การอยู่เหนือดีเหนือชั่วคืออย่างไร?

#การอยู่เหนือดีเหนือชั่วคืออย่างไร?


ไม่ว่าท่านจะยอมรับนับถือศรัทธาศาสนาอะไร

จิตวิญญาณท่านก็เป็นผู้อาสามาเกิดเป็นมนุษย์


พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้พวกท่าน #รักกัน

พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

จิตจักรวาลสอนให้ท่านร่วมกันหมุนธรรมจักร

ด้วยการรักเพื่อให้มิใช่รักเพื่อเอาหรือให้แล้วขอ


ไม่ว่าท่านจะเป็นชนชาติใดเผ่าใดภาษาใด 

จิตวิญญาณของท่านก็มาเกิดเป็นคนสองมิติ

โดยมีอนิจจังทุกขังอนัตตาเป็นโครงสร้างหลัก

เพื่อสั่นสะเทือนขันธ์ห้าหมุนธรรมจักรของตน

ร่วมกันกับคนรอบข้างด้วย “ความรักเพื่อให้”

เพื่อแสดงออกหรือกระทำเงื่อนไขบวกต่อผู้อื่น

โดยคนตนเองและผู้อื่นให้เป็นมนุษย์ให้ได้

ภายในภพชาติเดียวที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด


เนื่องจากจิตวิญญาณของท่านทุกรูปธรรม

ต่างล้วนขันอาสาขอมาเกิดเป็นมนุษย์โลก

แต่แรกเกิดนั้นพวกท่านยังเป็นคนสองมิติกันอยู่

หน้าที่ของท่านจักต้องคนทั้งสองมิติให้เข้ากัน

เพื่อทำให้จิตหยาบเมื่อสั่นสะเทือนขึ้นเมื่อไหร่

จิตวิญญาณแก่นแท้จักต้องสั่นตามได้ด้วย


แปลว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านเองนั้น

จะต้องหมั่นหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้เอาไว้

เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นไว้เรื่อย ๆ

ซึ่งเป็นการทำให้จิตหยาบสมดุลขึ้นจนมี 6 มิติ

คือเป็นกล่องพลังงานรูปดาว 6 แฉกให้จงได้

เพราะจิตวิญญาณท่านก็เป็นรูปดาวหกแฉกด้วย

หากทำได้สำเร็จท่านก็เป็นมนุษย์เรียบร้อยแล้ว


แต่ในอดีตกาลที่ผ่านมา

พวกท่านทั้งหลายล้วนติดอยู่ในสังสารวัฏ

เพราะนิพพานโลภ โกรธ หลง กันไม่ได้

ตายแล้วจิตวิญญาณลอยไปสู่สวรรค์มายาก็มี

แล้วเข้าใจผิดหลงคิดว่าอยู่ที่นั่นนิพพานแล้ว

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธหรือทัดทานว่า

แม้ว่าจะไม่กลับลงมาเกิดอีกคือหายตัวไปดื้อๆ

ใครเชื่อเช่นนั้นก็หลงทางนิพพานไปแล้วล่ะ


เพราะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น

ท่านจะหมุนธรรมจักรในตนเองร่วมกับผู้อื่นได้

จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านจะต้องใสสวย

คำว่า “ใสสวย” แปลว่าจิตต้องว่างจากกิเลส

โดยทำง่ายๆเพียงแค่ดับการเกิดดับของกิเลส

ถ้ากิเลสดับตัณหาราคะอารมณ์ขยะก็จะดับตาม


วิธีการดับที่ถูกต้องตรงจริงนั้น

คือการต้องเปิดอายตนะทั้งห้าเอาไว้ให้กว้าง

มิใช่ปฏิบัติธรรมโดยแกล้งทำเป็นอายตนะบอด

แถมแอบย่องเข้าป่าโดยอ้างว่าไปปลีกวิเวก

