบ้าเสพกามอีกด้วย

นักบวชชื่อดังเหล่านี้มักจะเป็น “สายมูเตลู”

เป็นนักปลุกเสกเลขยันต์เป็นผู้สร้างผู้จำหน่าย

วัตถุที่มีคุณวิเศษจำพวกเครื่องรางของขลัง

ซึ่งผีโสโครกให้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนตอบแทน

มิใช่ผู้งดงามในศีลในธรรมในคำเทศน์คำสอน 

ที่พระหรือนักบวชสมควรต้องมีต้องเป็นเลย


(โปรดติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

15/09/2569


#เปิดค่าการมองเห็น

#อนุญาตให้แชร์ได้

สวัสดีกันวันอังคาร​ 15/09/2026

สวัสดีกันวันอังคาร

Good Morning Tuesday


เพราะศาสดามีสองประเภท

หนึ่งคือพระศาสดาผู้เกิดจากโลกเอง

สองคือศาสดาผู้มาจากพระเจ้า

มนุษย์จะเลือกรับแค่องค์เดียวไม่ได้

ดั่งนิ้วทั้งห้าสำคัญเท่ากันทุกนิ้ว


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

ทำไมท่านจึงจิตตกเมื่อถูกยั่วโมโห


#ทำไมท่านจึงจิตตกเมื่อถูกยั่วโมโห?


คนโบราณสอนกันต่อๆมาว่า

เวลามีใครมาก่อกรรมทำบาปชั่วกับตัวท่านนั้น

จะเกิดอาการ “จิตตก” ไปจากความสงบทันที

อาการจิตตกที่เกิดขึ้นก็คือจิตจะไม่สงบอีกแล้ว


คำว่า “จิตตก” จึงหมายถึง “จิตไม่สงบ”

“จิตไม่สงบ” พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า #ทุกข์

เมื่อจิตไม่สงบหรือเกิดทุกข์ขึ้นมาเมื่อไหร่

มนุษย์จะแสดงออกมาทางกายหรือวาจาเมื่อนั้น

อาการทุกอย่างของมนุษย์ล้วนเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น

