สนทนาประสาจิตจักรวาล 2/11/2019

 #สนทนาประสาจิตจักรวาล

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

บนมรรควิถีจิตจักรวาลเพื่อการหลุดพ้น

ในบทบาทของ #นักสู้เพื่อการรู้แจ้ง

สำหรับผู้ที่เป็นฆราวาสญาติธรรมนั้น

ท่านสามารถนำพาจิตวิญญาณของท่าน

หลุดพ้นออกไปจากอนันตจักรวาล

เพื่อกลับคืนบ้านเกิดในแดนสุญตาได้

ภายในภพชาติเดียวเท่านั้น

 

เพียงแต่ท่านทั้งหลายต้องรู้ว่า

การกระทำใดๆในมิติโลกทางกายภาพ

มันจะมีผลต่อการกระทำในมิติของแก่นแท้ด้วย

เพราะทั้งสองมิตินั้นมันคู่ขนานกันอยู่

ดังคำกล่าวที่ว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

ที่ท่านคุ้นชินกันอยู่นั่นเอง

 

เนื่องจากว่าในการเป็นคนสองมิตินั้น

องค์จิตจักรวาล พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ได้ทรงกำหนดให้พฤติกรรมภายนอก

ทั้งกายกรรมและวจีกรรม

ถูกขับเคลื่อนออกมาจากพฤติกรรมภายใน

อันเกิดจากการสั่นสะเทือนทางจิตทั้งสิ้น

 

ดังนั้น

เมื่อใดที่ท่านแสดงพฤติกรรมภายนอก

ให้ปรากฏในมิติโลกทางกายภาพ

เป็นการแสดงออกหรือกระทำใดๆก็ตาม

ในขณะเดียวกันนั้น

ท่านก็ได้กระทำแบบเดียวกัน

ในมิติของจิตวิญญาณด้านของแก่นแท้

ควบคู่กันไปด้วยแล้ว

 

ที่ผ่านมาเราจึงกล่าวต่อท่านทั้งหลายว่า

เป็นฆราวาสก็สามารถหลุดพ้นหรือนิพพานได้

เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถหลุดพ้นได้

โดยไม่ว่าท่านจะสมมติว่าตนเองเป็นใคร

ท่านก็สามารถจะนิพพานหรือหลุดพ้นได้

ภายในภพชาติเดียวเท่านั้น

ขอเพียงท่านมีปณิธานแห่งการหลุดพ้นเท่านั้น

 

เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

การใช้ชีวิตทุกวันคืนกับทุกคนในครอบครัว

การต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนหมู่มากในสังคม

การต้องทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน

นอกจากมีเป้าหมายด้านความมั่งคั่งและมั่นคง

ในชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของท่านแล้ว

ท่านยังสามารถบรรลุเป้าหมายของจิตวิญญาณ

คู่ขนานกันไปกับความสำเร็จทางโลกได้ด้วย

 

เพียงท่านเรียนรู้ที่จะเป็นสัตว์สังคม

โดยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับทุกคนในครอบครัว

อย่างลงตัว มีความรัก มีความสุขและอบอุ่น

นี่เท่ากับว่าท่านก็เป็นมนุษย์ที่สมดุลได้แล้ว

 

เพียงท่านเรียนรู้ที่จะเป็นสัตว์สังคม

โดยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มากในสังคม

อย่างมีความสุขสงบและเรียบร้อยได้

ทั้งๆที่แต่ละคนนั้นมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน

เพราะท่านสามารถยอมรับและปรับตัว

เข้าหาบุคคลแวดล้อมในสังคมได้อย่างลงตัว

นี่เท่ากับว่าท่านเป็นสัตว์สังคมที่แท้จริงแล้ว

 

เพียงท่านเรียนรู้ที่จะเป็นสัตว์สังคม

โดยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน

ในระดับที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นผลสำเร็จ

โดยที่ตัวท่านและเพื่อนทุกคนล้วนมีความสุข

ไม่มีการขัดแย้งหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน

ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

มีแต่การร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน

นี่ก็เท่ากับว่าท่านเป็นคนที่มีคุณภาพได้แล้ว

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 

การที่ท่านสามารถเข้าถึง

การเป็นมนุษย์ที่สมดุลในครอบครัวได้

เข้าถึงการเป็นสัตว์สังคมที่แท้จริงได้

เข้าถึงการเป็นคนคุณภาพในที่ทำงานได้

 

