คนสอนธรรม ช่างจำนรรจ์

 


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


คนบางคนที่ตั้งตนเป็น “คนสอนธรรม”

โดยอาศัยอ่านมากฟังมากพูดมากเป็นหลัก

จนเปลี่ยนศาสนาที่ตนเคยยอมรับนับถือมา

อย่างน้อยในชีวิตนี้ชาตินี้ก็หนึ่งครั้งแล้วนั้น

ก็มิได้การันตีว่าสัจธรรมคำสอนของเขา

จะถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริงเสมอไป


เพราะ “คนสอนธรรม” ที่แท้จริง

มิใช่จะแค่อาศัย “พูดเก่ง” สอนเก่งเท่านั้น

เพราะการพูดเก่งนั้นน่ะเป็นพรสวรรค์

ถ้าใครอ่านมากฟังมากเรียนมากก็พูดมากได้

เพราะมีองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมามากพอ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นซึ่งพวกท่านจะต้องรู้คือ

สัจธรรมคำสอนที่จำมากล่าวต่อนั่นต่างหาก

มันถูกต้องตรงจริงแล้วหรือเปล่า


ถ้าสัจธรรมที่จำแล้วนำเอามาสอนต่อนั้น

เป็นองค์ความรู้ที่ไม่ถูกต้องเพราะถูกบิดเบือน

คนสอนธรรมคนนั้นก็ต้องรู้ว่านั่นมิใช่สัจธรรม

แต่มันคือ “ยาพิษ” ที่หยิบยื่นให้เพื่อนมนุษย์

จากความไม่รู้หรือความโง่งมของตนเอง

ซึ่งเป็นการผิดบาปตามกฎแห่งกรรมอันมหันต์

แม้ว่าสัจธรรมที่จำมาสอนนั้นตนมิได้บิดเบือน

แต่มันถูกบิดเบือนมานานปีก่อนหน้านี้แล้ว

คนสอนธรรมจะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้


ตัวอย่างแรกเรื่องนิพพานกับสวรรค์มายา


คนสอนธรรมชื่อดังบางคนบนโซเชี่ยลไทย

ไม่ปฏิเสธสวรรค์มายาที่เป็นภพภูมิเทพเทวดา

แถมยังบอกคนชอบธรรมว่ามันเป็นแดนนิพพาน

ไปเกิดบนนั้นแล้วจะไม่ต้องกลับมาเป็นมนุษย์

โดยนิยามคำ “นิพพาน” ว่าตายแล้วไม่เกิดอีก

เพราะการมาเกิดเป็นมนุษย์เชื่อว่าทุกข์อย่างยิ่ง

จึงนิยามอีกว่านิพพานคือการดับทุกข์ได้สิ้นเชิง

ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงมิได้หมายความไว้เช่นนั้น


คำว่า “นิพพาน” พระพุทธองค์ทรงหมายถึง

ให้มนุษย์ นิพพานกิเลสให้สิ้น ขณะยังไม่ตาย

เพราะหน้าที่ของจิตหยาบคือ “หมุนธรรมจักร”

