พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
การที่มีใครบางคนซึ่งหลงใหลในกรรมฐาน
พากันตื่นเต้นว่านักรบที่ควบคุมจิตตนเองได้
เป็นนักรบผู้มีอาวุธประจำกายที่อันตรายที่สุด
โดยมองว่าการฝึกสติและควบคุมลมหายใจ
ตามแบบพระป่าสายกรรมฐานจะได้ผลที่สุด
จึงจัดให้เป็นเรื่องของประสาทวิทยาสมัยใหม่
ที่เรียกว่า Deep Cognitive Regulation กันไป
นั่นคือการเซ็ตโปรแกรมจิตปัญญาจากภายใน
เพื่อการควบคุมจิตกับสมองไว้ให้ได้
พระโอวาทในตอนที่แล้วนั้น
เราได้ยืนยันด้วยทรรศนะแห่งพระเจ้าว่า
เป็นการคิดเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตรงจริงเท่าใดนัก
เพราะวิธีการฝึกจิตด้วยการปิดอายตนะเอาไว้
โดยแกล้งทำเป็นอายตนะพิการไปชั่วคราวนั้น
มันมิใช่การปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาตินั่นแหละ
คนที่เชื่อแบบนี้คงไม่เคยรู้มาก่อนว่า
พระป่าไทยสายกรรมฐานผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้
เป็นพระที่เคร่งครัดจัดจ้านในกรรมฐานสมาธิ
จนดูเหมือนว่าท่านเหล่านี้นั้นควบคุมสติตนเอง
ได้ดีกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไปในสังคม
เราจะกล่าวความจริงให้โลกรู้ว่า
#การครองสติเอาไว้ให้ได้นั่นคือเป้าหมายแรก
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าสามารถจัดการได้
ด้วยปฏิบัติการทางเทคนิคคือ #สมถะกรรมฐาน
แต่เป้าหมายสำคัญที่ท่านต้องจัดการมันก่อน
นั่นคือ #ดับการเกิดดับของกิเลสที่ในจิต ให้สิ้น
ซึ่งพระพุทธองค์เรียกว่า #นิพพานกิเลส ไงล่ะ
เพราะจิตหยาบของมนุษย์ถูกกิเลสมารครอบอยู่
เมื่อมีสิ่งเร้าภายนอกส่งเข้าไปกระทบจิตเมื่อใด
มารภายในคือ “กิเลสตัณหา” มันจะฟุ้งขึ้นทันที
อาการฟุ้งนี้เราหมายถึง #จิตตกสติแตก นั่นเอง
ดังนั้น
ท่านจะสามารถกำกับควบคุมจิตตปัญญาได้
เพื่อไม่ให้กิเลสตัณหามันฟุ้งจนเกิดสติแตก
ก็ต่อเมื่อท่านต้องปิดอายตนะภายนอกไว้ให้มิด
เพื่อป้องกันจิตมิให้เกิดการสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้า
ที่จะส่งผ่านจากข้างนอกเข้าไปข้างในให้ได้
เรายืนยันว่ามันพอจะได้ผลเป็นรูปธรรมอยู่บ้าง
ก็จำเพาะตอนที่นั่งปิดอายตนะปลีกวิเวกเท่านั้น
ถ้าพวกท่านเปิดอายตนะทั้งห้าช่องทางออก
ด้วยการปฏิบัติตนตามธรรมชาติแบบตาดีหูดี
กลับเข้ามาทำตนเป็นสัตว์สังคมตามปกติแล้ว
สิ่งเร้าจากภายนอกทั้งห้ามันจะถาโถมเข้ามา
จะทำให้ท่านว้าวุ่นขุ่นมัวจนกิเลสรั่วนั่นแหละ
เพราะการนั่ง “กดข่มจิต” เอาไว้แบบพระวัดป่า
จะเอามาใช้ในชีวิตท่านที่เป็นสัตว์สังคมไม่ได้
อย่างที่เห็นนั่นแหละ “เมื่อสีกามาสีกูก็เสร็จกู”
ซึ่งส่วนใหญ่จะเก่งกันอยู่แต่นอกบ่อนเท่านั้น
พระโอวาทในสไลด์เล็กๆเมื่อวันก่อน
หากท่านย้อนกลับไปอ่านทบทวนกันแล้ว
เราใช้โวหารสื่อสอนพวกท่านไว้ให้ใช้ปัญญา
เพื่อพัฒนาจิตตปัญญาหรือจิตหยาบของท่าน
ให้มันสั่นสะเทือนสูงขึ้นจาก 4D -5D ให้ได้
โดยเราเปรียบคนที่คืนวันผู้เก่งแต่นั่งกรรมฐาน
เหมือนกันกับคนที่หนียุงเข้าไปซุกตัวอยู่ในมุ้ง