อย่างน้อยท่านต้องใช้พลัง 3 ประการ

ดังต่อไปนี้ คือ

 

1. #พลังความรัก

เพื่อเหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้กับผู้อื่น

เพื่อเหนี่ยวรั้งผู้อื่นเอาไว้กับตนเอง

เพื่อเปลี่ยนสิ่งร้ายๆให้กลายเป็นดี

 

2. #พลังความฉลาด รวม 3 ด้าน คือ

ความฉลาดทางปัญญาของสมอง

ความฉลาดทางจิต

ความฉลาดทางสังคม

 

เพื่อการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจที่ถูกต้อง

เพื่อการนึกบวกคิดบวกมองบวก

เพื่อการสร้างสันติสุขกับคนรอบข้าง

 

3. #พลังความกล้าหาญ

เพื่อการกล้าริเริ่มสร้างสรรค์

เพื่อการกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก

เพื่อการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

เพื่อการกล้าที่จะรับผิดชอบ

 

พลังอำนาจอย่างน้อยทั้งสามประการ

ที่เรานำมากล่าวต่อท่านทั้งหลายนี้

เป็นพลังอำนาจอันเกิดจาก #ธรรมะปฏิบัติ

มันมิได้เกิดขึ้นมาเองโดยมิได้ทำอะไรเลย

ซึ่งท่านสามารถ "ปฏิบัติ" ในชีวิตประจำวัน

จนเกิดความเชี่ยวชาญได้ไม่ยากเย็น

 

ตัวอย่างเช่น

เรียนรู้ที่จะรักคนในครอบครัวตัวเองให้ได้

ด้วยการอดทน อดกลั้น ให้อภัย

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาทำผิดอยู่ซ้ำซาก

การอดทน อดกลั้น และให้อภัย

ก็คือการปฏิบัติธรรมของท่าน

บนเส้นทางสู่สวรรค์นิรันดรนั่นเอง

 

ตัวอย่างเช่น

เรียนรู้ที่จะใช้ปัญญาของสมองสองซีกได้

ก็ต้องสร้างกระบวนการคิดรู้ให้เป็น

กระบวนการคิดรู้จะเกิดได้ก็ต้องมีสติ

มีสติเพื่อที่จะรู้ตนเองว่า

ท่านจะคิดอะไร ท่านกำลังคิดอะไร

คิดบวกหรือคิดลบ คิดดีหรือคิดชั่ว

ท่านเป็นทาสอารมณ์ขยะอยู่รึเปล่า เป็นต้น

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 

ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้

ก็เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้ท่านได้รู้เห็นกันว่า

การใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสังคม

ไม่ต้องเข้าป่าหาความสงัดวิเวก

ท่านก็สามารถสร้างความสุขสงบในชีวิต

เรียนรู้ที่จะยกระดับจิตพัฒนาปัญญา

นำพาจิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน

สู่การหลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตาได้

ขณะที่ก้าวไปในโลกกว้าง

 

ท่านไม่ต้องละทิ้งครอบครัว และสังคม

ทำตัวให้กลมกลืนไม่ฝืนธรรมชาติ

โดยไม่ต้องถามหาคำตอบด้วยซ้ำไปว่า

สัจธรรมที่ท่านนำมาใช้ในชีวิตนั้น

เป็นสัจธรรมของใคร

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

2-11-2019

สนทนาประสาจิตจักรวาล 1/11/2019

 #สนทนาประสาจิตจักรวาล

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

 

การที่นักพรตหรือนักบวช

ไม่สามารถใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ตามที่พระศาสดาทรงกล่าวสอนไว้ได้

ไม่สามารถเข้าถึงนิพพานแท้

คือหลุดพ้นออกไปจากอนันตจักรวาลได้

เป็นเพราะเหตุว่า

 

1. ไม่ว่างที่จะทำเพื่อโลก

เพราะวันๆใช้เวลาไปกับการพิจารณาทุกข์

เพื่อยังประโยชน์สุขต่อตนเองเท่านั้น

 

