พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงสัมผัสความทุกข์
จากการประทับอยู่ท่ามกลางความสุขสบาย
ในทรรศนะของชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย
จนถึงวันหนึ่งจึงได้เสด็จออกจากรั้ววังไป
เพื่อนำพระองค์เองออกจากสิ่งแวดล้อมนั้น
เพราะทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้
สิ่งแวดล้อมภายในรั้วในวังก็คือ
ชีวิตประจำวันที่ถูกดูแลแบบ “เจ้าชาย”
จนพระองค์ทรงรู้สึกเบื่อหน่ายความจำเจนั้น
แม้ในสายตาของชาวบ้านนอกวังโดยทั่วไป
ส่วนใหญ่จะมีผู้เห็นต่างจากพระองค์ก็ตาม
ด้วยความฉลาดของเจ้าชาย
เมื่อทรงรู้ดีว่าพระองค์ไม่อาจจัดการปัญหา
ที่นำมาซึ่งความทุกข์ใจดังกล่าวนั้นได้
จึงทรงเลือกจัดการปัญหานั้นที่พระองค์เอง
ด้วยการนำตนเองออกจากกองทุกข์นั้นแทน
เพราะทรงเห็นว่าเป็นวิธีจัดการที่ง่ายกว่า
ประสบการณ์ในชีวิตจริงของพระองค์นี้
เป็นสิ่งที่ทรงเรียกว่า #ความทุกข์ ของจิต
คือที่มาของพระองค์ที่ทรงนิยามความทุกข์
ซึ่งเป็นความหมายในเชิง “โลกียะธรรม” ว่า
#ความทุกข์ก็คือสิ่งที่เกิดแล้วทนได้ยาก
เมื่อทนได้ยากจึงทรงต้องหนีออกจากวังไป
ดังนั้น
ความทุกข์ของเจ้าชายสิทธัตถะ
จึงเป็นความทุกข์ในระดับโลกียะธรรม
อันเกิดจาก #ความเบื่อหน่ายจำเจซ้ำซาก
แม้ว่ามันจะเป็นความสุขสบายของเจ้าชาย
ในสายตาของชาวบ้านนอกรั้ววังก็ตาม
ตัวชี้วัดความทุกข์หรือสุขของมนุษย์นั้น
จะเป็นความทุกข์ที่เกิดจากจิตใจเป็นสำคัญ
ไม่ใช่ความทุกข์หรือสุขที่เกิดแก่กายสังขาร
ตามแบบที่ชาวบ้านทั่วไปเขาคิดเห็นเป็นกัน
ชาวบ้านต่างมองว่าถ้ามันเป็นสิ่งเร้าด้านบวก
ที่เป็นเหตุให้ตนพึงใจชอบใจนั่นคือความสุข
ถ้าเป็นสิ่งเร้าด้านลบที่เป็นเหตุให้ตนไม่พอใจ
นั่นคือสิ่งที่มนุษย์มองว่ามันคือ #ความทุกข์
ดังนั้น
สำหรับมนุษย์แล้ว “จิตกับกาย” เป็นของคู่กัน
เมื่อใดที่ตนมีปัญหาทางกายก็คือ “ทุกข์กาย”
ก็จะเป็นเหตุให้เกิดอาการ “ทุกข์ใจ” ได้เสมอ
ในทางกลับกันเมื่อเกิดอาการวิตกกังวลใจ
จะเกิดอาการกินไม่ได้ถ่ายไม่ออกนอนไม่หลับ
จนเกิดอาการ “ทุกข์กาย” ได้เช่นเดียวกัน
คนนำทางตาบอดชราในกาลอดีตนั้น
ไม่เข้าใจความจริงในเรื่องที่เรากล่าวมานี้
จึงสรุปกันเองว่าความทุกข์ของพระพุทธเจ้า
ทรงหมายถึงเรื่องของ “ทุกข์กายทุกข์ใจ”
ซึ่งเป็นความจริงในระดับโลกียะธรรมเท่านั้น
แถมยังถูกผีโสโครกบิดเบือนสัจธรรม
ด้วยการส่งเสียงเข้าไปในหัวตามที่มารถนัด
จนนักบวชอาวุโสทางโลกแต่ยังอ่อนต่อกิเลส
จึงเชื่อตามมารที่หลอกว่าเป็นครูมาเป่าหูสอน
ทำให้ขาดการ “ฉุกคิด” เพราะสติขาดชั่ววูบ
คนนำทางตาบอดชราจึงพากันประกาศว่า
เกิดมาเป็นมนุษย์โลกนั้นแสนจะทุกข์อย่างยิ่ง
เมื่อมาเกิดแล้วให้รีบหาทางพ้นทุกข์เสียไวๆ
เป้าหมายการปฏิบัติธรรมจึงเป็นการพ้นทุกข์
ด้วยการรีบตายจากโลกไปเกิดเป็นเทพเทวดา
แล้วบิดเบือนต่อไปอีกว่านั่นคือ “นิพพานแล้ว”
ทั้งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสอนไว้เช่นนั้นเลย
การรีบปฏิบัติธรรมเพื่อจะตายไปจากโลก
โดยแห่ไปเกิดบนสวรรค์มายาแทนนั้น
พี่น้องทั้งหลายต้องตื่นรู้เอาไว้ด้วยว่า
นอกจากมันจะเป็นนิพพานแบบตาลยอดด้วน
ตามสำนวนโวหารขององค์พระศาสดาแล้ว
มันยังผิดต่อสัจจะตาม “พันธะสัญญา 6” ด้วย
เพราะจิตวิญญาณแก่นแท้ของตัวท่านเอง
ได้ให้สัจจะต่อพระเจ้าผู้ทรงอนุญาตให้มาเกิด
ตั้งแต่ก่อนมีภพชาติแรกเอาไว้ก่อนแล้วว่า
พวกท่านจะมาเกิดเป็นคนสองมิติอยู่ที่โลก
เพื่อจะคนตนเองให้เป็นมนุษย์ให้สำเร็จให้ได้
วิธี “คน” ก็คือ #การหมุนธรรมจักรในตนเอง
แล้ว “หมุนธรรมจักรร่วมกัน” ในแบบรวมหมู่
โดยใช้ขันธ์ห้าผลิตพลังงานจิตด้านบวก
เพื่อช่วยทำให้โลกเหวี่ยงหมุนต่อเนื่องให้ได้
พวกท่านจะสำเร็จเป็นมนุษย์ได้นั้น
จักต้องร่วมกันหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้
โดยต้องมีตัวตนเป็นๆอยู่บนโลกเสรีนี้เท่านั้น
ถ้าตายไปเกิดเป็นเทพพรหมบนสวรรค์มายา
นอกจากจะผิดสัจจะในพันธะสัญญา 6 แล้ว
ยังล้มเหลวในภารกิจทางจิตวิญญาณด้วย
เพราะว่าการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้นั้น
ตัวตนแท้จริงต้องไม่ตายไปจากโลกเด็ดขาด
เพราะถูกผีโสโครกขโมยลูกแกะของพระเจ้า
ให้ไปปีนรั้วเข้าคอกทั้งที่ประตูคอกยังเปิดอยู่
รู้หรือไม่ว่านี่เป็นเหตุหนึ่งซึ่งเราต้องกลับมา
พร่ำเรียกหาลูกแกะของพระเจ้ากันอีกในชาตินี้
ถ้าใครยังมีตาหูที่ยังใช้การได้อยู่ก็จงรับฟังไว้
เพราะโลกกับมนุษย์สิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
14/07/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #พระเจ้า
#แชร์ได้ #อาจารย์ปริญญา
