กฎหรือหลักแห่งไตรลักษณ์



พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


ขอท่านทั้งหลายจงอย่าเกลียดกลัวความทุกข์

เพราะมีผู้แอบอ้างว่าพระพุทธเจ้าก็กลัวทุกข์

ถ้าไม่กลัวทุกข์พระองค์จะหนีออกจากวังหรือ

ทั้งพระองค์ยังทรงชักชวนให้ท่านนิพพานด้วย

นิพพานที่ชาวบ้านเข้าใจคือตายแล้วไม่เกิดอีก

แถมยังทำให้ชาวพุทธพากันเชื่อตามด้วยว่า

พระพุทธองค์ทรงส่งเสริมเรื่อง “สวรรค์มายา”

จนพี่น้องทั้งหลายหลงทางนิพพานกันมาก

จึงทรงเตือนว่าอย่านิพพานแบบตาลยอดด้วน

หลายคนแม้จะมีหูอยู่แต่ก็ไม่ยอมรับฟังเลย


จึงพากันหาทางไปเกิดเป็นเทพเป็นพรหม

เพราะเชื่อว่าบนสวรรค์มายาเป็นแดนสุขสงบ

เกิดเป็นมนุษย์โลกมีแต่เรื่องของทุกข์ทั้งสิ้น

เป้าหมายการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธนั้น

จึงมีหมุดหมายคือตายแล้วย้ายจิตวิญญาณ

ขึ้นไปอยู่ในวิมานเมืองแก้วบนสวรรค์มายา

ที่ใช้วิธีสั่งสมบุญทานบารมีเมื่อตนมีชีวิตอยู่

ในแบบทำบุญเบื้องล่างเอาไปสร้างเบื้องบน

ทำบุญหลายหนได้บุญกุศลหลายครั้ง


จนลืมไปเลยว่าที่ตนมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น

จิตวิญญาณต้องมาทำหน้าที่สำคัญเพื่อโลก

ไม่ได้มาเกิดเพื่อทำดีให้ตนเองแต่อย่างใด

แต่ที่มาเกิดคือท่านต้องทำเพื่อโลกต่างหาก

พระพุทธเจ้ายังตรัสเอาไว้ด้วยประโยคที่ว่า

“เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก” 


ประโยคนี้เราเฉลยให้รู้กันไว้นานแล้วว่า

พระพุทธองค์หมายถึงมนุษย์ช่วยให้โลกหมุน

โดยสั่นสะเทือนจิตสามนึกเพื่อการใช้ขันธ์ห้า

ด้วย “ความรักเพื่อให้ทุกแบบ” หมุนธรรมจักร

ทำการผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก

แบบที่โลกต้องการนำไปใช้บิดแกนแม่เหล็ก

เพื่อทำให้โลกเกิดการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง

อันหมายถึงทำให้โลกสมดุลนั่นแหละ


คนนำทางตาบอดชราในอดีต

ถูกผีโสโครกหลอกลวงให้บิดเบือนสัจธรรม

แล้วนำมากล่าวต่อชาวบ้านชาวเมือง

ให้ละทิ้งภารกิจของจิตวิญญาณกันมาตลอด

แทนที่จะทำตามพันธะสัญญา 6 ให้จริงจัง

กลับทำทุกอย่างเพื่อสนองกิเลสตัวเองแทน


กิเลสตัวแรกก็คือ #การกลัวทุกข์

กิเลสตัวที่สองคือ #พึงพอใจในสวรรค์มายา

ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สัจจะแต่อย่างใด


พระโอวาทในตอนที่แล้ว

เราได้อธิบายขยายความให้พวกท่านรู้ไว้ว่า

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ “อริยสัจสี่” 