เนื่องจากพวกเขาเห็นทุกข์เป็นเรื่องใหญ่

โดยไปจับความเอาตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ

ทรงเสด็จออกจากวังด้วยเหตุแห่งทุกข์

จนกระทั่งพระองค์ทรงค้นพบ "อริยสัจ 3"

หลักการแก้ปัญหาอันเป็นที่มาแห่งทุกข์

กับ "มรรค 8" ซึ่งเป็นหลักการดำเนินชีวิต

ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น

 

พวกเขาไปเสียเวลากับการพิจารณาทุกข์

ทั้งๆที่ความทุกข์หรือตัวทุกข์นั้นเป็นมายา

อันเกิดจากอาการไม่สงบของจิตเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น

 

ความวิตกกังวลก็เป็นทุกข์

ความเกลียดกลัวก็เป็นทุกข์

ความเบื่อหน่ายรำคาญก็เป็นทุกข์

ความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นทุกข์

ความเสียดายก็เป็นทุกข์

ความระแวงก็เป็นทุกข์

ความห่วงใยก็เป็นทุกข์

ความโกรธเคืองก็เป็นทุกข์

ฯลฯ

 

2. ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า

ความไม่สงบในจิตจากอาการต่างๆ

ที่ท่านเองไม่พึงประสงค์ตามตัวอย่างนั้น

มันล้วนเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นข้างในทั้งสิ้น

ถ้าท่านสามารถควบคุมจิตให้สงบระงับได้

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆก็ตาม

สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ทั้งหมดนั้น

มันก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้

 

หมายความว่า

ถ้าท่านสามารถควบคุมจิตตนเองได้

โดยไม่ยอมตกเป็นทาสของสิ่งเร้า

สภาวะจิตของท่านย่อมนิ่งสงบ

เมื่อจิตนิ่งสงบได้จิตก็ไม่เสียสมดุล

เมื่อจิตไม่เสียสมดุลความทุกข์ก็ไม่เกิด

 

หลักการง่ายๆที่จะเอาชนะใจตนเอง

ไม่ให้ตกเป็นทาสของสิ่งเร้า

จนเกิดอาการจิตตกให้เสียความรู้สึก

หรือจิตตกจนเกิดอาการเสียอารมณ์

นั่นคือท่านต้องควบคุมจิตเอาไว้ให้ได้

วิธีควบคุมจิตมิให้ลื่นไหลไปตามสิ่งยั่วยุ

ก็คือท่านต้อง #ครองมหาสติ ไว้ให้มั่น

 

3. ถ้าท่านปฏิบัติตามที่เรากล่าวไว้ข้างต้นนั้น

ท่านนักบวชก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งพิจารณา

อาการของจิตแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น

แล้วคอยสกดระงับมันไว้ให้มันสงบเลย

ซึ่งมันก็มิใช่เรื่องง่ายนักและผิดธรรมชาติด้วย

ทำให้เสียเวลาทำในสิ่งต้องทำอีกต่างหาก

 

น่าเสียดายที่ท่านนักบวชเลือกปลีกวิเวก

นิยมปิดอายตนะภายนอกเอาไว้ทั้งหมด

ไม่ยอมให้สิ่งเร้าภายนอกผ่านเข้าไปข้างใน

เพราะกลัวว่าจิตจะสั่นไหวไปตามสิ่งเร้า

จนทำให้ควบคุมมันได้ยากนั่นเอง

วิธีการบริหารจิตของท่านนักบวช

จึงใช้วิธีปฏิบัติการทางเท็คนิก

มิใช่ปฏิบัติตามวิธีที่เป็นธรรมชาติ

ซึ่งเป็นความพลาดอีกอย่างหนึ่งที่พึงขบคิด

เมื่อท่านใช้วิธีการผิดพลาดในเรื่องนี้

นอกจากมันจะไม่ได้ผลแล้ว

ยังนำไปสู่ความผิดพลาดในเรื่องอื่นอีกด้วย

 