ถ้าจิตหยาบยังไม่ว่างไปจากกิเลสมารแล้ว

การหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ก็เป็นไปไม่ได้

เนื่องจากจิตหยาบของมนุษย์สั่นได้ทีละอย่าง

จะสั่นพร้อมกันทั้งกิเลสและทั้งรักเพื่อให้ไม่ได้

ถ้าต้องเลือกหมุนธรรมจักรเพราะเป็นหน้าที่

จึงต้องจัดการกิเลสด้วยการดับมันให้สิ้นเชื้อ


คนสอนธรรมจึงต้องฉลาดคือไม่โง่ง่าย

โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของผีโสโครก

ด้วยการประกาศเชิญชวนศาสนิกชนกันว่า

ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพเทวดาบนสวรรค์มายา

จะมีความสุขมากกว่ามาเกิดเป็นมนุษย์โลก

ซึ่งความนึกคิดต้องการนี้เป็นเรื่องของจิตหยาบ

มิใช่ความต้องการทางจิตวิญญาณแต่อย่างใด

อันเป็นความเสือกไม่เข้าเรื่อง


คนสอนธรรมผู้ช่างจำนรรจาแต่ด้อยสติปัญญา

ไม่เคยฉุกคิดก่อนจะนำธรรมนี้มาสอนต่อเลยว่า

ที่ตนเชื่อตามและเข้าใจนั้นมันถูกตรงอยู่หรือไม่

เมื่อครูอาจารย์บอกไว้อย่างนั้นก็เลยเชื่อตามครู

แต่ตนเองมิได้มีจิตสำนึกแห่งการเป็นครูบ้างเลย


เพราะจิตสำนึกแห่งการเป็นครูแท้จริงนั้น

จักต้องไม่หยิบยื่นยาพิษให้แก่ศิษย์ของตน

ถ้าศิษย์เชื่อตามครูไว้วางใจครูคือตัวท่าน

แล้วดันกลืนกินยาพิษที่ครูส่งให้ยื่นให้เขาไป

ถ้ายาเม็ดนั้นขนานนั้นทำให้ศิษย์ของท่านตาย

ครูเองจะผิดบาปต่อศิษย์ตามกฎแห่งกรรมทันที

ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นข้อยกเว้นกรรมนั้นได้เลย


กรณีตัวอย่างที่ว่านี้

คนสอนธรรมช่างจำนรรจ์เคยถามตนเองไหมว่า

1.ใครเป็นผู้สร้างสวรรค์มายา

2.เกิดเป็นมนุษย์โลกทุกข์มากจริงหรือ

3.จิตวิญญาณของมนุษย์มาจากไหน

4.เป็นเทพเทวดาสุขกว่ามนุษย์จริงหรือ

5.พระพุทธเจ้าใยไม่หลุดพ้นผ่านสวรรค์มายา

ถ้าทางนั้นเป็นเส้นทางนิพพานที่แท้จริง


อ่านมาถึงตรงนี้แล้วไม่ทราบว่า

จะช่วยให้ใครบางคน “ฉุกคิด”  ได้บ้างหรือไม่

 

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

 

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล

โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

2/04/2569


สวัสดีกันวันพุธ




ถ้าใครก่อกรรททำบาปชั่ว

ตายแล้วต้องไปชำระบาปนั้นในนรก

วิธีการชำรบาปก็คือ

ต้องถูกทำโทษให้ทุกข์ทรมาน 

จนกว่าจะจำได้ว่าตนทำบาปอะไรมา



อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม

 

ความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์

 