ตลอดวันในยามตื่นจะผันแปรเปลี่ยนไปตามนี้

จนเป็นที่มาของคำว่า #อนิจจังไม่เที่ยง


เหตุที่พฤติกรรมทางกายภายนอกไม่เที่ยง

เพราะว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ที่เป็นอนัตตา

ซึ่งท่านไม่อาจมองหาตัวตนของมันได้

เพราะว่าจิตหยาบเป็นพลังงานเร้นอยู่ข้างใน

เมื่อกลไกอายตนะภายนอกคือตาหูจมูกลิ้นกาย

ส่งสัญญาณการสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงข้างนอก

ผ่านเข้าไปข้างในให้จิตหยาบของท่านรับรู้แล้ว

จิตก็จะสั่นสะเทือนเพื่อรับเอาสิ่งนั้นมาเรียนรู้ต่อ

เพื่อเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรหรือเป็นอะไร 


ถ้ารับรู้เพื่อเรียนรู้แล้ว #รับเอา มาปรุงแต่งต่อ

แทนที่จะทำหน้าที่รับรู้เพื่อเรียนรู้เท่านั้นก็พอ

จิตหยาบจะปรุงแต่งจนเกิดความรู้สึกขึ้นทันที

เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นเมื่อไหร่นี่แหละคือจิตตก

เพราะสภาวะจิตมนุษย์ในยามปกติทั่วไปนั้น

จิตมันจะมีอาการนิ่งสงบหรือ “สุขสงบ” ตลอด

ต่อเมื่อมีสิ่งใหม่สิ่งใดเข้าไปตกกระทบจิตท่าน

จิตนั้นก็จะเกิดอาการไม่สงบอีกต่อไปแล้ว


ทั้งหมดที่เรากล่าวมานี้

เป็นเรื่องของอนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งสิ้น

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกมันว่า #ไตรลักษณ์

โดยที่ “คนสองมิติ” ก็คือมนุษย์โลกทุกคนนั้น

จะมีกระบวนการสองมิติเป็นแบบที่ว่านี้ทั้งสิ้น


เพราะว่าจิตหยาบของมนุษย์โลก

ถูกพระผู้สร้างทรงกำหนดให้ทำหน้าที่

เป็นตัวแทนของแก่นแท้คือจิตวิญญาณ

เพื่อให้ขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์

ทั้งในมิติจิตวิญญาณและมิติของกายสังขาร

ซึ่งทั้งสองมิตินี้เป็นมิติคู่ขนานกันนั่นเอง


คนโบราณมักจะสอนต่อๆกันมาว่า

สาเหตุที่มนุษย์เกิดอาการจิตตกฉับพลันทันที

เมื่อถูกคนใกล้ตัวยั่วยุหรือเย้ายวนกวนใจ

เป็นเพราะว่าใครคนนั้นมีอีโก้สูงมิใช่ย่อย


คำว่า “อีโก้สูง” คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า

หมายถึงการเป็นมนุษย์ที่มีอัตตาตัวตนสูง

คือจะเป็นพวกที่ถือตัวถือตนเป็นใหญ่กว่าใคร

ใครเข้ามาแตะนิดต้องหน่อยเป็นไม่ได้เลย

จะเกิดการศูนย์เสียเสียศูนย์ไม่สมดุลเสมอ

คนพวกนี้จะมีอาการอนิจจังไม่เที่ยงทันทีนั้น


มนุษย์ถูกสอนต่อๆกันมาว่า

ที่จิตหยาบมนุษย์เสียสมดุลไปเมื่อถูกยั่วยุ

เพราะว่าเป็นคนที่ยึดติดอัตตาตัวตนสูงกันอยู่

ปัญหาของมนุษย์จึงหยุดการก่อกรรมไม่ได้

พอถูกยั่วยุก็จะโกรธจะโมโหโกรธาอยู่ดังเดิม

พอถูกยั่วเย้าก็จะเกิดอาการลุ่มหลงตามทันที

เนื่องจากละวางอัตตาไม่ได้หรือว่าวางไม่เป็น

หรือไม่รู้ว่าจะละวางอัตตาตัวกูของกูได้อย่างไร


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า

วิธีที่ง่ายดายมากกว่าการปล่อยวางอัตตาก็มี

แต่ไม่ใช่วิธีที่พวกมารหลอกให้ท่านปลีกวิเวก

ทั้งหลอกให้แกล้งทำเป็นหูตาพิการไม่รู้ไม่เห็น

เพื่อปิดช่องทางการผัสสะจากภายนอกเอาไว้

ไม่ให้จิตหยาบรับรู้สัญญาณใดๆจากข้างนอก

จนเป็นเหตุให้ปากกับกายสังขารทนไม่ได้นะ

เพื่อจะได้สงบปากสงบคำสำรวมกายอยู่ได้นาน

อันเป็นวิธีการที่ผิดธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติ

คล้ายกับไม่เห็นคุณค่าของอายตนะนั่นแหละ


วิธีการที่เราจะแนะนำท่านซึ่งง่ายกว่าก็คือ


1.จำเอาไว้เสมอว่าผู้คนที่อยู่รายรอบตัวท่าน

พวกเขาล้วนเป็นครูของท่านด้วยกันทั้งสิ้น

เหมือนกับการที่ท่านมีสตินึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า

คนนี้เป็นพ่อคนนั้นเป็นแม่คนโน้นเป็นบุตรธิดา

หากท่านมีสติระลึกได้ว่าพวกเขาเป็นใครแล้ว

พฤติกรรมที่จะแสดงออกตอบสนองพวกเขานั้น

จิตท่านจะสำนึกรู้ได้เองว่าไหนควรไม่ควร


2.จำเอาไว้ว่าครูคือผู้สอนนักเรียนคือผู้เรียนรู้

คนที่ฉลาดเรียนรู้และขยันเรียนไม่เกียจคร้าน

คนผู้นั้นมีโอกาสจะได้เป็นบัณฑิตสูงมาก

คนที่เป็นผู้ฉลาดใช้จิตปัญญาได้มากเท่าไหร่

คนผู้นั้นก็มีโอกาสเป็นนักปราชญ์เมธีมากเท่านั้น


ดังนั้น

ถ้าท่านรู้สติว่าคนทุกคนเป็นครูของท่าน

ไม่ว่าเขาจะทำดีทำชั่วต่อตัวท่านก็ตาม

หน้าที่ของท่านคือต้องเรียนรู้ดีเรียนรู้ชั่วนั้น

เพื่อเก็บความรู้ที่ว่าไหนดีไหนชั่วนั้นไว้กับตัว

ถ้าดีก็นำไปทำตามถ้าชั่วก็ให้ละเว้นไม่ทำตาม

หน้าที่มนุษย์โลกทุกคนในบทบาทของนักเรียน

มันมีอยู่เท่านี้จริงๆไม่ได้มีมากมายอะไรเลย


3.จำเอาไว้ว่าท่านไม่มีหน้าที่ #พิพากษา ใคร

โดยเฉพาะนักเรียนมีหน้าที่เรียนรู้จากครูเท่านั้น

จงอย่าไปบังอาจพิพากษาครูหรือผู้ใดใครอื่น

ยกเว้นจะพิพากษาตนเองว่าไหนควรไม่ควร

ทั้งก่อนและหลังการแสดงออกในพฤติกรรมนั้น

เพื่อมิให้เป็นเงื่อนไขไม่ถูกต้องของคนอื่นๆ

จนก่อกรรมทำบาปหรือเกี่ยวกรรมเวรกับผู้อื่นได้


4.จำเอาไว้ว่าคนที่ “ทำชั่ว” กับตัวท่าน

ไม่ว่าเขาจะเป็นคนคุ้นเคยที่อยู่ใกล้ตัว

หรือว่าเขาจะเป็นคนแปลกหน้าเพิ่งรู้จักกันก็ตาม

พวกเขาก็มีค่ามากพอที่จะเป็นครูท่านได้


เพราะคนที่กล้าทำผิดคิดชั่วต่อตัวท่านนั้น

ไม่ต่างจากการที่ท่านกล้าจะทำผิดคิดชั่วกับใคร

ถ้าเขาและท่านรู้เต็มอกว่าที่คิดจะพูดจะทำนั้น

มันเป็นเรื่องชั่วๆเป็นเรื่องไม่ดีที่ไม่สมควรจะทำ

ไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะก่อกรรมทำชั่วนั้นหรอก


ที่ไม่กล้าทำชั่วกับใครอื่นขณะที่รู้ว่าชั่วนั้น

ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวผิดบาปต่อกฎแห่งกรรมแล้ว

การกลัวว่าจะถูกสวนกลับหรือตอบโต้แบบชั่วๆ

ที่ตนเองจะต้องเผชิญนั้นมันต้องมีบ้างแน่

ไม่มีใครยอมเสี่ยงกับเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน


โลกนี้จึงต้องมีทั้งคนดีและคนชั่ว

เพื่อให้มนุษย์โลกทั้งหลายได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แต่ทว่าครูที่อยากทำดีกับตัวท่านนั้นมีมากกว่า

แปลว่าจะหาครูที่เป็นคนชั่วสักคนนั้นหายากนัก

เพราะว่าไม่มีใครอยากเป็นคนชั่วของคนอื่นๆ

ครูที่เป็นคนชั่วในโลกนี้จึงมีค่ามากกว่าครูที่ดีๆ


หากท่านคิดได้เช่นนี้แล้ว

การอนุรักษ์ครูที่เป็นคนชั่วของท่านเอาไว้

โดยไม่ฆ่ามันให้ตายไปจากโลกนี้เพราะแค้น

หรือไม่ตัดญาติขาดมิตรไปจากชีวิตท่าน

จะเป็นมรรควิถีของคนที่ฉลาดเป็นมนุษย์แล้ว


จงเลิกรังเกียจเดียดฉันเพื่อนมนุษย์เสียเถอะ

โดยเฉพาะ “การเลือกที่รักมักที่ชัง” นั่นน่ะ

ขนาดยาขมๆที่ท่านไม่ชอบรสชาติของมันมาก

จะขมขื่นแค่ไหนท่านยังกล้ำกลืนฝืนกินมันได้

เพราะท่านรู้ดีว่าไม่กินยาท่านหายป่วยไม่ได้

ถ้าไม่กินยาท่านเองก็อาจหายไปจากโลกนี้ได้


การมีวินัยในการเป็นมนุษย์ในสังคมนี้

ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่ยากและผิดธรรมชาติ

#แค่ท่านเปลี่ยนวิธีคิดวิถีชีวิตท่านก็เปลี่ยนได้

อย่าจ้องแต่จะละวางอัตตาตัวกูของกูอย่างเดิม

ท่านทำมานานแล้วยังวางมันไม่ได้ไม่ใช่หรือ

ถ้าเป็นพุทธะแท้ก็หันมาใช้ปัญญาบ้างเป็นไรไป


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

14/09/2569

ใครหลอกและหลอกให้กลัวทุกข์กันทำไม?

 

#ใครหลอกให้มนุษย์กลัวทุกข์


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


เมื่อสองวันก่อนเราสื่อพระโอวาทเรื่อง

“ทำไมมนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์” ไปแล้ว

วันนี้เราจะกล่าวพระโอวาทตอนต่อเนื่องให้รู้

ในบทเรียนนี้ที่มีชื่อว่า...


#ใครหลอกและหลอกให้กลัวทุกข์กันทำไม?


ในอดีตกาลที่ผ่านมานับพันปีแล้ว

มนุษย์โดยเฉพาะชาวพุทธทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่

ชอบหลับตาก้าวตามคนนำทางตาบอดชรา

ด้วยเชื่อว่านักพรตนักบวชพวกนี้เขาเป็นผู้รู้จริง

จึงเชื่อมั่นศรัทธาพาตัวเองปฏิบัติตามคำสอน

โดยไม่ได้ “ฉุกคิด” พิจารณาจนเชื่อตามง่ายๆ

คือเชื่อตามนักบวชอย่างไร้สติหรือ “งมงาย”