4. ความผิดพลาดในเรื่องอื่นที่เรากล่าวนี้

ก็คือการบกพร่องต่อหน้าที่ทางจิตวิญญาณ

ในการหมุนธรรมจักรเพื่อช่วยให้โลกหมุน

ตามที่พระศาสดาของท่านกล่าวเอาไว้ว่า

"เมตตาธรรมค้ำจุนโลก" นั่นเอง

 

ท่านนักบวชทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า

เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้อย่างไร

จะค้ำจุนโลกเพื่ออะไร

 

จะหมุนธรรมจักร

โดยนั่งหลับตาปิดอายตนะได้หรือไม่

 

เพราะวันๆมัวแต่มุ่งกระทำเพื่อตนเอง

ด้วยการวุ่นวายแต่เรื่องการดับทุกข์

แล้วพยายามสร้างทางเบี่ยงไปสวรรค์มายา

เพื่อไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก

เพราะเชื่อผิดว่าเส้นทางนั้นคือ "นิพพาน"

 

คนนำทางตาบอดล้วนเป็นเช่นนี้

คนก้าวตามคนนำทางตาบอดล้วนเชื่อเช่นนี้

ตลอดหกหมื่นปีที่ผ่านมา

เส้นทางสายน้ำนมสู่ด่านนภาลัย

จึงวังเวงและเงียบเหงายิ่งนัก

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

1-11-2019

สนทนาประสาจิตจักรวาล 31/10/2019

 #สนทนาประสาจิตจักรวาล

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

ในการขันอาสามาเกิดเป็น "คน"

บนดาวเคราะห์โลกเสรีดวงนี้นั้น

จิตวิญญาณผู้ขันอาสาทุกรูปธรรม

มิได้เขียนบทละครกำกับเอาไว้หรอกว่า

 

เมื่อได้รับโอกาสให้มาเกิดในระบบโลกแล้ว

จักต้องเลือกศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นหลัก

แล้วให้ปฏิเสธศาสนาอื่นทั้งหมด

จักต้องเลือกศาสดาแค่เพียงพระองค์เดียว

แล้วให้ปฏิเสธศาสดาพระองค์อื่นทั้งหมดนั้น

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ผู้อนุญาตให้พวกท่านมาเกิดบนโลกเสรีนี้

มิได้ทรงกำหนดไว้เช่นนั้นเลย

#คนนำทางตาบอด นำคิดผิดเพี้ยนเองทั้งสิ้น

 

พวกท่านจะเลือกรับศาสดาองค์เดียวไม่ได้

ต้องยอมรับให้ครบทุกพระองค์

พระศาสดาแต่ละพระองค์มิได้เสด็จลงมา

จุติพร้อมกันในยุคเดียวกัน

แต่ละพระองค์ล้วนเป็นเอกในยุคนั้นอยู่แล้ว

คนในแต่ละยุคจึงไม่จำเป็นต้องเลือกศาสดา

เพราะหนึ่งยุคมีศาสดาหนึ่งพระองค์นั่นเอง

สำหรับโลกจากอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน

มีพระศาสดาผ่านมาแล้วรวม 24 พระองค์

อันหมายถึงผ่านมาแล้ว 24 ยุค

 

ที่ผ่านมาประดาคนนำทางตาบอดทั้งหลาย

กลับพยายามชี้นำให้คนที่ก้าวตามพวกตน

แบ่งแยกพระศาสดาออกจากการเป็นหนึ่งเดียว

ด้วยการเลือกให้ยกย่องอยู่พระองค์เดียว

แล้วปฏิเสธหรือต่อต้านศาสดาพระองค์อื่นๆ

 

ซึ่งการทำเช่นนี้แทนที่จะเทอดพระเกียรติ

กลับเป็นการทำลายเกียรติพระศาสดา

ด้วยการนำพระองค์ลงมาเสมือนเป็นเจ้าลัทธิ

 

ไม่ต่างจากประเทศหนึ่ง

ที่มีกษัตริย์ขึ้นครองราชหลายพระองค์มาแล้ว

ใครจะรณรงค์ให้รักกษัตริย์แค่องค์ใดองค์หนึ่ง

แล้วปฏิเสธกษัตริย์พระองค์อื่นๆนั้นไม่ได้

เพราะทุกพระองค์สำคัญต่อชาติบ้านเมือง

และประชาชนเท่าเทียมกันทั้งสิ้นฉันใดก็ฉันนั้น

 