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายในเรื่อง


ความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์

ที่ทำให้แต่ละคนหลงทางหลงธรรม

จนสร้างความสับสนวุ่นวายในชีวิตส่วนตน

ทั้งสร้างความสับสนให้กับโลกส่วนรวมได้ด้วย

เหตุเพราะความยึดมั่นถือมั่นส่วนตนนี่แหละ


มีคำถามว่าปัญหาจากการ ยึดมั่นถือมั่น

จนนำไปสู่ การหลงทางหลงธรรม

ที่นำพาความวุ่นวายมาให้ชีวิตส่วนตน

รวมทั้ง สร้างความสับสนในโลกส่วนรวม นั้น

แท้จริงแล้วมันมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่


คำตอบสั้นๆคือเพราะเชื่ออายตนะภายนอก

คือเชื่อตาหูลิ้นจมูกกายสัมผัสทั้งห้าเป็นสำคัญ

ตามคำกล่าวโบราณที่จดจำกันมายาวนานว่า

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

สิบตาเห็นไม่เท่าเอามือคลำเอง

นี่คือการเชื่ออายตนะภายนอกทั้ง 5 อย่าง

อีกทั้งยังมีของแถมเสริมอีกคือ #ไม่ลองไม่รู้


เหมือนกับมนุษย์จะแสดงให้ประจักษ์ว่า

ตนนั้นเป็นผู้ที่เชื่อตนเองมากกว่าใครคนอื่น

ส่วนการเชื่อคนอื่นนั้นจะเลือกเชื่อแค่บางคน

จนการเชื่อนั้นบางครั้งก็นำไปสู่ #การหลงเชื่อ

คือการเชื่อแบบผิดๆหรือเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

หรือถูกหลอกลวงให้เชื่อในสิ่งที่ถูกบิดเบือน


ความเสียหายในชีวิตและจิตวิญญาณมนุษย์

รวมทั้งความป่วยพิการของสังคมโลกเสรีนี้

จนเป็นเหตุให้มนุษย์โลกล้มเหลวในชีวิต

กับล้มเหลวในภารกิจของจิตวิญญาณของตน

ตั้งแต่อดีตกาลนานมาจนถึงปัจจุบันนั้น

เป็นเพราะการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

อันเกิดจากการเห็นผิดรู้ผิดหลงผิดนี่เอง


มีคำถามว่า เห็นผิดรู้ผิดหลงผิดเพราะอะไร

ถ้ารู้แล้วจะได้นำไปสู่การแก้ไขเยียวยากันได้

เราจะขอชี้แนวทางสร้างแนวคิดไว้ดังต่อไปนี้


เพราะเชื่ออายตนะภายนอกทั้งห้ามากไป

โดยไม่เอะใจหรือไม่ฉุกคิดว่าอายตนะทั้งห้านั้น

มันอาจมี “เอ๋อเหรอ” หรือว่ามี Error ได้


ตัวอย่างแรกเกี่ยวกับตา

ขณะขับรถหรือนั่งรถไปตามถนนในหน้าร้อน

เมื่อมองไปข้างหน้าจะแลเห็นเหมือนน้ำท่วม

แต่พอรถแล่นไปถึงตรงบริเวณดังกล่าวนั้น

กลับเป็นถนนตามปกติไม่มีน้ำท่วมแต่อย่างใด

วิทยาศาสตร์เรียกว่าเกิด “ปรัศวภาควิโลม”

ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lateral Inversion

ที่เกิดจากการหักเหของแสงจนเป็นภาพลวงตา


ตัวอย่างที่สองเกี่ยวกับลิ้น

ถ้าท่านทานส้มเขียวหวานหรือสับปะรดก่อน

แล้วค่อยทานแตงโมที่มีรสหวานเย็นชื่นใจ

ลื้นท่านจะรู้สึกว่าแตงโมนั้นมันไม่หวานเลย


ตัวอย่างที่สามเกี่ยวกับหู

ถ้าท่านเข้าไปเที่ยวในดิสโก้เท็คหรือคลับบาร์

ที่มีการเล่นดนตรีเสียงดังจนแก้วหูแทบแตก

หลังจากอยู่ในห้องนั้นนานแล้วออกมาข้างนอก

ความสามารถในการรับฟังของหูของท่านนั้น

จะเกิดอาการวิปริตผิดเพี้ยนไปจากปกติแน่นอน

นั่นคือถ้าหากใครพูดเสียงค่อยๆท่านจะไม่ได้ยิน

ใครพูดเสียงปกติท่านจะได้ยินไม่ชัดเท่าคนอื่น


ตัวอย่างที่สี่เกี่ยวกับจมูก

ถ้าท่านไปเคารพศพในงานศพ

กลิ่นเหม็นของศพจะติดจมูกท่านกลับบ้านด้วย

หากใครคิดมากก็เข้าใจว่า “ผีตามมาบ้านท่าน”

