เรื่องของ "ฌาน" และ "ญาณ"



เรื่องของ "ฌาน" และ "ญาณ"
*****************************
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

บนเส้นทางนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง
ของฆราวาสผู้ใฝ่นิพพานนั้น
ท่านสามารถสร้าง "ฌาน" และ "ญาณ"
ให้ก้าวหน้าสู่ขั้นสูงสุดโดยมิต้องผ่าน
การปฏิบัติกรรมฐานทั้งวันคืนก็ได้
เพียงแค่ท่าน "ฉลาด" ดำเนินชีวิตเท่านั้น

โดยท่านจะต้องรู้ความจริงก่อนว่า
ทั้งฌานและญาณล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญ
สำหรับผู้ใฝ่การหลุดพ้นทุกคนจักต้องใช้
มิใช่เฉพาะแต่นักบวช
ผู้ปลีกวิเวกไปจากทางโลกแล้วดอกนะท่าน

เพราะ "ฌาน" เป็นพลังอำนาจทางจิต
ที่เป็นเครื่องมือเพียงชิ้นเดียว
ที่จะช่วยให้ท่านเข้าถึง
พลังอำนาจทางปัญญาของสมอง
ที่เรียกว่า "ญาณ" 
หรือคำเต็มว่า "ปัญญาญาณ" ได้

พวกนักบวชเขาใช้กลวิธีสมถกรรมฐาน
ค่อยๆเพียรยกระดับการสั่นสะเทือนจิตตนเอง
ให้เข้าถึงการสั่นสะเทือนสูงขึ้นเรื่อยๆให้ได้
ด้วยวิธีการ "กำหนดจิต" หรือ กำกับจิต
ให้อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของตนให้ได้
ถ้ากำกับมันให้นิ่งสงบได้มากเท่าใด
แสดงว่าขณะนั้นจิตกำลังสั่นสะเทือน
เป็นคลื่นความถี่สูงมากเท่านั้น

จิตที่สั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูงมาก
จะเป็นจิตที่อยู่ในสภาวะสงบเป็นอันมาก
ซึ่งระดับความสงบมากนี่แหละที่เรียกว่า "ฌาน"
ถ้าสงบมากกว่าระดับฌานก็สูงกว่า

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ความจำเป็นของท่านต่อการเข้าถึง
ทั้ง "ฌาน" และ "ญาณ"
ถ้าปรารถนาการหลุดพ้นแท้จริงนั้น
ก็เพราะสาเหตุว่า

1.ฌาน ซึ่งเป็นพลังอำนาจทางจิตนั้น
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อน
กระบวนการสื่อสารสัมพันธ์ทางจิต
อันเป็นภาษาสากล
ระหว่างตัวท่านกับสรรพสิ่งใดๆในจักรวาล

ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการด้านการคิดรู้
กระบวนการด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล
กระบวนการถ่ายทอดพลังงานความรัก
จนแม้กระทั่งการเดินทางของจิตวิญญาณ
ในมิติที่สูงกว่ามิติโลกทางกายภาพ
ล้วนต้องใช้พลังอำนาจของจิต
เพื่อการขับเคลื่อนทั้งสิ้น

ดังนั้น
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน
จะมีพลังอำนาจทางจิตวิญญาณได้
ก็ต่อเมื่อจิตหยาบของท่าน
สามารถเข้าถึงจิตที่เป็นสมถะ
ในสภาวะที่เรียกว่า "จิตสงบ" เท่านั้น

ซึ่งท่านฆราวาสทั้งหลายผู้มีเวลาน้อย
เพราะยังมีครอบครอบครัวยังมีสังคม
ที่ท่านจักต้องรับผิดชอบกันอยู่
จะสามารถสร้าง "ฌาน" ให้เกิดในตน
โดยมิต้องใช้วิธีของนักบวชก็ได้
เพียงแค่ท่านถือลูกแก้วสองดวง
ที่องค์จิตจักรวาลทรงประทานมาให้
ด้วยการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ขณะดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

ลูกแก้วสองดวงที่ว่านี้ก็คือ
ดวงแรก หมายถึง ท่านต้องมีมหาสติ
นั่นคือ รู้สติ มีสติ และใช้สติ

ดวงที่สอง หมายถึง 
ท่านต้องมีปณิธานแห่งนิพพานชัดเจน
นั่นคือ รักได้ ให้เป็น ไม่ก้าวล่วงใคร
และใช้จิตตปัญญาดำเนินชีวิต
คือ คิดก่อนพูดหรือกระทำ
ตาม "ปริญญาโมเดล" ว่าด้วย 6 ถูก