ด้วยนึกเองเออเองว่าเป็นนักบวชไม่น่าหลอก


ทุกข้อธรรมะทุกเรื่องราวที่กล่าวจากปากพระ

ซึ่งปกติวิสัยเป็นคนครองศีลครองธรรมวินัยอยู่

พวกนี้จะรู้สัจธรรมดีกว่าชาวบ้านเพราะบวชนาน

อีกทั้งธรรมะที่พวกนี้พูดก็เป็นของพระศาสดา

ชาวบ้านทั้งหลายจึงได้เชื่อตามอย่างสนิทใจ

โดยเฉพาะพวกชาวบ้านที่เป็น #คนชอบธรรม

ซึ่งมีนิสัยคล้ายกันคือ #ชอบหาธรรมมาทำตาม


การหาธรรมะที่ตนชอบมาทำตามนี้

ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีหลักการเดียวกันก็คือ

ธรรมะที่ตนชอบมักจะเป็นข้อธรรมที่ตนเชื่อ

ข้อธรรมที่ตนเชื่อมักจะเป็นความเชื่อในตัวครู

ในที่นี้ครูหมายถึงนักบวชนักธรรมผู้กล่าวธรรมะ

ที่เชื่อมโยงตรงไปถึงต้นทางก็คือพระศาสดา


การถ่ายทอดสัจธรรมลักษณะนี้มีหลายขั้นตอน

พระหรือนักบวชที่กล่าวนั้นมิได้มีเจตนาทำผิด

จะผิดก็แค่ว่ารับธรรมะนั้นมาโดยไม่พิจารณา

ให้ถูกต้องถ่องแท้ก่อนที่จะเผยแพร่ต่อเท่านั้น

ส่วนชาวบ้านก็ผิดเองเพราะคิดเชื่อมโยงเองว่า

ที่พระกล่าวนั้นก็เหมือนพระศาสดาเป็นผู้กล่าว


ชาวบ้านคงลืมไปว่าถ้าพระรู้ผิดกล่าวผิด

แล้วตนเชื่อตามทำตามมันจะเกิดอะไรขึ้น

แม้พระไม่ได้คิดจะหลอกก็ไม่ต่างจากหลอก

เพราะสัจธรรมคำสอนนั้นมันไม่ถูกต้องตรงจริง

นำพาญาติโยมหลงทางปฏิบัติธรรมกันอยู่ดี


พญายมราชผู้พิพากษาจิตวิญญาณที่ในนรก

จะส่งจิตวิญญาณนักบวชนั้นลงนรกขุมที่ 13

โดยใช้กุศโลบายบางอย่างสร้างสติให้แก่พระ

เพื่อให้สำนึกระลึกได้ว่าตนทำผิดบาปอะไรมา

เมื่อสำนึกระลึกได้แล้วจึงจะผ่านนรกขึ้นมาได้


นรกขุมนี้มีพระมีนักบวชและพวกคนสอนธรรม

ที่สอนธรรมะผิดเพราะรู้ผิดโดยไม่คิดอ่านอุตริ

เพื่อหมายจะสร้างลัทธิใหม่เพราะหิวแสงอยู่

มีเป็นจำนวนมากมายกว่าบุคคลประเภทอื่น

โดยนรกขุมที่สิบสามนี้จะเป็นนรกขุมสุดท้าย

ถ้าใครตกนรกลึกลงไปจนถึงขุมที่ 14 ด้วยแล้ว

จะกลับขึ้นมาจากนรกเพื่อเกิดใหม่ไม่ได้อีกเลย


ที่ตกนรกแค่ชั้น 13 ถ้าสำนึกได้แล้ว

ยังสามารถกลับมาเกิดใหม่ต่อไปได้อีกนั้น

เพราะเป็นการสอนธรรมะผิดโดยมิได้เจตนา

เป็นการก่อกรรมทำผิดบาปด้วยเหตุประมาท

ตรงที่อาสามาเป็นครูผู้สอนธรรมะ

แต่เป็นครูผู้ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา

ให้สมกับที่ปวาราณาตนเองว่าเป็น #พุทธะ


ถ้าไม่ส่งจิตวิญญาณพวกนี้ไปลงนรกเสียบ้าง

เมื่อถึงวันสิ้นยุคพลังงานเก่าในอีกไม่ช้านานนี้

จะไม่มีจิตวิญญาณของใครหลุดพ้นนิพพานได้

เพราะยังข้ามพ้น #กฎแห่งกรรม ข้อนี้กันไม่ได้

การทำผิดบาปโดยไม่ได้เจตนาหรือประมาทนี้

พระพุทธเจ้าได้ทรงเน้นย้ำไว้แล้วว่าพึงสังวร


กรณี “ยายป้า” ที่ผ่านเข้ามาในห้องเรียนนี้

แล้วทิ้งกลิ่นปากที่ไม่สะอาดบริภาษไว้ให้เรา

ด้วยการเหน็บแนมว่า “เก่งกว่าพระพุทธเจ้า”

ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของผลไม้พิษที่ป้ากินเข้าไป

เพราะคนนำทางตาบอดเป็นผู้หยิบยื่นให้แกกิน

เมื่อป้าแกกินเข้าไปแล้วก็สำรอกมันออกมา

เกิดอาการปากเสียด้วยมุสาจนปิดวาจาไม่ได้

แม้เราจะไม่ถือสาแต่ว่าผิดกฎแห่งกรรมไปแล้ว


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

พระโอวาทของทุกพระศาสดาในโลกนี้

ไม่มีศาสนาใดเลยที่ไม่ถูกบิดเบือนก้าวล่วง

หากท่านถามเราว่า “ใคร” เป็นผู้หลอกลวง


คำตอบก็คือ “มาร” สรรพนามที่พระพุทธเจ้าใช้

คำตอบคือ “ซาตาน” สรรพนามที่พระเยซูเรียก

คำตอบคือ “ผีโสโครก” สรรพนามที่เราเรียก


สรรพนามทั้งสามที่ว่านี้

เป็นรูปธรรมชนิดเดียวกันพวกเดียวกันทั้งสิ้น

พวกนี้ไม่มีตัวตนสองมิติคือไม่มีกายหยาบ

คงมีแต่เพียงจิตวิญญาณล่องลอยอยู่เท่านั้น

ขณะที่แต่เดิมจิตวิญญาณพวกนี้ก็มีกายหยาบ

ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากต่างดาวเผ่าหนึ่ง

มีแต่เพศผู้หรือตัวผู้ลักษณะคล้ายมนุษย์ผู้ชาย

ตัวใหญ่กำยำล่ำสันแข็งแรงแต่มีปีกบินได้เอง


พวกนี้ต้องเข้ามาตายเพราะน้ำท่วมโลก

เนื่องจากเข้ามาก้าวก่ายล่วงเกินมนุษย์โลก

จนต้องถูกพระเจ้าชำระทิ้งให้ออกไปจากระบบ

เพราะพวกนี้คอยกระทำตนเป็นศัตรูกับชาวโลก

เมื่อตายแล้วจนเหลือแต่จิตวิญญาณที่ล่องลอย

ก็ยิ่งเจ็บจิตคิดแค้นหนักไปกว่าเดิมกันเสียอีก


ที่มาของนานาวิชามู

ที่มาของลัทธิเทวะนิยม

ที่มาของสวรรค์มายาที่พระบิดามิได้สร้าง

ที่มาของการบิดเบือนสัจธรรมพระศาสดา

ที่มาของนิยายน้ำเน่าเรื่องมนุษย์ต่างดาว


ที่มาของนิยายหลอกลวง

แบบในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง

ที่มาของการเข้าใจผิดเรื่องกรรมฐานสมาธิ

ที่มาเรื่องหลงทางนิพพานแบบตาลยอดด้วน


ที่มาเรื่องพระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปของชาวคริสต์

โดยทรงยอมสละพระชนมชีพบนไม้กางแขน

เพื่อไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ที่มิใช่สัจจะนี้

นี่ก็เป็นวีรกรรมของผีโสโครกพวกนี้เช่นกัน


ที่เรายกมากล่าวพอสังเขปนี้

ล้วนเป็นฝีมือของจิตวิญญาณผีโสโครกนี้ทั้งสิ้น

เพราะพี่น้องไม่รู้ไม่เห็นตัวตนของมาร

แถมคนนำทางตาบอดถูกมารใช้เป็นกรรมกร


กรรมกรก็คือผู้ถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือของมาร

เพราะมารมีแต่จิตวิญญาณไม่มีร่างกายแล้ว

พวกพระชราที่เชี่ยวชาญภาษาธรรมในอดีต

และคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ผู้ฝักใฝ่มนุษย์ต่างดาว

ซึ่งเป็นพวก #ชอบมองโลกด้วยจินตนาการ

จึงถูกมารใช้ “จินตนาการ” นั้นเป็นเครื่องมือ

ด้วยการคอยวาดฝันด้วย AI ให้ในโซเชี่ยล

ซึ่งทุกวันนี้พวกท่านจะพบเห็นกันได้ดาษดื่นเลย

ล้วนเป็นนิยายแบบในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง

ใครรู้ไม่จริงและอยากรู้กันเป็นเสร็จมันทุกราย


เหตุผลที่พวกมารนี้หลอกลวงมนุษย์นั้น

ทำไมจึงหลอกและหลอกเพื่ออะไร

โปรดอ่านต่อในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะ...

ถ้ากล่าวยาวมากไปเราเกรงใจพวกท่านน่ะ


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

14/09/2569

สวัสดีกันวันจันทร์​ 14/09/2026

สวัสดีกันวันจันทร์

Good Morning Monday


ท่านจะนับถือศาสนาใดก็ได้

เพราะทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี

ยิ่งศึกษาทุกศาสนายิ่งรู้มากขึ้น

จงอย่าแบ่งแยกศาสนา

เพราะว่าพระศาสนาไม่ใช่ลัทธิ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

ใครเก่งกว่าพระพุทธเจ้าเช่นนั้นหรือ?


 พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


#ใครเก่งกว่าพระพุทธเจ้าเข่นนั้นหรือ?


เมื่อวานนี้...

หลังจากที่เราสื่อพระโอวาทมาจากพระเจ้า

เรื่อง “ทำไมมนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์?”

ก็มีอย่างน้อย “ยายหรือป้า” หญิงชราคนหนึ่ง

เข้ามาเขียนระบายความกดดันของตนเอง

ในบทเรียนนั้นว่า #เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก


เพราะเป็นการระบายความกดดัน

ที่เป็นความรู้สึกเกิดขึ้นภายในอกของนาง

มิใช่แสดงความคิดเห็นอันประกอบด้วยปัญญา

เราจึงเขียนย้อนถามนางกลับไปว่า

ที่กล่าวนั้นใครกันหนอที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้า

เราถามนางไว้จนข้ามคืนแล้วแต่ไม่มีคำตอบ

เผื่อเราจะได้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้นมาได้บ้าง


เมื่อนางไม่มีคำตอบที่จะเป็นความรู้ใหม่อะไร

เพื่อยังประโยชน์ต่อภูมิรู้ภูมิธรรมภูมิปัญญา

ที่จะพาให้เราสามารถเพิ่มพูนงอกงามขึ้นมาได้

เราจึงขอวิเคราะห์นางว่าดั่งนี้


1.นางเป็นแค่อีกคนหนึ่งซึ่งสัญจรผ่านมา

แล้วทิ้งลมหายใจอันไม่บริสุทธิ์สำหรับพวกเรา

เอาไว้ตรงห้องเรียนศักดิ์สิทธิ์ของจิตจักรวาลนี้

โดยมิได้มีวัตถุประสงค์อันอื่นใด


แค่นางผ่านมา...แล้วหยุดเดิน

เพื่อหายใจรดพวกเราโดยมิได้คิดหวังอะไร

ก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่ได้ใส่ใจเรียนรู้ว่า

ห้องเรียนจิตจักรวาลห้องนี้มีอะไรที่น่าสนใจ

ทำไมจึงมีคำสอนไม่ตรงกันกับที่นางเชื่ออยู่

โดยเฉพาะเรื่อง “ไตรลักษณ์” กรณีของ #ทุกข์

จึงได้รำพันกับตัวเองเป็นถ้อยความก้าวล่วง

ทำนองว่า...เก่งกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก

ทั้งที่เรากำลังทำหน้าที่พิทักษ์พระพุทธองค์

โดยบอกความจริงให้โลกรู้ในนามพระองค์อยู่


ถ้านางจะกล่าวต่อเราแล้ว

นางต้องชมว่าเรา “กล้าหาญ” เสียมากกว่า

หาใช่การเหน็บแนมแบบไร้ปัญญาเช่นนี้เลย


2.นางเป็นคนหนึ่งซึ่งมั่นใจว่าตนรู้ธรรมมาก

เพราะหลับตาก้าวตามคนนำทางตาบอดชรา

โดยเชื่อมั่นจากการที่เขาอ้างพระพุทธเจ้า

จึงเชื่อตามไปโดยไม่ประกอบด้วยปัญญาเลย


ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักการเชื่อไม่เชื่อ

เอาไว้ในสัจธรรมเรื่อง “กาลามสูตร” ไว้ให้แล้ว

ซึ่งคนพุทธทั้งหลายจะละทิ้งสัจธรรมนี้ไม่ได้

เพราะมันจะทำให้ท่านเป็นคนไม่งมงายไงล่ะ


คนที่งมงายจนโง่ง่ายนั้น

เราหมายถึงคนที่มีปัญญาของสมองสองซีก

ให้ใช้การได้อยู่อย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แล้ว

แต่กลับไม่ยอมนำมันออกมาใช้ประโยชน์

จึงพึ่งพาอำนาจจิตปัญญาตนเองไม่ได้

เลยต้องหันไปพึ่งพาคนอื่นเหมือนต้นไม้เลื้อย

เพราะไม้เลื้อยจะยืนต้นได้ก็ต้องอาศัยหลักยึด

คนที่มีโมหะจะเป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น


จงจำไว้ว่ามนุษย์ที่เป็นคนสองมิตินั้น

พระเจ้าทรงกำหนดให้ลำตัวตั้งฉากกับพื้น

ไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานที่ลำตัวขนานไปกับพื้น

โดยสัตว์จะขึ้นสู่ที่สูงได้ต้องปีนป่ายตันไม้ใหญ่

ถ้าให้ยืนสองขาแม้อาจจะยืนได้แต่ก็ไม่นาน

คนที่มีโมหะพวกนี้จึงดูแย่กว่าสัตว์ทั้งหลาย

เพราะว่ามีอำนาจในตนเองอยู่พร้อมแต่ไม่ใช้

หรือแม้ใช้ได้แต่กลับใช้มัน “ก้าวล่วง” เสียนี่

เสียทีที่ประกาศตนว่าเป็นสาวกแห่ง #พุทธะ

ซึ่งเป็นวิญญูชนผู้ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง


3.โบราณว่า “จงอย่าติเรือทั้งโกลน”