ที่พวกผีโสโครกชอบหยิบยกเอามาอ้าง

เพื่อจูงใจพี่น้องให้หลงเชื่อตามพวกมันว่า

พระพุทธเจ้ายังทรงกล่าวถึงคำว่า “ทุกข์” ไว้


แต่คำว่า “ทุกข์” ของชาวบ้านนั้น

มันเป็นคนละเรื่องกันกับความทุกข์

ในความหมายของพระศาสดาที่ท่านต้องรู้


ประโยคสำคัญที่เราจะกล่าวไว้ตรงนี้ก็คือ


1.มนุษย์เป็นคนสองมิติ

2.ทุกข์จึงมีสองแบบคือทุกข์กายกับทุกข์ใจ

3.เมื่อทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยาก

4.ถ้าไม่อยากทนจึงต้องดับทุกข์นั้นให้สิ้น

5.เหตุแห่งการเกิดทุกข์นั้นก็คือ #ปัญหา

6.ถ้าจัดการแก้ไขปัญหานั้นได้ทุกข์ก็ดับ

พระศาสดาทรงแนะให้ใช้หลักแห่งอริยสัจสี่

ตามที่เรากล่าวไว้ในตอนที่แล้วไงล่ะ


7.ไม่มีปัญหาใดในโลกนี้ที่แก้ไขไม่ได้

ปมเชือกกองโตที่มันผูกพันซ้อนๆกันอยู่

แม้จะแก้ไขได้ยากแต่ก็สามารถแก้ไขได้เสมอ

ถ้ารู้วิธีแก้มีมานะพยายามและไม่กลัวปัญหา


หมวดของสัจธรรมของพระศาสดา

ที่ทรงกล่าวถึงคำว่า “ทุกข์” เอาไว้อีกหมวด

ซึ่งคนนำทางตาบอดชรามักนำมากล่าวอ้าง

เพื่อชวนให้เชื่อว่าคำสอนเรื่องทุกข์ของตน

เป็นสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ว่าด้วยเรื่องของ #หลักแห่งไตรลักษณ์

คือ #อนิจจัง #ทุกขัง #อนัตตา


เห็นหรือไม่ว่าสัจธรรมหลักนี้

มีคำว่า “ทุกข์” เข้ามาเกี่ยวข้องอีกแล้ว

ถ้าหยิบเอาคำว่าทุกข์แยกออกมาดูเดี่ยว ๆ

มารจะพาเลี้ยวไปขังไว้บนสวรรค์มายาแน่


สวรรค์มายาของมารที่ว่านี้นี่แหละท่าน

เป็นตัวอย่างที่พวกมันเรียกเองว่า Metrix

แล้วใช้จิตใต้สำนึกของจิตวิญญาณของท่าน

ที่เชื่อตามพวกมันว่า “สวรรค์มายา” มีจริง

ฉายภาพโฮโลแกรมนั้นขึ้นในจินตนาการ

ทันทีที่มนุษย์ละทิ้งกายสังขารไปจากโลกนี้

เพราะพระพุทธเจ้าและองค์พระเยซูทรงรู้ทัน

จึงเป็นมนุษย์สองท่านที่ไม่ตกหลุมพรางมาร

ทรงข้ามผ่านเครื่องหลอกลวงนี้ไปได้


กฎหรือหลักแห่งไตรลักษณ์

ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงนั้น

เป็นเรื่องของความทุกข์ในระดับเซลล์

ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของกายสังขาร

ที่เป็นด้านกายภาพในมิติโลกนั่นแหละ

เพราะเซลล์อวัยวะและร่างกายทุกๆเซลล์นั้น

พลังงานจิตที่เป็นคลื่นไฟฟ้าจะแล่นผ่าน

เมื่อจิตมีอาการสั่นแบบไหนอย่างไรก็ตาม

ถ้าเซลล์อวัยวะร่างกายนั้นมันทนไม่ได้

ก็จะแสดงอาการไปตามคลื่นของจิตนั้นเสมอ


นี่จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า 

“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” 

ตามที่มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบจะกล่าวกันอยู่


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

เพราะหลักแห่งอนิจจังทุกขังอนัตตานี่แหละ

ที่ทำให้พวกท่านสามารถ “อ่านภาษากาย” 

เพื่อ “อ่านใจ” คนอื่นได้บ้างไม่มากก็น้อย

แม้จะเป็นคนอำพรางเก่งหรือว่าแสดงเก่ง

ถ้าสังเกตดีๆจะมี “แล่บ” ออกมาให้เห็นบ้าง

โบราณว่าห้ามไฟไม่ให้มีควันนั้นห้ามไม่ได้

ฉันใดก็ฉันนั้น


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

15/07/2569