พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
พระโอวาทในบทที่ผ่านมาแล้วนั้น
พระองค์ทรงแนะวิธีการ #นิพพานกิเลส
ในขั้นตอน “เวทนาขันธ์” ของ #ขันธ์ห้า
ทันทีที่จิตหยาบได้รับรู้รูปนามไปแล้ว
ทรงเน้นว่าอย่ายอมให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา
ไม่ว่า “ชอบไม่ชอบ” หรือ “สวยไม่สวย”
โดย “ขันธ์ห้า” นั้นหมายถึง
อาการสั่นสะเทือนของจิตหยาบ
ที่จะเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีการรับรู้สิ่งเร้าใดๆ
ทั้งสิ่งเร้าจากภายนอกผ่านอายตนะทั้งห้า
หรือเกิดจาก #จิตสามนึก ของจิตหยาบเอง
ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นไปแบบอัตโนมัติ
ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนตามลำดับ คือ
#รูป #เวทนา #สัญญา #สังขาร #วิญญาณ
พระองค์ทรงเมตตาสอนมาว่า
ขั้นตอนที่สองนั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
ซึ่งมนุษย์จะยอมให้เป็นไปแบบอัตโนมัติไม่ได้
นั่นคือพวกท่านจักต้อง #แทรกแซง ให้ทัน
ด้วยการ #รับรู้รูปนาม ในขั้นที่หนึ่งแล้ว
จักต้องระงับยับยั้งไว้ไม่ให้เกิด #ความรู้สึก
ในขั้นที่สอง คือ “เวทนาขันธ์” ให้จงได้
หากท่านสามารถทำได้กิเลสก็จะไม่เกิดขึ้น
ถ้าทำได้จนเป็นธรรมชาติของตัวเองแล้ว
นั่นคือ #การนิพพานกิเลส ก่อนตายนั่นเอง
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พระหรือสาวก
ที่เลือกปฏิบัติกรรมฐานอันเป็นเทคนิคสมาธิ
ใช้วิธีกดข่มอาการทางจิตของตนเองเอาไว้
ไม่ให้เลื่อนไหลไปตามสันดานของจิตตน
ซึ่งสายกรรมฐานของพระวัดป่าทุกท่านนั้น
ต้องฝึกกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกของตน
เพื่อบังคับให้จิตหยาบเบี่ยงเบนพฤติกรรม
ไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเข้าออกแทนชั่วคราว
เพราะพระองค์รู้ว่าจิตหยาบต้องมีสิ่งยึดเกาะ
ถ้าจะไม่ให้เลื่อนไหลเป็นไม้เลื้อยอยู่เรื่อยไป
การรู้สติอยู่กับปัจจุบันนั่นไงคือทางเลือก
ตราบใดที่ท่านยังนั่งกรรมฐานสมาธิอยู่
สิ่งเร้าภายนอกไม่มีเพราะอายตนะบอดแล้ว
สิ่งเร้าภายในจากจิตเองก็ไม่เกิดแล้ว
เพราะท่านเลือกที่จะกำหนดลมหายใจไว้
ดังนั้น
สภาวะจิตของตัวท่านในปัจจุบันขณะนั้น
มันจึงเป็นสภาวะจิตแบบเทียมๆไม่ใช่สัจจะ
เป็นปฏิบัติการทางเทคนิคมิใช่ธรรมชาติแท้
เมื่อเกิดกรณี #สีกามาสีกูทั้งคู่เลยเสร็จกัน!