แปลว่าเห็นแค่โกลนเรือหรือแค่โครงของเรือ

ท่านก็จงอย่าปากเสียไปตำหนิคนสร้างเรือเข้า

ทั้ง ๆที่เขายังสร้างเรือลำนั้นยังไม่แล้วเสร็จ


ดันคิดเองเออเองหรือตีตนไปก่อนไข้แล้วว่า

ไม่สวยไม่ดีไม่งามไม่เข้าท่าอย่างนั้นอย่างนี้

มันคือการอวดอุตริพิพากษาผู้อื่นอย่างไร้สติ

เพราะมีสันดานขันธ์จากกรรมเก่าติดตัวอยู่

จึงหารู้ไม่ว่าตนเองนั้นกำลังก้าวล่วงพระเจ้า

ที่ทรงบัญชาให้เรากลับมาฉุดช่วยสัตว์มนุษย์

เรานี่อดที่จะเวทนานางคนนี้ไม่ได้จริงๆ


ทุกท่านในห้องเรียนศักดิ์สิทธิ์นี้

ล้วนรู้ดีว่าเราเป็นใครเราสื่อพระโอวาทจากใคร

เรามิได้เป็นคนสอนธรรมด้วยภูมิของตนเอง

แต่เราเป็นผู้รับสื่อเพื่อนำมากล่าวต่อมนุษย์

เพื่อเติมเต็มสัจธรรมที่โลกขาดพร่อง

เพื่อแก้ไขสัจธรรมที่บิดเบือนของทุกศาสดา

เพื่อบอกความจริงว่าพระศาสดามิได้สอนผิด


แต่คำสอนที่ผิดพลาดที่เราเปิดเผยไว้บ้างแล้ว

เกิดจากคนนำทางถูกหลอกให้แกล้งตาบอด

จนหลงเชื่อตามพวกจิตวิญญาณผีโสโครก

ที่นำเอาพระโอวาทของพระศาสดามาบิดเบือน

ทำให้มนุษย์หลงทางนิพพานกันเป็นแถว

เราเชื่อว่านางคนนี้ก็คงเป็นหนึ่งอยู่ในนั้นด้วย


ที่ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้มีเป้าหมายคือสวรรค์มายา

โดยฝันว่าตายแล้วจะขอไปเกิดเป็นเทพเทวดา

ไม่ต่างจากศิษย์เราบางคนก่อนหน้านี้นั่นแหละ

แต่วันนี้พวกเรา “ตื่นรู้” กันหมดแล้ว


ดังนั้น

ใครก็ตามที่ผ่านมาทางห้องเรียนจิตจักรวาล

จงทำตนเป็นกอสวะที่ลอยมาติดเกาะติดหลักนี้

แล้วอย่าเพิ่งรีบสลัดตนเองหนีออกไปทันที

ให้ใช้เวลาเพื่อตนเองเรียนรู้ทุกสิ่งที่เกาะนี้บ้าง

ถ้ากอสวะหลายๆกอร่วมกันก่อตัวรอบเกาะหลัก

จากเกาะเล็กๆจะกลายเป็นแผ่นดินใหญ่ไปก็ได้

ถ้าเกาะหลักนั้นแข็งแรงคงมั่นนั่นคือ #เกาะเรา 


เพราะเราคิดเช่นนี้แหละ

คำตอบของนางจึงไม่มีความหมายสำหรับเรา


(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

13/09/2569




สวัสดีกันวันอาทิตย์​ 13/09/2026

สวัสดีกันวันอาทิตย์

Good Morning Sunday


ไม่ว่าใครคนนั้น

จะทำดีหรือทำชั่วต่อตัวท่าน

พวกเขาทุกคนล้วนเป็นครูของท่านได้

แต่ครูคนแรกและครูคนสุดท้าย

ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

ทำไมมนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์?

 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


#ทำไมมนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์?


พระโอวาทในตอนที่แล้วที่เราสื่อมาให้รู้

เราได้เปิดเผยเอาไว้ว่าคนนำทางตาบอดชรา

ผู้เป็นกรรมกรแสงรุ่นเก่าๆในคราบนักบวช

ได้ทำการบิดเบือนปิดบังสัจธรรมพระศาสดา

ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

จากเรื่องราวของ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

ไปเป็นเรื่องอริยสัจสามกับมรรคมีองค์แปดแทน


เหตุที่พวกจิตวิญญาณผีโสโครกหรือมาร

บงการให้คนนำทางตาบอดทำเช่นนี้เพราะว่า


#ประการแรก

ต้องการหลอกให้มนุษย์เปลี่ยน Mind Set ใหม่

มิให้มีจิตใจศรัทธาต่อการเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์

เช่นนักรบแห่งแสงสว่างคือนักบวชกับนักพรต

ซึ่งเป็นผู้ที่ถนัดและชอบการนั่งกรรมฐานสมาธิ


#ประการที่สอง

ต้องการทำให้ “จิตหยาบของมนุษย์”

ล้มเหลวในภารกิจสำคัญทาง “จิตวิญญาณ”

ที่ขันอาสามาทำในบทบาทของคนสองมิติ


ปิดบังไม่ให้มนุษย์รู้ว่าตนนั้นคือจิตหยาบ

ผู้ทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้

ที่อาสามาเกิดเป็น “คนสองมิติ” อยู่บนโลก

มีหน้าที่หลักคือใช้ “รักเพื่อให้” หมุนธรรมจักร

ตามที่เราเปิดเผยให้รู้ไว้ในตอนที่ผ่านมาแล้ว


พวกมารมันรู้ดีว่า...

ถ้าจิตหยาบไม่เพียรที่จะหมุนธรรมจักรแล้ว

พวกท่านจะยกระดับตนเองให้เป็น “มนุษย์”

โดยจะคนสองมิติของตนให้เป็นหนึ่งเดียวมิได้

ทั้งจะยังผลให้ดาวโลกดวงนี้เสียสมดุลไป

จนเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงถี่บ่อยขึ้นทั่วโลก 

ทำให้มนุษย์โลกอยู่เย็นเป็นสุขหรือสงบไม่ได้


มารจึงกลั่นแกล้งมนุษย์เพื่อแลกกับความสะใจ

เพราะมารทำตนเป็นศัตรูของมนุษย์มานานแล้ว

เพียงแต่มนุษย์ไม่เคยล่วงรู้ความจริงนี้มาก่อน

แม้ว่าพระพุทธองค์ทรงเผยความจริงเหล่านี้

โดยมีการบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์บ้างแล้ว

เฉพาะกรณีที่พระองค์ทรงเอาชนะมารผจญ

ที่มาแสดงตนเป็นยักษ์บ้างเป็นสัตว์ดุร้ายบ้าง

มนุษย์กลับไม่เคยฉุกคิดว่ามารหรือพญามาร

ที่กล้ามุ่งหมายทำร้ายพระองค์นั้นมันเป็นใคร

มองแค่ว่ามารเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พระองค์เท่านั้น