อันประกอบด้วย...
ถูกคน ถูกวิธี ถูกที่ 
ถูกเวลา ถูกต้อง และถูกใจ
หากผิดข้อใดข้อหนึ่งในหกถูกนี้
ท่านจักต้องสงบระงับ
การแสดงออกหรือกระทำใดๆนั้นเสียทันที
มิเช่นนั้นจะเป็นการก่อกรรมใหม่ขึ้นมาได้

2.ญาณ ก็เป็นพลังอำนาจของสมอง
ที่แสดงออกมาในรูปของความฉลาด
ซึ่งต้องอาศัย "พลังของฌาน"
ช่วยสั่นสะเทือนเซลสมองของท่าน
ให้มันสั่นสะเทือนตาม
เพื่อสร้างพลังอำนาจทางปัญญาสูงสุด
ที่เรียกว่า "ญาณ" นั่นเอง

ดังนั้น
ถ้าท่านสามารถเข้าถึงระดับฌานสูงๆได้
มันจะทำให้ท่านฉลาดมากขึ้น
เพราะมีญาณสูงขึ้นโดยแท้

การยึดมั่นในการครอง "มหาสติ"
กับการยึดมั่นใน "ปณิธานแห่งนิพพาน"
ในการดำเนินชีวิตประจำวันของท่าน
มันจะช่วยให้ท่าน "จิตใสใจสวย" ขึ้นเรื่อยๆ
อันหมายถึงท่านจะมีสภาวะจิตสงบ
เข้าสู่โหมด "สุญตา" ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยกระบวนการทางธรรมะ
ที่เป็นวิถีแห่งธรรมชาติโดยแท้

เราจึงจะกล่าวความจริงว่า
ถ้าท่านยอมรับว่าธรรมะคือธรรมชาติแล้ว
การยกระดับจิตตปัญญา
ให้เกิดฌานกับญาณในชีวิตประจำวัน
ซึ่งเราเรียกว่า "ธรรมชาติสมาธิ" นี้
จึงเป็นมรรควิถีธรรมชาติที่แท้จริง

คนมีฌาน คือ ผู้ที่จิตวิญญาณพร้อมหลุดพ้น
เพราะมีพลังอำนาจเหลือเฟือที่จะดีดตนเอง
ออกไปจากแรงดึงดูดของเอกภพทั้งระบบ
กลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนทางจิตวิญญาณ
ที่เรียกว่าแดนสุญตาหรือแดนนิพพาน
ดินแดนของผู้อิ่มเอิบอยู่กับความว่างเปล่าได้

นอกจากนั้นพลังของฌาน
ที่ช่วยให้เกิดพลังของปัญญาญาณได้
ก็จะยังผลให้ท่านฉลาดคิด 
ฉลาดตัดสินใจในบททดสอบต่างๆ
และฉลาดในการเรียนรู้โลก
ซึ่งมันจะช่วยให้ท่านสามารถที่จะ
ไม่ก่อกรรมใหม่ให้เกิดกรรมเวร
ที่มันจะสะท้อนกลับมาเป็น "เวรกรรม"
ให้ท่านต้องมารับผิดชอบในชาติหน้าอีก

อีกทั้งมันยังจะช่วยให้ท่าน
แก้ไขผลกรรมเก่าๆที่เคยก่อไว้ได้ด้วย
เพราะว่าท่านฉลาดดำเนินชีวิต
ด้วย "ญาณ" หรือ ปัญญาญาณ
ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมดีงาม
อันหมายถึงการ "หลุดพ้น" 
หรือว่านิพพานได้อย่างสิ้นเชิงนั่นแหละ

เพราะจิตที่สงบ คือ จิตสุญตานั้น
ต้องเกิดจาก "จิตสามนึก" หรือ จิตสำนึก
ที่เข้าถึงสภาวะแห่งจิตใสใจสวยได้
จนเป็นคุณสมบัติทางจิตของท่านไป
กับจิตวิญญาณที่มีผลกรรมต่ำกว่า 30% 
เพราะไม่ก่อกรรมใหม่
และแก้ไขกรรมเก่าในชีวิตประจำวันได้

ทั้งสองประการที่กล่าวไว้นี้
นับเป็นคุณสมบัติหลักและสำคัญ
ที่จิตหยาบของท่าน
จักต้องให้รางวัลแก่แก่นแท้
หากปรารถนาจะนิพพานอย่างแท้จริง

