พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์และสัตว์
ที่เราน้อมถวายพระนามว่า #จิตจักรวาล นั้น
พระองค์ทรงเน้นให้มนุษย์มีสติทางวิญญาณ
ด้วยการ “ตื่นรู้” กันให้ได้ตลอดเวลาเสมอว่า
ตัวท่านขณะมีภพชาติเป็นมนุษย์คือมีชีวิตอยู่
ท่านกำลังสำนึกรู้ทุกสิ่งได้ด้วย #จิตสามนึก
จิตสามนึกที่ว่านี้หมายถึง “จิตหยาบ” นั่นเอง
จิตหยาบหรือจิตสามนึก
เป็นจิตปัจจุบันที่จิตวิญญาณแบ่งภาคออกมา
ทุกภพชาติที่ได้รับโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์
โดยจิตสามนึกที่ว่านี้ประกอบด้วยจิตสามกลุ่ม
กลุ่มแรกจะทำหน้าที่ “นึกออก”
กลุ่มที่สองทำหน้าที่ “นึกเอา”
กลุ่มที่สามทำหน้าที่ “นึกเอง”
จิตทั้งสามนึกเหล่านี้
จิตวิญญาณของท่านแวะรับที่ตรงด่านนภาลัย
เพื่อให้ “จิตหยาบ” ไว้ใช้ขับเคลื่อนพฤติกรรม
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกรวมว่า #มโนกรรม
โดยใช้มโนกรรมสร้างวจีกรรมและกายกรรมต่อ
เพื่อการทำตนเป็น “คนสองมิติ” นั่นแหละ
ขณะที่ท่านมีกายสังขารเป็นมนุษย์อยู่
จิตวิญญาณแก่นแท้ผู้มาเกิดที่เป็นตัวจริงนั้น
เราขอย้ำต่อท่านทั้งหลายให้สำนึกรู้ทั่วกันว่า
จะถูกกักตัวเอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
ถ้าเปรียบเครื่องยนต์แห่งกรรมหรือกายสังขาร
เป็นเหมือนวัดที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารวัดหนึ่ง
จิตวิญญาณตัวตนแท้จริงผู้ข้นอาสามาเกิดนั้น
ไม่ต่างจากองค์พระประธานในวัดพุทธทั่วไป
ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า
แต่พูดไม่ได้ให้เคลื่อนไหวแบบมนุษย์ก็ไม่ได้
โดยมีเจ้าอาวาสเป็นเจ้าวัดผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
ขณะที่ตัวท่านกำลังมีภพชาติเป็นมนุษย์
ในลักษณะของ “คนเห็นดาว เท้าติดดิน” นั้น
การมีสำนึกรู้ในการมีชีวิตอยู่ของตนเอง
รวมทั้งการตื่นรู้ในทุกสิ่งทุกเรื่องราวทุกขณะ
ผู้เริ่มต้นการสั่นสะเทือนนั้นก็คือ “จิตสามนึก”
โดยที่จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายนั้น
ไม่อาจจะเป็นผู้เริ่มต้นการสั่นสะเทือนเองได้
แต่เนื่องจากการมาเกิดของท่านทั้งหลายนั้น
จิตวิญญาณขันอาสามาเกิดเป็น #คนสองมิติ
วจีกรรมกับกายกรรมที่เป็นพฤติกรรมภายนอก
จะต้องขับเคลื่อนออกมาจากพฤติกรรมภายใน
นี่คือบริบทของ “คนสองมิติ” นั่นแหละ
มนุษย์โลกทุกคน
จึงต้องทำตนให้เป็นคนสองมิติขนานแท้
โดยเป็นผู้มี #จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว เท่านั้น
คือต้องนึกก่อนคิดเพื่อคิดก่อนพูดคิดก่อนทำ
ซึ่งต้องใช้จิตสามนึกเป็นตัวเริ่มต้นเสมอ
พระเจ้าหรือพระผู้สร้าง
ทรงออกแบบให้ “จิตวิญญาณ” ของท่าน
ประทับเป็นประธานที่นิ่งสงบอยู่ในโบสถ์
โดยโบสถ์ในสังขารมนุษย์ก็คือต่อมพิทูอิทารี
ส่วนเจ้าอาวาสจะเป็น “จิตหยาบ” ที่มีสามนึก
จะจำวัดคอยเป็นหูเป็นตาอยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาส
กุฏิเจ้าอาวาสก็คือ “ต่อมไพเนียล” หน้าโบสถ์
เจ้าอาวาสจะมีตาหูจมูกปากลิ้นกายสัมผัส
ซึ่งเป็นกลไกอายตนะภายนอกคอยสอดส่อง
เพื่อการสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้าภายนอกของวัด
รวมทั้งมีจิตสามนึกในตนเองทั้ง 3 นึกให้ใช้
ในการกระทำทุกสิ่งเพื่อจิตวิญญาณของตน
ให้บังเกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้องในสองมิติให้จงได้
ถ้าท่านใช้จิตสามนึกของจิตหยาบ
สั่นสะเทือนเป็นมโนกรรมขึ้นมาเมื่อไหร่
จิตวิญญาณของท่านจะใช้ #จิตใต้สามนึก
สั่นสะเทือนตามจิตสามนึกนั้นในทันที
แปลว่าทุกสิ่งอย่างที่จิตหยาบสั่นสะเทือน
มันจะไปสิ้นสุดที่จิตวิญญาณของท่านเสมอ
ตรงจุดนี้ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
เวรกรรมหรือบาปบุญที่พวกท่านก่อขึ้นมานั้น
มันจะเริ่มต้นที่จิตแล้วไปสัมฤทธิ์ผลที่กาย