#ประการที่สาม

ต้องการให้มนุษย์หมุนธรรมจักรไม่สำเร็จ

โดยจิตหยาบกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวมิได้

เมื่อทั้งสองจิตหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้

จิตวิญญาณผู้ขันอาสามาเกิดจะหลุดพ้นนิพพาน

เพื่อกลับบ้านเกิดแดนสุญตานอกเอกภพไม่ได้


มารจึงทำทุกวิถีทางเพื่อขุดสร้างหลุมพรางไว้

โดยยืมมือคนนำทางตาบอดชราที่ขาดปัญญา

พาคนชอบธรรมให้ทำตามจนหลงทางนิพพาน

ซึ่งผลงานมารปรากฏให้เห็นกันอยู่จนทุกวันนี้

ตัวอย่างเช่น 


หลอกลวงให้จิตหยาบท่านเสพติดกิเลส

โดยหลอกให้ทำบุญสุนทานเพราะว่า

อยากได้บุญ อยากได้หน้า อยากได้แสง


หลอกให้ปลีกวิเวกปฏิบัติธรรมตามลำพัง

เพื่อให้สมการรวมจากจิตสามนึกด้านบวกนั้น

คือ Σβₓเกิดขึ้นไม่ได้เพราะว่า X ไม่ครบสามคน


หลอกให้ทำบุญสุนทานโดยหวังผลตอบแทน

แบบทำบุญเบื้องล่างเอาไปสร้างวิมานเบื้องบน

พลังงานบุญกุศลที่เกิดขึ้นจึงไม่สะอาดบริสุทธิ์

เพราะไม่ใช่พลังงานในแบบที่โลกต้องการ

แต่เป็นพลังงานที่พวกมารเองดักดูดเอาไปได้


หลอกให้ทำบุญแล้วร้องขอสิ่งตอบแทน

ทั้งที่มนุษย์ผู้ก่อกรรมทำดีหรือทำบุญกุศลนั้น

ย่อมได้รับกุศลผลบุญที่เกิดขึ้นจากการกระทำ

ซึ่งเป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม” กันเองอยู่แล้ว

มนุษย์ผู้กระทำไม่ต้องร้องขอส่วนบุญนั้นก็ได้

เพราะมนุษย์ไม่ใช่สัตว์นรกแบบผีเปรตอสุรกาย

โดยพวกนี้ไม่มีกายหยาบจึงทำบุญเองไม่ได้


วิญญาณหรือพลังงานที่ผลิตได้จากขันธ์ห้า

แทนที่จะเป็นพลังงานสะอาดบริสุทธิ์ที่แท้จริง

กลับกลายเป็นมีส่วนผสมพิเศษบางอย่างปนอยู่

จนไม่อาจนำไปใช้เติมเครื่องยนต์ตามปกติได้


พลังงานบุญที่ได้จากทำแล้วร้องขอนี่ก็เช่นกัน

เมื่อพวกท่านเหวี่ยงมันออกมาภายนอกกันแล้ว

โลกจะนำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

เพราะเป็นพลังบุญส่วนตนแบบของใครของมัน

พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า #มันเป็นสัจจะ นั่นเอง


#ประการที่สี่

ต้องการหลอกให้มนุษย์โลกกลัวทุกข์

เพราะถ้าจิตมนุษย์ผูกติดอยู่กับความกลัวแล้ว

จิตหยาบกับจิตวิญญาณจะเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้

เท่ากับผีโสโครกสกัดดาวรุ่งได้อีกทางหนึ่งแล้ว


#ประการที่ห้า

หลอกให้กลัวทุกข์เพื่อให้ลุกออกจากโลก

เมื่อจิตหยาบตายไปจากโลกนี้เมื่อไหร่วันใด

ให้จิตหยาบสั่งจิตวิญญาณคือสั่งจิตใต้สำนึก

ที่บันทึกสวรรค์วิมานมายาจากฝาผนังของวัด

เฉพาะคนที่ปฏิบัติธรรมเพราะอยากพ้นทุกข์

ให้เนรมิตสวรรค์มายาแบบที่ตนเห็นแล้วชอบ

ขึ้นมา “ครอบขัง” จิตวิญญาณตนเองเอาไว้


เพราะว่ามนุษย์โลกงมงายโง่ง่าย

จึงไม่รู้ว่าภพภูมิสวรรค์มายาแดนเทพเทวดา

ก็พวกมนุษย์นี่แหละที่สร้างฝันกันขึ้นมาเอง

ตามแบบ “พิมพ์เขียว” ที่มารวาดเอาไว้ให้แล้ว

เราจึงกล่าวย้ำเสมอมาว่าสวรรค์มายาไม่มีจริง

จงอย่าให้มารหลอกท่านให้หลอกตัวเองเลย

เพียงแค่พวกท่านเลิกเชื่อเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

คุกที่เป็นดั่ง Matrix ของสวรรค์มายาของท่าน

มันจะดับสลายหายตัวไปสิ้นในบัดดล


ในมิติของแก่นแท้คือจิตวิญญาณมนุษย์

มันล้วนเป็นของมันเช่นนี้แหละท่าน

ก็ไม่เห็นหรือว่าสัตว์ประจำโลกทั้งหลาย

ที่เป็นสัตว์ป่ามิใช่สัตว์ที่มาจากแดนนรกนั้น

พวกนี้ไม่มีสวรรค์มายาให้มาปวดกะบาลเลย


(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

12/09/2569

สวัสดีกันวันเสาร์​ 12/09/2026

สวัสดีกันวันเสาร์

Good Morning Saturday


คนที่ทำดีหรือชั่วกับตัวท่าน

ช่วยให้ท่านเรียนรู้ว่าไหนดีไหนชั่ว

คนทั้งสองพวกคือครูของท่าน

ถ้าท่านเป็นศิษย์กตัญญ

ต้องปันรักให้ครูที่ทำชั่วต่อท่านด้วย


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

พลังอำนาจสูงสุดของมนุษย์คืออะไร?


 
#พลังอำนาจสูงสุดของมนุษย์คืออะไร?


จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย

เป็นผู้อาสาข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็น “คนสองมิติ”

ประกอบด้วยมิติแรกคือมิติโลกด้านกายภาพ

กับมิติที่สองคือมิติของจิตวิญญาณด้านแก่นแท้


สำหรับมิติแรกที่เป็นมิติโลกด้านกายภาพนั้น

จะหมายถึงมิติของกายสังขารหรือกายหยาบ

ซึ่งมี #จิตหยาบ เป็นผู้คอยกำกับควบคุมดูแล

โดยมี “จิตสามนึก” เป็นเครื่องมือปฏิบัติการ


“จิตหยาบ” จะเป็นกลุ่มพลังงาน

ที่จิตวิญญาณเป็นผู้แบ่งภาคตนเองออกมา

เพื่อให้ทำหน้าที่แทนตนขณะเป็นคนสองมิติ

โดยจิตวิญญาณจะรับผิดชอบผลการกระทำ

ที่จิตหยาบของตนเป็นผู้ก่อขึ้นมาในทุกสิ่ง

เหมือนกับว่าตนนั้นเป็นผู้กระทำมันด้วยตนเอง


ส่วนมิติที่สองที่เป็นมิติของแก่นแท้นั้น

เป็นมิติของจิตวิญญาณผู้ที่ขันอาสามาเกิด

โดยข้ามมิติเข้ามาทำหน้าที่กันอยู่ในเอกภพ

ซึ่งมาจากแดนสุญตาคือพระนิเวศน์ของพระเจ้า

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ประจำอยู่ในระบบโลก

หน้าที่หลักของจิตวิญญาณของท่านก็คือ


1.ต้องทำหน้าที่ประจำโลกนาน 6 หมื่นปี

โดยไม่มีหน้าที่จะต้องตายคือไม่มีภพชาติหน้า

มีเพียงแค่ชาติแรกชาติเดียวเท่านั้น


2.จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็น “คนสองมิติ”