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
5-4-2016

ข่าวสารการชำระโลกจากจิตจักรวาล


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
หลายปีที่ผ่านมานี้

มีทั้งคนคุ้นหน้าคุ้นตาและแปลกหน้า
ได้พากันออกมากล่าวขานกัน
ถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ
ที่น่าสะพรึงกลัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมทั้งระบุวันที่เวลาที่จะเกิดและสถานที่
เอาไว้ชัดเจนแบบฟันธงอีกด้วย
แต่ท้ายที่สุดแล้ว...มันก็มิได้มีอะไรเกิดขึ้น
คือ ทำนายทายผิดนั่นเอง

แต่ในขณะเดียวกัน
ทั่งโลกรวมทั้งประเทศไทยเองด้วย
ก็มีแนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติ
ในรูปแบบต่างๆและแปลกๆเพิ่มขึ้นจริงๆด้วย

สถานที่ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหว
ก็ชักจะเริ่มสั่นไหวถี่ขึ้นแรงขึ้น
สถานที่เคยเกิดแผ่นดินไหวแล้ว
ก็ยังมีการไหวซ้ำๆอีก

สถานที่ไม่เคยเกิดพายุทอร์นาโด
ก็กลับมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น
ทั้งๆที่เป็นพิกัดนอกเขตทอร์นาโด

สถานที่ซึ่งไม่เคยมี
คลื่นอากาศหนาวเย็นจัดพัดผ่าน
ก็ปรากฏว่ามีอากาศหนาวจัดอย่างไม่เคยเป็น

สถานที่ไม่เคยมีน้ำท่วม
ก็ปรากฏว่าเกิดอุทกภัยแบบเฉียบพลัน
สถานที่ไม่เคยมีหิมะตก
ก็เกิดหิมะตกลงมาอย่างหนัก
โดยเฉพาะประเทศในดินแดนแห่งทะเลทราย
ที่เป็นประเทศในเขตร้อน

ปรากฏการณ์เหล่านี้เอง
ที่ยั่วยวนให้นักทำนายหรือผู้พยากรณ์
ออกมากล่าวขานกันอยู่เป็นระยะๆ

แต่เราจะบอกความจริง
ซึ่งเป็นความลับเบื้องหลังมิติโลกว่า
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลกเสรีนี้
ทั้งที่ผ่านมา จนปัจจุบัน และในกาลอนาคต
มันมิใช่ภัยที่เกิดจากธรรมชาติปกติ

ภัยธรรมชาติที่ไม่ปกติก็คือ
ภัยที่เกิดจากการเสียสมดุลของระบบโลก
อันเกิดจากจิตสาม(สำ)นึกมนุษย์บกพร่อง
ทั้งในมิติโลกทางกายภาพ
เช่น การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
และในมิติทางพลังงานด้านของจิตวิญญาณ
เช่น รักกันไม่ได้ ให้กันไม่เป็น
ดำเนินชีวิตด้วยกิเลสตัณหา เป็นต้น

โดยที่วินาทีใดก็ตาม
ถ้าโลกเสรีนี้เกิดการเสียสมดุลไป
ในมิติใดมิติหนึ่งแม้เพียงเล็กน้อย
ภัยพิบัติอันเกิดจากดินน้ำลมไฟ
มันจะก่อตัวสำแดงปรากฏการณ์
ขึ้นมา ณ บัดเดี๋ยวนั้นเสมอ

นอกจากนั้นภัยพิบัติหนักเบาแต่ละแบบ
ยังเกิดจากการกระทำของช่างเท็คนิก
ในแผนปฏิบัติการปรับสมดุลของดาวโลก
เพื่อยกระดับโลกสู่ยุคพลังงานใหม่
ด้วยวิธีการชำระส่วนเกิน
ที่เป็นขยะรกโลกออกไปเสียจากระบบ

ด้วยเหตุนี้เอง...
คำทำนายของพวกเขา
จึงไม่เคยมีความแม่นยำแม้เพียงสักครั้ง
เพราะความศักดิ์สิทธิ์หรือการเป็นผู้วิเศษ
จะไม่มีวันเข้าถึงความจริงที่เกี่ยวกับ
วันเวลาและพิกัดที่จะเกิดภัยพิบัติได้เลย
เนื่องจากไม่มีผู้ใด
จะสามารถล่วงรู้ล่วงหน้าได้เลย