เพราะกลัวว่าจะโดนยุงกัดนั่นแหละ
อย่างนี้เขาเรียกว่าฉลาดใช้วิธีจัดการที่ตัวเอง
ด้วยการเอามุ้งมาครอบป้องกันตนเองเอาไว้
ยังไงๆฝูงยุงที่อยู่นอกมุ้งมันกัดตัวท่านไม่ได้แน่
เราขอถามท่านทั้งหลายว่า
ท่านจะซ่อนตัวกลัวยุงโดยหลบกันอยู่แต่ในมุ้ง
ได้ตลอดทั้งคืนวันและชั่วชีวิตนี้กันได้หรือเปล่า
เพราะตามปกติแล้วนอกมุ้งมันยังมียุงอยู่ทั่วไป
ถ้าโผล่ออกจากมุ้งเมื่อไหร่ท่านก็เสร็จยุงเมื่อนั้น
ความหมายก็คือการสร้างสติเพื่อกำกับจิตนั้น
มันไม่ได้ปฏิบัติผิดหลักธรรมอะไรหรอกนะท่าน
เพราะกิเลสตัณหาที่เป็นมารร้ายภายในจิตนั้น
ไม่ต่างจาก “ยุงร้าย” ที่ถูกท่านปิดกันมันไว้
ไม่ให้ผุดโผล่ขึ้นมาภายในสภาวะจิตของท่าน
ไม่ให้มันรบกวนสมาธิในการใช้ความคิดคำนึง
ในขณะท่านปฏิบัติสมถะกรรมฐานอยู่เท่านั้น
ท่านสังเกตดูก็ได้ว่าขณะนั่งกรรมฐานกันอยู่นั้น
จิตท่านยังใฝ่ฝันจะเห็นมายาทั้งแสงสีเสียง
อยากเห็นสวรรค์อยากเห็นเทพบุตรนางฟ้า
อยากเห็นแดนนิพพานอยากนั่นโน่นนี่สาระพัด
สิ่งเหล่านี้จะเกิดจากสิ่งใดได้ถ้าไม่ใช่กิเลส
ท่านทั้งหลายจง “ฉุกคิด” ในเรื่องนี้สักนิดว่า
การปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา
หรือว่าปฏิบัติตามพระโอวาทของพระเจ้านั้น
พวกท่านเรียกว่า #ปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติทำ
ถ้าเรียกว่าเป็นการ “ปฏิบัติธรรม”
พวกท่านก็ต้องปฏิบัติไปตามธรรมชาติ
หากท่านปฏิบัติตนผิดไปจากธรรมชาติ
แสดงว่าท่านกำลังปฏิบัติทำกันแบบ “อุตริ”
ฆราวาสผู้ครองเรือนอย่างท่านทั้งหลายนั้น
การทำตนปลีกวิเวกแบบนักบวชอย่างหนึ่ง
การแกล้งทำตนเป็นคนไม่มีปากไม่มีตาไม่มีหู
ทั้งๆที่ตัวท่านมีพวกมันครบถ้วนใช้การได้ดีอยู่
แล้วแกล้งทำว่าพิการไปชั่วคราวอีกอย่างหนึ่ง
ล้วนเป็นการทำตนอุตริผิดธรรมชาติใช่ไหมล่ะ
กรรมฐานของพระพุทธเจ้านั้น
เป็นปฏิบัติการทางเทคนิคที่เหมาะกับพระ
หาได้เหมาะกับฆราวาสที่หากินในสังคมไม่
เพราะสัตว์สังคมต้องเห็นคุณค่าของอายตนะ
แล้วยังต้องฝึกทักษะในการใช้งานมันอีกด้วย
พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ญาติโยมบวช
ถ้าผู้นั้นมีอาการไม่ครบ 32 เพราะอะไรนะหรือ
เพราะการบวชในบวรพระพุทธศาสนานั้น
เป็นการบวชเพื่อ #บวชเรียน ไงล่ะท่าน
ถ้าหูหนาตาบอดเป็นใบ้เสียแล้ว
กลไกการเรียนรู้พิการหรือหย่อนประสิทธิภาพ
จะยังผลให้ประสิทธิผลในการเรียนรู้ด้อยลง
พระพุทธองค์จึงไม่ทรงอนุญาตให้บวชได้
การปฏิบัติสมถะกรรมฐานของพระวัดบ้านวัดป่า
เป้าหมายหลักก็คือการฝึกทักษะเพื่อควบคุมจิต
เมื่อทำให้จิตนิ่งสงบพอที่จะนึกคิดทีละเรื่องได้
เพราะขณะนั้นจิตท่านว่างจากกิเลสตัณหาแล้ว
พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่พระองค์ต้องการต่อไป
คำว่า #จิตว่างจากกิเลสตัณหาได้แล้วนี้
ไม่ต่างจากที่ตัวท่านมุดเข้าไปซ่อนยุงอยู่ในมุ้ง
ยุงกัดท่านไม่ได้แม้นอกมุ้งยุงมันก็ยังคงมีอยู่
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
06/07/2569