เพราะเหตุที่คนนำทางตาบอด

พาพี่ๆน้องๆเดินหลงทางกันในเรื่องนี้นี่แหละ

สงครามศาสนาบ้าคลั่งลัทธิ์จึงเกิดขึ้น

ใครไม่เข้ารีตกับพวกตนก็ถือว่ามิใช่พวกตน

 

รวมทั้งความงมงายที่ว่า

ศาสดาของข้าใครอย่าแตะ

ศาสดาของข้าเหนือกว่าศาสดาของแก

ศาสนาของข้าดีกว่าศาสนาของแก

ศาสนาของแกนั้นแย่กว่า

ฯลฯ

 

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า

 

พระศาสดาทุกพระองค์นั้นล้วนสำคัญต่อโลก

ไม่มีพระองค์ใดเป็นสัพพัญญููเหนือใครหรอก

ถ้าไม่เป็นสัพพัญญูหรือรอบรู้ทั้งจักรวาล

พระองค์นั้นก็เป็น "พระศาสดา" ไม่ได้

ไม่ว่าพระศาสดาที่เกิดจากโลก

หรือพระบุตรเอกที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า

ล้วนทรงพระปรีชาญาณด้วยกันทั้งนั้น

โดยที่แต่ละพระองค์จะประกาศสัจธรรม

ที่สำคัญสำหรับยุคสมัยนั้นๆเป็นหลักใหญ่

แต่ละพระองค์ไม่จำเป็นต้องกล่าว

สัจธรรมทั้งหมดที่ทรงรอบรู้อยู่ก็ได้

 

ยกเว้นพระศาสดาที่เป็น #พระบุตรเอก

จะกล่าวเน้นเฉพาะ #อนุตรธรรม เป็นพิเศษ

เพราะเป็นสัจธรรมที่ศาสดาผู้เกิดจากโลก

ทุกพระองค์ไม่สามารถหยั่งรู้ด้วยตนเองได้

แต่ที่บุตรเอกกล่าวได้เพราะรับสื่อจากพระบิดา

ด้วยวิธีสื่อสารทางจิตในระบบจิตสู่จิต

ซึ่งเป็นช่องทางพิเศษในแนวดิ่ง

ที่จิตวิญญาณของพระองค์ถือติดตัวมาจุติด้วย

 

ดังนั้น

สัจธรรมที่แต่ละพระศาสดาประกาศสอน

จึงละเอียดลึกซึ้งในองค์ธรรมที่แตกต่างกันไป

โดยพระองค์จะทรงนำมากล่าวสอนไม่ซ้ำเรื่อง

ถ้าใครยึดติดรับไว้เพียงศาสดาพระองค์เดียว

ผู้นั้นก็จะได้รับธรรมะที่ขาดพร่องไม่สมบูรณ์

 

นี่จึงเป็นอีกเหตุหนึ่งที่บวชนานแต่นิพพานมิได้

เพราะหลงเชื่อตามคนนำทางตาบอด

ที่พร่ำสอนให้ยึดติดศาสดาพระองค์เดียว

พร่ำสอนให้ติดยึดพระคัมภีร์เล่มเดียว

แล้วแบ่งแยกพระศาสดาและศาสนาที่เป็นสากล

ออกไปจากการเป็นหนึ่งเดียวกันตราบจนบัดนี้

 

พฤติกรรมเยี่ยงนี้

เป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อการเป็นสัตว์ "สังคม"

ซึ่งคำว่า "สังคม" หมายถึงต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

จะแบ่งแยกแตกกอเพื่อเติบโตร่วมกันได้

แต่จะแบ่งแยกแตกร้าวออกจากกันไม่ได้

ความขัดแย้งแตกร้าวจึงเป็นความผิดบาป

ที่คนนำทางตาบอดชักพาผู้ก้าวตามให้ทำผิด

จนหลงทางนิพพานกันมาตั้งแต่กาลอดีต

 