ที่รู้ล่วงหน้าไม่ได้ก็เพราะว่า
จิตสำนึกมนุษย์ทั้งโลกจะบกพร่อง
จนทำให้โลกเกิดการเสียสมดุลไป
ในวินาทีใดวินาทีหนึ่งนั้น
ไม่มีใครบอกได้หรอก
แม้กลไกเท็คโนโลยีของมนุษย์โลก
ก็ไม่มีความสามารถที่จะบอกล่วงหน้าได้

นอกจากนั้น...
จะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้อีกเช่นกันว่า
แผนปฏิบัติการชำระโลกของช่างเท็คนิก
จะปฏิบัติการแบบไหน
จะปฏิบัติการตรงพิกัดพื้นที่ไหน
จะปฏิบัติการในวันเวลาใด
จะปฏิบัติการในระดับรุนแรงขนาดไหน

มันจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ในแผนปฏิบัติการเลย
แม้แต่ทีมช่างเท็คนิกเอง
เพราะพวกเขาจะลงมือปฏิบัติการกัน
ในแบบกระทันหันเสมอ

ผู้ใดที่แม้จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์
ก็มิอาจบอกได้หรอกว่า

จะเกิดแผ่นดินไหว 
จะเกิดภูเขาไฟระเบิด
จะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ
จะมีอุกกาบาตพุ่งชน
ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

เหตุผลเดียว คือ "ความลับของฟ้า"
จึงเป็นที่มาของความไม่รู้

ดังนั้น...
ท่านทั้งหลายเมื่อรู้ความจริงดั่งนี้แล้ว
ต่อไปก็จงอย่าได้เชื่อข่าวลือ
อย่าได้หวั่นไหวไปกับคำทำนายนั้นๆ
เพราะมันมิใช่หน้าที่ของพวกเขา
พวกเขาจะไม่มีวันแม่นยำได้หรอก

ความลับและความจริงของฟ้า
จะทรงสื่อผ่านมาทางเรา
ในรูปของข่าวสาร
ให้ได้เปิดเผยกัน
ตามกาลเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
เพราะมันเป็นหนึ่งในภารกิจของเรา
มิใช่ภารกิจของใครอื่น

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
4-4-2016

ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 13


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ถ้าท่านเกิดมาชาตินี้
มีผู้คนมากมายนับหน้าถือตา
เป็นผู้ที่บุคคลอื่นล้วนให้เกียรติ
เป็นผู้ที่มีหน้ามีตาในสังคม

ไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งที่มีเกียรติในสังคม
หรือเป็นเพียงบุคคลธรรมดาๆ
ท่านก็มักจะเป็นผู้หนึ่ง
ที่จะได้รับความเชื่อถือและนับถือ
ของคนหมู่มากเสมอ

นั่นย่อมถอดรหัสกรรมได้ว่า
ในภพชาติที่ผ่านมานั้น
ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีอุปนิสัยดี
จนเป็นที่รักของคนหมู่มาก

พฤตินิสัยอันโดดเด่นของท่านก็คือ
ท่านเป็นคนที่ไม่อิจฉาตาร้อนใคร
เมื่อเห็นว่าใครมีดีกว่าท่าน ได้ดีกว่าท่าน
ท่านก็จะรู้สึกยินดีไปกับเขาด้วยเสมอ

ในชีวิตของท่านจึงมักแสดงความยินดี
ในความสำเร็จของผู้อื่นอยู่เนืองๆ

เวรกรรมด้านบวกอันเป็นผลกรรมจากอดีต
จึงส่งผลมาถึงชาตินี้

ด้วยการค้ำจุนให้ท่านเป็นผู้มีเกียรติ
เป็นที่ยอมรับนับถือของคนหมู่มาก

ท่านจะไม่มีใครดูหมิ่นเหยียดหยาม
ท่านจะไม่มีใครคอยปัดแข้งปัดขา
ท่านจะไม่มีใครอิจฉาตาร้อนหรือหมั่นไส้
ไม่ว่าท่านจะทำดีจนเพลินแล้วเด่นเกินใคร

บนเส้นทางชีวิตของท่าน
มันจะเต็มไปด้วยความราบรื่น
เพราะปราศจากคนอื่นๆเป็นอุปสรรค

รู้แล้วเช่นนี้....
นิสัยขี้อิจฉาตาร้อน
นิสัยชอบดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่นน่ะ
เลิกเสียทีดีมั้ย?

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
31-3-2016