จึงใช้น้ำบริสุทธิ์แช่ยอดต้นทับทิมไว้ล้างหน้า

ก่อนที่ตัวท่านจะย่างเท้าก้าวเข้าสู่ประตูบ้าน

เพื่อจัดการกับวิญญาณของผีที่อาจตามท่านมา


เพราะคนโบราณเขาเข้าใจผิดคิดว่าผีจะตามมา

จึงใช้น้ำแช่ยอดต้นทับทิมทำเป็นน้ำมนต์ไล่ผี

จนกลายเป็น #ความเชื่อ ที่ผิดเพี้ยนไปตามนั้น

ทั้งที่แท้จริงแล้วความเหม็นที่ได้กลิ่นมาถึงบ้าน

มิได้เกิดจากผีอุตริก้าวตามท่านมาแต่อย่างใด

แต่เป็นการหมายรู้ไว้ของกลไกสมองที่รับกลิ่น

แบบเดียวกันกับที่ลิ้นรับรู้รสชาติผิดไปนั่นแหละ

เมื่อท่านถึงบ้านสักพักหนึ่งกลิ่นเหม็นติดจมูกนั้น

มันก็จะเสื่อมสลายหายไปเอง


กลิ่นเหม็นศพที่หายไปจึงไม่ใช่ผีแจ้นหนีไป

เพราะอำนาจวิเศษของน้ำมนต์จากยอดทับทิม

ที่มันหายไปเพราะการหมายรู้กลิ่นของสมองนั้น

มันเสื่อมคลายหายไปเองต่างหาก


ตัวอย่างที่ห้าเกี่ยวกับกายสัมผัส

ถ้าท่านเพิ่งจะอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำใหม่ๆ

คนอื่นๆเขาจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า

อากาศมันร้อน เพราะคนไม่ใช่หุ่นยนต์

แต่ท่านกลับบอกว่า “เย็นสบาย” ไม่ร้อนเลย

เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายปกติของท่านกับผู้อื่น

ในขณะนั้นมันร้อนเย็นไม่เท่ากันนั่นแหละ

จึงเอาตัวท่านไปเป็นมาตรวัดคนอื่นไม่ได้


ตัวอย่างความวิปริตผิดเพี้ยนของกลไกทั้งห้า

ที่มนุษย์ส่วนใหญ่พากันยึดถือหรือยึดติดกันอยู่

เป็นสิ่งที่เราหยิบยกเอามาเพื่อจะบอกท่านว่า

มันเชื่อถือร้อยเปอร์เซ็นต์พันเปอร์เซ็นต์ไม่ได้

เพราะการสัมผัสของอายตนะภายนอกทั้งห้า

ยังต้องใช้กลไกของประสาทและสมองด้วย


กลไกของประสาท

หมายถึงคุณภาพของอายตนะทั้งห้าก็คือ

ตาหูจมูกลิ้นและกายสัมผัสนั้นเสื่อมหรือปกติ

ถ้าเสื่อมหรือพิการการรับรู้นั้นก็จะผิดเพี้ยนไป

เช่น ตาบอดสีใดก็จะมองไม่เห็นสีนั้น

ถ้าเป็นคนตาบอดก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย

ถ้าเป็นคนหูตึงก็จะได้ยินเสียงไม่ชัดเจน

ถ้าเป็นคนหูหนวกก็จะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย


กลไกของสมอง

หมายถึงคุณสมบัติของสมอง

ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกับกลไกอายตนะทั้งห้านั้น

เช่นการหมายรู้รูปรสกลิ่นเสียงนั้นๆได้

ในแต่ละคนก็จะผิดแผกแตกต่างกันออกไป


อายตนะของมนุษย์นั้นแท้แล้วมิได้มีแค่ 5

แต่ยังมีอายตนะภายในอยู่อีกหนึ่งช่องทาง

นั่นคือ #จิตปัญญา ที่พระเจ้าติดตั้งเอาไว้ให้

ท่านทั้งหลายจะลืมใช้งานมันไม่ได้เด็ดขาด

เพราะถ้าไม่มีจิตปัญญาให้ท่านสัมผัสรู้แล้ว

การรับรู้เพื่อเรียนรู้ของท่านมันจะไม่สมบูรณ์

หรือการรับรู้ของมนุษย์จะวิปริตผิดเพี้ยนไป


มนุษย์จะต้องใช้จิตสัมผัสเพื่อการรับรู้

เมื่อรับรู้แล้วท่านจะเข้าถึงความจริงของสิ่งนั้น

ด้วยการใช้ปัญญาของสมองสองซีกที่มีอยู่

วิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผลรองรับ

ก่อนจะนำไปสู่ #ความเชื่อว่าใช่ ในที่สุด


ขั้นตอนนี้แหละที่มันทำให้มนุษย์โลก

อวดโง่ แสดงความงมงาย ขายความฉลาด

ความเป็นอัจฉริยะความเป็นอริยะและอรหันต์

จนตลอดเวลาหลายพันปีหมื่นปีที่ผ่านมา

จึงมีคนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงแต่อธิบายไม่ได้

จึงมีผู้เชื่อพระเจ้าด้วยความงมงายอยู่มากมาย

จึงมีผู้ที่ก้าวล่วงพระเจ้าเพราะว่าไม่เข้าใจจริง

จนปฏิเสธพระองค์หัวชนฝาจนหัวล้านก็มีมาก


เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

 

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล

โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

1/04/2569