เพื่อใช้จิตหยาบที่ตนได้แบ่งภาคออกมาแล้ว

ทำให้จิตหยาบกับจิตวิญญาณของตนเองนั้น

สั่นสะเทือนจนเป็นหนึ่งเดียวกันให้สำเร็จให้ได้

จึงจะเปลี่ยนจากคนไปเรียกตนเองว่ามนุษย์ได้


โดยกลุ่มพลังงานของจิตหยาบนั้น

จะตั้งต้นที่ศูนย์มิติเมื่อแรกปฏิสนธิที่ในครรภ์

จนทารกมีอายุครบ 9 เดือนขณะที่อยู่ในครรภ์

ซึ่งกลุ่มจิตหยาบนั้นจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

จนมี 3 มิติ หรือ 3D คือมี 3 เหลี่ยมมุมได้แล้ว

จึงจะคลอดออกมาจากครรภ์มารดาได้


จิตหยาบของผู้ที่มาเกิดใหม่นั้น

จะต้องยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยกระบวนการสั่นสะเทือนขันธ์ 5 ในตนเอง

โดยใช้ความรักบริสุทธิ์คือรักเพื่อให้เท่านั้น

มันคือการหมุนธรรมจักรในตนเองให้สำเร็จ

ทั้งต้องพร้อมหมุนกับคนรอบข้างได้ด้วย


หากปฏิบัติตนเช่นว่านี้ได้ตลอดแล้ว

จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

จนเข้าถึงความสมดุลกันกับจิตวิญญาณได้

โดยจิตหยาบจะมี 6 เหลี่ยมมุมเท่ากันพอดี

เมื่อจิตหยาบสั่นสะเทือนด้วยเรื่องใดสิ่งใด

จิตวิญญาณก็จะสั่นสะเทือนตามไปด้วยเสมอ

เพราะเป็นการสั่นสะเทือนด้วย “ธรรมจักร”


แต่ถ้าเมื่อใดสิ่งใดที่จิตหยาบสั่นสะเทือน

แล้วจิตวิญญาณไม่สามารถสั่นสะเทือนตามได้

แสดงว่าจิตหยาบท่านกำลังหมุนกรรมจักรแทน

แม้จิตวิญญาณไม่อาจสั่นสะเทือนร่วมด้วยได้

แต่จะต้องรับผิดชอบในผลกรรมนั้นๆที่เกิดขึ้น


3.ถ้าจิตหยาบหรือจิตสามนึกของมนุษย์

จะหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้คือรักบริสุทธิ์ได้

หน้าที่สำคัญของจิตหยาบของคนผู้นั้นก็คือ

จักต้องนิพพานกิเลสในจิตหยาบให้หมดสิ้น


เพราะกิเลสตัณหาในจิตหยาบคืออุปสรรคใหญ่

ที่ทำให้จิตหยาบเข้าถึงการรักเพื่อให้กันไม่ได้

มนุษย์จึงต้องดับการเกิดๆดับๆของมันให้สิ้น

หมายถึงทุกท่านจะต้องนิพพานกิเลสนั่นแหละ


ตลอดเวลาที่ท่านใช้ชีวิตเป็นสัตว์สังคม

จักต้องเรียนรู้ให้ได้ว่าตัวท่านเองนั้น

จะไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าภายนอกภายใน

ที่ส่งผ่านเข้ามากระทบตาหูจมูกลิ้นผิวกาย

ทำให้จิตหยาบท่านสั่นไหวในเวทนาขันธ์ได้

หรือจิตหยาบของท่านที่เป็นอายตนะภายใน

จะไม่สั่นไหวไปก้าวก่ายล่วงเกินใครๆเขาเข้า

จนทำให้ตนเกิดอาการจิตตกคือเสียสมดุล

ไปจากความสงบตามปกติเป็นเด็ดขาด


ดังนั้น

ถ้าตัวท่านจะต้องเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้

ท่านจักต้องมีพลังอำนาจสูงสุดด้านจิตปัญญา

โดยอำนาจสูงสุดด้านจิตปัญญาก็คือ

ท่านจะต้องเข้าถึงอำนาจแห่งรักเพื่อให้กันได้

เช่น อดทน อดกลั้น ให้อภัยทุกคนได้เสมอ

มีจิตใจเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

กับทำบุญสร้างกุศลได้โดยไม่ขอสิ่งตอบแทน


นอกจากนั้นอำนาจสูงสุดทางปัญญา

คือท่านจะต้องรักคนที่ทำตนไม่น่ารักให้ได้

ด้วยการใช้เหตุผลจากปัญญาของสมอง

จักต้องมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นและทุกสิ่ง

โดยมองโลกด้วยปัญญาของสมองซีกขวาได้

กับใช้อายตนะและอวัยวะให้ได้ใช้ให้ถูกต้อง

ด้วยการสำรวมระวังและใช้มันอย่างมีมหาสติ


ถ้าท่านจะเข้าถึงอำนาจสูงสุดเหล่านี้ได้

ท่านต้องกระทำและหาทำที่ตัวท่านเองเท่านั้น

จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตรงจริง

ซึ่งเป็นการปฏิบัติทำด้วยการบวชที่จิตใจท่าน

ไม่ใช่การบวชกันแต่ที่ร่างกายภายนอกเท่านั้น


การเข้าถึงอำนาจในตนเองเหล่านี้ได้

มันไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไรเลย

เพราะกลไกแห่งอำนาจทั้งจิตปัญญาอวัยวะ

ตัวท่านเองทุกคนล้วนมีให้ใช้พร้อมอยู่แล้ว

เพียงแต่ท่านต้องฝึกตนให้พร้อมใช้มันเท่านั้น


เมื่อท่านเข้าถึงอำนาจสูงสุดในตนเองได้

จะได้ไม่ต้องไปแย่งชิงอำนาจมาจากคนอื่นๆ

ให้ก่อเกิดเวรกรรมทำผิดบาปกับใครต่อใครอีก

เมื่อนรกไม่ถามหาสวรรค์มายาก็ไม่มีแล้ว

ถึงกาลสิ้นยุคที่โลกมืดนาน 8 ราตรี (56 วัน)

จิตวิญญาณของท่านจะหลุดพ้นนิพพานได้

โดยวิธี “หลับเป็นตาย” อย่างแน่นอน


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

8/09/2569

การอยู่เหนือดีเหนือชั่วคืออย่างไร?

#การอยู่เหนือดีเหนือชั่วคืออย่างไร?


ไม่ว่าท่านจะยอมรับนับถือศรัทธาศาสนาอะไร

จิตวิญญาณท่านก็เป็นผู้อาสามาเกิดเป็นมนุษย์


พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้พวกท่าน #รักกัน

พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

จิตจักรวาลสอนให้ท่านร่วมกันหมุนธรรมจักร

ด้วยการรักเพื่อให้มิใช่รักเพื่อเอาหรือให้แล้วขอ


ไม่ว่าท่านจะเป็นชนชาติใดเผ่าใดภาษาใด 

จิตวิญญาณของท่านก็มาเกิดเป็นคนสองมิติ

โดยมีอนิจจังทุกขังอนัตตาเป็นโครงสร้างหลัก

เพื่อสั่นสะเทือนขันธ์ห้าหมุนธรรมจักรของตน

ร่วมกันกับคนรอบข้างด้วย “ความรักเพื่อให้”