นอกจากนั้น

ยังมีพฤติกรรม "ก้าวล่วง" อีกอย่างหนึ่ง

ที่คนก้าวตามคนนำทางตาบอดบางคน

ผู้ยึดติดในพระศาสดาเอกของตนแค่คนเดียว

คือการชอบใช้วาจาก้าวร้าวก้าวล่วงบุคคลอื่น

ที่เขายอมรับศาสดาอื่นและนับถือศาสนาอื่นๆ

ซึ่งแตกต่างไปจากที่ตนยอมรับนับถือ

หรือใช้วาจาก้าวร้าวก้าวล่วงคำสอนศาสนาอื่น

ที่แตกต่างไปจากที่ตนยึดติดอยู่

 

ตัวอย่างเช่น

การเชื่อฝังหัวตามคนนำทางตาบอดว่า

"อย่าคบคนพาล" เพราะมันจะทำให้ตนชั่วไปด้วย

พอพบเจอคำสอนของ "#จิตจักรวาล"

ที่สอนให้คบได้ทุกคนทั้งคนดีและคนพาล

ก็จะพากันก้าวล่วงจ้วงจาบทันที

 

แม้กระทั่งคำสอนที่ว่า

ถ้าคนพาลตบแก้มซ้ายของท่านจงอย่าตอบโต้

แต่ให้ยื่นแก้มขวาที่เหลืออีกข้างให้เขาตบด้วย

 

พวกที่ก้าวตามคนนำทางตาบอดอยู่เมื่อได้ฟัง

ก็จะพากันหัวเราะเยาะว่าเป็นคำสอนโง่ๆ

เพราะมีแต่คนโง่เท่านั้นที่ถูกตบแก้มซ้ายแล้ว

ทำวางเฉยโดยไม่คิดจะต่อสู้หรือตอบโต้

แถมยังยื่นแก้มขวาไปให้เขาตบอีกข้างหนึ่ง

 

แท้จริงแล้วคนที่กำลังหัวเราะเยาะหยันเขาอยู่นั้น

เป็นคนโง่เสียเองต่างหากใช่ใครอื่น

ที่ว่าโง่เพราะมีสติปัญญาอยู่กับตัวแต่ไม่ใช้

เพียงได้ยินได้ฟังคำสอนนั้นผ่านช่องหู

ก็นึกสรุปเอาเองว่าเป็นคำสอนที่ไม่ถูกต้อง

จนกล่าวร้ายเยาะหยันก้าวล่วงสาระพัด

ซึ่งเป็นการก้าวล่วงพระศาสดาผู้ที่ทรงตรัสไว้

อย่างไร้จิตสามนึกและไร้สติ

โดยไม่รู้ตัวว่าการก้าวล่วงพระศาสดานั้น

มันจะก่อผลกรรมอะไรอย่างไร

ให้จิตวิญญาณของตนต้องผจญเผชิญบ้าง

 

ทั้งๆที่คำสอนดังกล่าว

ผู้เรียนต้องใช้สมองซีกขวาคิดสังเคราะห์ธรรม

จึงจะสามารถตีความหมายคำสอนดังกล่าวได้

แต่คนก้าวตามคนนำทางตาบอด

ยังใช้สมองซีกซ้ายเรียนรู้สัจธรรมชั้นสูงกันอยู่

จึงมิอาจเข้าถึงสัจธรรมที่สูงส่งลึกล้ำกว่าได้

 

คนตาบอดเพราะปัญญาต่ำต้อย

จึงมองว่า "โง่" ที่เขาตบแก้มซ้ายแล้ว

ยังจะสอนให้ยื่นแก้มขวาให้เขา "ตบ" อีก

ซึ่งเป็นการมองเห็นสัจธรรมด้วยอายตนะ

แต่ไม่สามารถมองเห็นสัจธรรมด้วยปัญญาได้

เพราะความหลงตนเอง หลงในศาสดา

หลงในคนนำทางตาบอดที่ตนก้าวตามอยู่

จึงใช้ความ "โง่" อันเกิดจากความไม่รู้และหลง

ตัดสินคนที่เขาฉลาดใช้ปัญญาเหนือกว่าตน

จนกลายเป็นความโง่ซ้ำสองโดยไม่รู้ตัว

 

ซึ่งองค์จิตจักรวาลพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ได้ทรงย้ำเตือนท่านทั้งหลายเสมอมาว่า