คือมโนกรรมเป็นผู้เริ่มต้นผลจึงจะเกิดที่กาย
หรือ “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” นั่นแหละ
เพียงแค่ท่านสั่นสะเทือนเป็นมโนกรรมขึ้นมา
เวรกรรมตามกฎแห่งกรรมมันก็เกิดขึ้นได้แล้ว
แม้ว่าคนรอบข้างไม่มีใครรู้เห็นจิตท่านก็ตาม
ถ้าท่านปรารถนามรรคผลนิพพาน
ต้องการหลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตาแล้ว
ท่านจะต้องอยู่เหนือกฎแห่งกรรมให้ได้
ด้วยการตั้งสติระวังจิตตนเองเอาไว้ให้ดีก่อน
อย่าให้มัน “สิบเอ็ดรอดอ” ไปเที่ยวก่อกรรม
จากการสัมผัสรู้ดูเห็นหรือนึกนั่นโน่นนี่
แต่นึกไม่ดีคือ “นึกลบ” ต่อบุคคลอื่นเด็ดขาด
บาปกรรมจะเกิดขึ้นเป็น #บุรพกรรม ทันทีนั้น
บุรพกรรมนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า “วิบากกรรม”
เจ้าตัววิบากกรรมนี่เอง
ที่เป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของท่าน
ทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์มีชาตินี้ชาติหน้า
ที่ต้องมีชาติหน้าเพื่อจะได้กลับมาเกิดใหม่
เพื่อผจญกับเงื่อนไขชีวิตแบบเดิม ๆกันอีกครั้ง
จะได้ตัดสินใจใหม่เสียให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งว่า
จะใช้จิตก่อกรรมทำผิดบาปก้าวล่วงเขาอีกไหม
ซึ่งเป็นกระบวนการชำระวิบากกรรมโดยแท้
มนุษย์ต้องตายแล้วเกิดใหม่ก็เพราะเหตุนี้
ถ้าท่านก่อ “มโนกรรมด้านลบ” ให้เกิดขึ้น
แล้วนำมันออกมาแสดงข้างนอก
เป็นวจีกรรมคือคำพูดหรือการกระทำทางกาย
ที่ก้าวร้าวก้าวล่วงต่อผู้อื่นทำให้เขาเสียสมดุล
จนโกรธเกลียดเคียดแค้นอาฆาตพยาบาทแล้ว
แทนที่จิตวิญญาณแก่นแท้ก็คือตัวท่านเอง
จะมีวิบากกรรมหรือบุรพกรรมติดตัวไปเมื่อตาย
ท่านยังจะจูงมือผู้อื่นที่เสียสมดุลไปเพราะท่าน
ให้มาเกิดใหม่เพื่อร่วมกันแก้ไข “เวรกรรม” นั้น
ทับซ้อนขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งในภพชาติหน้าด้วย
กลไกทางจิตสามนึกของมนุษย์โลก
ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันกับจิตวิญญาณ
ตามความจริงที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้แล้ว
จงใช้ชีวิตประจำวันด้วยการข้ามพ้นกรรมให้ได้
สิ่งที่ต้องระวังให้มากที่สุดคือการระวังจิต
เพราะเมื่อสั่นสะเทือนขึ้นจะเกิดความรู้สึกทันที
โดยฝึกตนให้ #รับรู้ได้แต่ไม่รับเอามาปรุงแต่ง
#รับรู้เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เท่านั้นพอ
ถ้ารับรู้สิ่งใดแล้วรับเอา
ด้วยการปรุงแต่งจนเกิดความรู้สึกคือเวทนาขึ้น
สภาวะจิตในขณะนั้นมันจะไม่นิ่งสงบอีกแล้ว
พระพุทธเจ้าทรงเลือกใช้คำว่า “จิตเกิดทุกข์”
คำว่าทุกข์จึงหมายถึง #สภาวะจิตที่ไม่สงบ
ถ้าท่านไม่ต้องการให้จิตเกิดทุกข์แล้ว
ทำได้ง่ายมากเลยโดยชาตินี้ไม่ต้องรีบตาย
เพื่อหนีไปเกิดเป็นเทพเทวดาบนสวรรค์มายา
ด้วยเชื่อว่าอยู่บนนั้นแล้วมีแต่สุขไม่มีทุกข์แล้ว
เคล็ดลับก็คือ “รับรู้แล้วไม่รับเอามาปรุงแต่ง”
พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า #วางจิตเป็นอุเบกขา
ถ้าท่านกำกับควบคุมจิตหรือกำกับมโนกรรมได้
พร้อมกับการสำรวมกายและวาจาได้ด้วยแล้ว
มนุษย์จะเป็นคนพ้นกรรมได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อเป็นคนพ้นกรรมได้แท้จริงแล้ว
ท่านก็จะมีชีวิตเป็นอมตะโดยมีอายุขัยยืนยาว
จะไม่มีนรกสำหรับจิตวิญญาณท่านอีกต่อไป
จะไม่มีแม้กระทั่งเจ้ากรรมนายเวร
ถ้าไม่โง่ง่ายหลงเชื่อตามคนนำทางตาบอด
ที่หลอกให้เชื่อว่าสวรรค์มายานั้นมีอยู่จริง
สวรรค์มายามีแต่ความสุขไม่มีทุกข์มีแต่ทิพย์
จนทำให้กิเลสมารในจิตท่านสั่นระริกแล้ว
สวรรค์มายาก็จะไม่พาท่านหลงไปทางนั้นด้วย
เรื่องราวเหล่านี้มนุษย์ต่างดาวไม่ได้เกี่ยวอะไร
มีแต่ผีโสโครกปั้นเรื่องแต่งนิยายขึ้นมาหลอก
ให้คนรุ่นใหม่ที่โง่ง่ายงมงายเชื่อตามเท่านั้น
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
09/07/2569