เพื่อแสดงออกหรือกระทำเงื่อนไขบวกต่อผู้อื่น

โดยคนตนเองและผู้อื่นให้เป็นมนุษย์ให้ได้

ภายในภพชาติเดียวที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด


เนื่องจากจิตวิญญาณของท่านทุกรูปธรรม

ต่างล้วนขันอาสาขอมาเกิดเป็นมนุษย์โลก

แต่แรกเกิดนั้นพวกท่านยังเป็นคนสองมิติกันอยู่

หน้าที่ของท่านจักต้องคนทั้งสองมิติให้เข้ากัน

เพื่อทำให้จิตหยาบเมื่อสั่นสะเทือนขึ้นเมื่อไหร่

จิตวิญญาณแก่นแท้จักต้องสั่นตามได้ด้วย


แปลว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านเองนั้น

จะต้องหมั่นหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้เอาไว้

เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นไว้เรื่อย ๆ

ซึ่งเป็นการทำให้จิตหยาบสมดุลขึ้นจนมี 6 มิติ

คือเป็นกล่องพลังงานรูปดาว 6 แฉกให้จงได้

เพราะจิตวิญญาณท่านก็เป็นรูปดาวหกแฉกด้วย

หากทำได้สำเร็จท่านก็เป็นมนุษย์เรียบร้อยแล้ว


แต่ในอดีตกาลที่ผ่านมา

พวกท่านทั้งหลายล้วนติดอยู่ในสังสารวัฏ

เพราะนิพพานโลภ โกรธ หลง กันไม่ได้

ตายแล้วจิตวิญญาณลอยไปสู่สวรรค์มายาก็มี

แล้วเข้าใจผิดหลงคิดว่าอยู่ที่นั่นนิพพานแล้ว

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธหรือทัดทานว่า

แม้ว่าจะไม่กลับลงมาเกิดอีกคือหายตัวไปดื้อๆ

ใครเชื่อเช่นนั้นก็หลงทางนิพพานไปแล้วล่ะ


เพราะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น

ท่านจะหมุนธรรมจักรในตนเองร่วมกับผู้อื่นได้

จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านจะต้องใสสวย

คำว่า “ใสสวย” แปลว่าจิตต้องว่างจากกิเลส

โดยทำง่ายๆเพียงแค่ดับการเกิดดับของกิเลส

ถ้ากิเลสดับตัณหาราคะอารมณ์ขยะก็จะดับตาม


วิธีการดับที่ถูกต้องตรงจริงนั้น

คือการต้องเปิดอายตนะทั้งห้าเอาไว้ให้กว้าง

มิใช่ปฏิบัติธรรมโดยแกล้งทำเป็นอายตนะบอด

แถมแอบย่องเข้าป่าโดยอ้างว่าไปปลีกวิเวก

ซึ่งการปฏิบัตินั้นขัดต่อธรรมชาติอย่างร้ายแรง

เมื่อรู้แล้วก็จงอย่าหาทำแบบนั้นกันต่อไปเลย

เพราะว่ามันไม่มีทางนิพพานกิเลสได้หรอก


วิธีนิพพานกิเลสที่ถูกต้องตรงจริงก็คือ

ใช้มหาสติที่เป็นธรรมชาติสมาธิครองจิตไว้

เพื่อให้มันสงบสำรวมอยู่ตลอดเวลาในยามตื่น

ทำให้ตนเองพร้อมที่จะรับรู้ทุกสิ่งอย่างได้

โดยรับรู้เพียงเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็พอ

สำคัญคือท่านจงอย่านำสิ่งที่รู้นั้นไปปรุงแต่งต่อ


ตัวชี้วัดว่ารับรู้แล้วท่านรับเอามาปรุงแต่งต่อก็คือ

เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดแล้วมี “ตัวรู้สึก” เกิดขึ้น

นั่นคือรู้สึกชอบหรือไม่ชอบสิ่งนั้นขึ้นมาแล้ว

แสดงว่าจิตหยาบรับรู้แล้วรับเอาจนจิตตกแล้ว

ท่านจะต้องรีบตัดจบด้วยตัวท่านเองในบัดนั้น

เพื่อไม่ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนยับยั้งไม่ได้

เพราะปัญหาของมนุษย์ที่จะตามมาก็คือ

กิเลสนั้นจะนำไปสู่ตัณหาราคะอารมณ์ขยะต่อ

จิตหยาบจะสกปรกรกรุงรังไปด้วยขยะได้อีก

จะทำให้ท่านหมุนธรรมจักรกันไม่ได้ชั่วชีวิตเลย

หมุนได้แต่กรรมจักรจนเกิดมีสังสารวัฏเท่านั้น


พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

จึงทรงยินยอมให้โลกนี้มีทั้งคนดีที่ประพฤติดี

รวมทั้งให้โลกนี้มีคนชั่วอยู่รอบๆตัวท่านด้วย

นอกจากจะเพื่อให้มนุษย์รู้ดีรู้ชั่วกันได้แล้ว

ยังใช้เป็นเงื่อนไขทดสอบจิตสามนึกด้านบวก

ให้พวกท่านแต่ละคนเข้าถึงกันให้ได้ด้วย


จงจำเอาไว้ว่าคนที่ทำดีต่อตัวท่านนั้น

เขากำลังยื่นบททดสอบจิตสามนึกด้านบวกให้

ปกติแล้วพวกท่านจะสอบผ่านบททดสอบนี้ได้

แต่ปัญหาของมนุษย์อย่างพวกท่านส่วนใหญ่

จะสอบตกกันระนาวกราวรูดเมื่อถูกทดสอบ

ไม่ว่าผู้ที่ยื่นบททดสอบนั้นให้จะเป็นคนที่ตนรัก

สถานการณ์ “เละตุ้มเป๊ะ” จะเกิดขึ้นเมื่อนั้น


เงื่อนไขบททดสอบที่ตรงข้ามกับบวก

ก็คือเงื่อนไขด้านลบที่พวกท่านยื่นให้กันไงล่ะ

เจอข้อสอบแบบนี้ทีไรเป็นได้เละตุ้มเป๊ะทุกที

จงอย่าสอบตกกันต่อไปอีกเด็ดขาดเลยนะ

เพราะสอบตกเมื่อไหร่ท่านจะเป็นมนุษย์ไม่ได้

ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ


ที่ผ่านมาเมื่อท่านตายแล้วยังต้องตกนรก

ตกนรกแล้วยังต้องย้อนกลับมาเกิดบนโลกอีก

ถ้าท่านไม่หลงทางนิพพานแบบตาลยอดด้วน

จนลอยไปเกิดเป็นเทพเทวดาหาสวรรค์วิมาน

ด้วยเชื่อว่าสวรรค์มายาคือแดนนิพพานไปก่อน


จงจำเอาไว้เสมอว่า

พวกท่านไม่มีหน้าที่พิพากษาใครว่า

ใครเป็นคนดีหรือใครเป็นคนชั่ว

ทำได้แค่ดูเขาเอาไว้เป็นครูสอนตนเองเท่านั้น

เช่น เห็นเขาทำดีก็ควรจำเอาไปทำตามอย่าง

หากเห็นเขาทำชั่วก็จำไว้ว่าอย่าไปทำตามมัน

แล้วมีสำนึกของคุณขอบใจมันอย่างสุดซึ้ง

ที่มันอุตส่าห์มาเป็นครูสอนศิษย์อย่างท่าน


ศิษย์ที่กตัญญูต่อครูของตนนั้น

ไม่ว่าครูคนนั้นจะสอนเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว

เขาก็เป็นครูผู้มีพระคุณของท่านเช่นเดียวกัน

จงอย่าเลือกรักครูที่สอนแต่เรื่องดีๆอีกเลย

ครูที่สอนเรื่องชั่วๆต่อตัวท่านน่ะสำคัญกว่า

เพราะว่าทั่วโลกนี้หาครูชั่วๆได้ยากแท้นะ 


ใครคิดได้แบบนี้...

ก็อยู่เหนือดีเหนือชั่วได้แล้วล่ะ


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

11/09/2569