#จงอย่าพิพากษาผู้อื่นเด็ดขาด

เพราะมันอาจเป็นการก้าวล่วงผู้อื่น

จนยังผลให้จิตวิญญาณของท่านเองตกนรก

จากการที่ท่าน "เผือก" โดยไปก้าวร้าวกล่าวหา

ไปวิพากษ์วิจารณ์พระศาสดาต่างๆนานา

ทั้งๆที่สติปัญญาของท่านยังต่ำต้อย

พระองค์จึงสอนว่าถ้าไม่เชื่อก็จงอยู่เฉยๆ

อย่าไปกินเผือกชิ้นนั้นเลยเพราะเผือกมันร้อน

มันร้อนเหมือนตกนรกนั่นแหละ

 

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

ความหมายของนัยแห่งคำสอนที่ว่า

 

ถ้าเขาตบแก้มซ้ายท่าน

หมายถึงใครก็ตามที่เขาล่วงเกินท่าน

ไม่ว่าด้วยกาย วาจา และจิตใจ

ขอให้ท่านจงอย่าถือสาค้าความเลย

ขอให้ท่านจงอย่าต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้านเขา

เพราะท่านจะชั่วตามเขาไปด้วย

 

ท่านจะไม่สามารถใช้เงื่อนไขลบที่เขายื่นมาให้

ผลิตสร้างพลังบวกให้แก่โลก

ตามบทละครที่ท่านเขียนมาเองเล่นเองได้เลย

ท่านจึงต้องให้อภัยแก่คนไม่น่าให้อภัยให้ได้

 

ดังนั้น

การให้อภัยแก่บุคคลที่ไม่สมควรให้อภัย

จึงเป็นบทบาทของผู้ที่มีจิตใจสูงเท่านั้นที่ยอมได้

ซึ่งการอภัยให้คนไม่ดีดังกล่าวนี้

จึงไม่ต่างจากโดนเขาตบแก้มซ้ายแล้ว

ยังยอมให้เขาตบแก้มขวาด้วย

หมายความว่าในวันข้างหน้าถ้ายังคบต่อ

เขาคนนี้อาจทำร้ายท่านได้อีก

โดยการทำร้ายอีกในวันหน้าถ้าท่านคบเขาต่อ

ก็คือการยื่นแก้มอีกข้างให้เขาตบด้วยนั่นเอง

 

ท่านทั้งหลายเห็นรึยังว่า

การเที่ยวก้าวล่วงจ้วงจาบคำสอนศาสดาอื่น

ทั้งที่ปัญญาตนเองยังต่ำต้อย

จนขนาดที่ถูกหลอกให้หลับหูหลับตา

ก้าวตามคนนำทางตาบอดมาแล้วหลายศตวรรษ

แต่ก็ยังไม่เคยบรรลุมรรควิถีอันเป็นที่สุดได้

เพราะยังไม่เคยได้สติทางวิญญาณเลยนั่นเอง

 

ที่ไม่เคยได้สติทั้งๆที่ฝึกสติสมาธิเสียจนเชี่ยว

เพราะว่าจิตยังยึดติดในอัตตามายามากกว่าสาระ

เพราะว่าใจยังไม่กว้างพอต่อการรับรู้เรียนรู้

เพราะว่าอายนตนะภายนอกถูกปิดอยู่หลับอยู่

 

ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของคน

ที่เราต้องกลับมาช่วย #แกะ ให้หลุดออก

ความเพียรของเราจะสำเร็จผลได้ก็ต่อเมื่อ

แกะทุกตัวของเราต้องมีคุณสมบัติดังนี้

 

1. ต้องไม่ดื้อรั้นดันทุรัง

2. ต้องรับฟังพระโอวาทพระบิดา

3. ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

 

ที่เรากล่าวมาทั้งหมดในบทเรียนวันนี้

เรากล่าวไปตามความจริงทุกประการ

เรากล่าวในพระนามขององค์จิตจักรวาล

เรากล่าวต่อท่านด้วยความรักเพื่อให้

เราจะกล่าวต่อไปจนกว่าท่านทั้งหลาย

จะไม่ได้ยินเรา...

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

31-10-2019