เมื่อมีเงินทอนวัดขึ้นมาบางอาตมาก็เลยอม
เพราะวิธีการนั่งกดข่มจิตของตนเอาไว้
ไม่ใช่วิธีชำระจิตที่ถูกต้องถ่องแท้ไงล่ะ
เราจึงย้ำต่อท่านทั้งหลายตลอดมาว่า
ชาวบ้านร้านตลาดก็สามารถนิพพานกิเลสได้
เพราะกรรมฐานไม่ใช่วิธีการดับกิเลสถาวร
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนเอาไว้เช่นนั้นเลย
พระองค์ทรงชำระจิตหยาบให้สะอาดบริสุทธิ์
ทรงเลือกใช้วิธีการ #ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เริ่มด้วยการดำริชอบและทำความเพียรชอบ
โดยทรงปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่างหาก
ผลของการปฏิบัติจริงนั่นแหละ
ทักษะทางจิตของพระองค์จึงเกิดการตื่นรู้
เพราะทรงสามารถควบคุมจิตของตนเองได้
ไม่ใช่ทรงนิพพานกิเลสทั้งหมดที่ในจิตได้
จากการนั่งกรรมฐานทั้งวันทั้งคืนแต่อย่างใด
ใครที่เชื่อตามแบบที่เชื่อกันอยู่นั่นคือหลงผิด
ขอจง “ฉุกคิด” ให้รู้ทันความจริงเอาไว้ด้วย
เพราะการรู้สติเท่านั้นที่จะช่วยท่านให้หลุดพ้น
จากความเชื่อผิดๆจนงมงายกันมาตลอดได้
ดูลูกหลานของท่านเองก็ได้นะ
ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างพวกท่านนั้น
รวมทั้งตัวของเด็กๆเองด้วยเช่นกัน
ถ้าไม่ได้ฝึกการใช้มือหยิบจับขวดนมจับช้อน
เพื่อการดื่มนมเองป้อนข้าวเข้าปากตัวเองแล้ว
โตขึ้นลูกหลานของท่านจะช่วยตัวเองได้หรือ
ถ้าวันๆได้แต่นั่งกรรมฐานสมาธิกดข่มจิตไว้
กิเลสมารภายในจิตมันจะดับหายไปเองไม่ได้
กิเลสมารที่ในจิตมนุษย์นั้น
จึงถูกเปรียบเป็นเหมือนดั่งสนิมของจิต
ถ้าจะเอาสนิมออกจึงต้อง “เคาะ” ต้อง “แคะ”
การเคาะการแคะออกจึงจำต้องใช้วิชาช่าง
ถ้าไม่ใช่ช่างคนทั่วไปมักจะนึกถึงน้ำหรือน้ำยา
คนที่เลือกใช้น้ำยามาล้างกิเลสหรือสนิมจิต
จึงต้องเป็นคนที่มีน้ำยาคือมีวิชาช่างติดตัว
วิชาช่างของคนที่มีน้ำยาคืออะไรรู้ไหมท่าน
สูตรน้ำยาที่ว่าคือ #รับรู้สิ่งใดอย่าได้ไปรับเอา
เมื่อรับเอาแล้วกิเลสคือความรู้สึกก็จะเกิดขึ้น
ที่มันเคยเกิดมาแล้วในอดีตก็ช่างหัวมันเถอะ
จงใช้สติคอยกำกับจริตสันดานมันเอาไว้
ป้องกันไม่ให้มารหรือมะเร็งร้ายมันเกิดขึ้นอีก
นานวันเข้ามันจะฝ่อของมันไปเองในที่สุด
เพราะไม่มีเชื้อร้ายให้มารมันเสพได้อีกไงล่ะ
เพราะพี่น้องของเราเชื่อตามคนนำทางตาบอด
ซึ่งถูกผีโสโครกบิดเบือนสัจธรรมพระศาสดา
ให้เอามาหลอกผู้ประพฤติธรรมที่ขาดปัญญา
ให้จำมาทำตามด้วยเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอน
ชาวบ้านหลงผิดคิดไปเองว่าศิษย์ตถาคตนั้น
ท่านพวกนี้ต้องรู้จริงกล่าวจริงสอนจริงแน่นอน
ลืมไปว่าผ่านมาตั้งสองพันกว่าปีเศษแล้ว
คนนำทางตาบอดชราทั้งหลายไม่ใช่สาวก
ผู้ได้รับพระธรรมโอวาทจากพระโอษฐ์ศาสดา
คือฟังด้วยหูสองข้างของตนเองแต่อย่างใด
เป็นการรับฟังผ่านสื่อหรือตัวกลางมาทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้าจึงสอนหลักการเรียนรู้
สัจธรรมความจริงที่เป็นความรู้ใหม่เอาไว้ว่า
ให้ใช้หลักธรรมเรื่อง “กาลามสูตร” เท่านั้น
เพื่อป้องกันสัจธรรมของพระองค์ถูกบิดเบือน
ทุกวันนี้พี่น้องชาวจิตจักรวาลล้วนรู้ดีแล้วว่า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร
แต่คนนำทางตาบอดถูกมารผีเป่าหัวเป็นว่า
พระองค์ตรัสรู้เรื่องอริยะสัจสี่แทนเฉยเลย
ทั้งที่อริยะสัจสี่นั้นทรงค้นพบก่อนตรัสรู้เสียอีก
ผู้สืบทอดศาสนาถ้าไม่ใช้ปัญญาฉุกคิดแล้ว
หัวใจสำคัญของพุทธศาสนาในข้อธรรมข้อนี้
จะถูกด้อยค่าและทำให้เสื่อมหนักขึ้นทุกวัน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
13/07/2569