ซึ่งการปฏิบัตินั้นขัดต่อธรรมชาติอย่างร้ายแรง

เมื่อรู้แล้วก็จงอย่าหาทำแบบนั้นกันต่อไปเลย

เพราะว่ามันไม่มีทางนิพพานกิเลสได้หรอก


วิธีนิพพานกิเลสที่ถูกต้องตรงจริงก็คือ

ใช้มหาสติที่เป็นธรรมชาติสมาธิครองจิตไว้

เพื่อให้มันสงบสำรวมอยู่ตลอดเวลาในยามตื่น

ทำให้ตนเองพร้อมที่จะรับรู้ทุกสิ่งอย่างได้

โดยรับรู้เพียงเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็พอ

สำคัญคือท่านจงอย่านำสิ่งที่รู้นั้นไปปรุงแต่งต่อ


ตัวชี้วัดว่ารับรู้แล้วท่านรับเอามาปรุงแต่งต่อก็คือ

เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดแล้วมี “ตัวรู้สึก” เกิดขึ้น

นั่นคือรู้สึกชอบหรือไม่ชอบสิ่งนั้นขึ้นมาแล้ว

แสดงว่าจิตหยาบรับรู้แล้วรับเอาจนจิตตกแล้ว

ท่านจะต้องรีบตัดจบด้วยตัวท่านเองในบัดนั้น

เพื่อไม่ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนยับยั้งไม่ได้

เพราะปัญหาของมนุษย์ที่จะตามมาก็คือ

กิเลสนั้นจะนำไปสู่ตัณหาราคะอารมณ์ขยะต่อ

จิตหยาบจะสกปรกรกรุงรังไปด้วยขยะได้อีก

จะทำให้ท่านหมุนธรรมจักรกันไม่ได้ชั่วชีวิตเลย

หมุนได้แต่กรรมจักรจนเกิดมีสังสารวัฏเท่านั้น


พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

จึงทรงยินยอมให้โลกนี้มีทั้งคนดีที่ประพฤติดี

รวมทั้งให้โลกนี้มีคนชั่วอยู่รอบๆตัวท่านด้วย

นอกจากจะเพื่อให้มนุษย์รู้ดีรู้ชั่วกันได้แล้ว

ยังใช้เป็นเงื่อนไขทดสอบจิตสามนึกด้านบวก

ให้พวกท่านแต่ละคนเข้าถึงกันให้ได้ด้วย


จงจำเอาไว้ว่าคนที่ทำดีต่อตัวท่านนั้น

เขากำลังยื่นบททดสอบจิตสามนึกด้านบวกให้

ปกติแล้วพวกท่านจะสอบผ่านบททดสอบนี้ได้

แต่ปัญหาของมนุษย์อย่างพวกท่านส่วนใหญ่

จะสอบตกกันระนาวกราวรูดเมื่อถูกทดสอบ

ไม่ว่าผู้ที่ยื่นบททดสอบนั้นให้จะเป็นคนที่ตนรัก

สถานการณ์ “เละตุ้มเป๊ะ” จะเกิดขึ้นเมื่อนั้น


เงื่อนไขบททดสอบที่ตรงข้ามกับบวก

ก็คือเงื่อนไขด้านลบที่พวกท่านยื่นให้กันไงล่ะ

เจอข้อสอบแบบนี้ทีไรเป็นได้เละตุ้มเป๊ะทุกที

จงอย่าสอบตกกันต่อไปอีกเด็ดขาดเลยนะ

เพราะสอบตกเมื่อไหร่ท่านจะเป็นมนุษย์ไม่ได้

ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ


ที่ผ่านมาเมื่อท่านตายแล้วยังต้องตกนรก

ตกนรกแล้วยังต้องย้อนกลับมาเกิดบนโลกอีก

ถ้าท่านไม่หลงทางนิพพานแบบตาลยอดด้วน

จนลอยไปเกิดเป็นเทพเทวดาหาสวรรค์วิมาน

ด้วยเชื่อว่าสวรรค์มายาคือแดนนิพพานไปก่อน


จงจำเอาไว้เสมอว่า

พวกท่านไม่มีหน้าที่พิพากษาใครว่า

ใครเป็นคนดีหรือใครเป็นคนชั่ว

ทำได้แค่ดูเขาเอาไว้เป็นครูสอนตนเองเท่านั้น

เช่น เห็นเขาทำดีก็ควรจำเอาไปทำตามอย่าง

หากเห็นเขาทำชั่วก็จำไว้ว่าอย่าไปทำตามมัน

แล้วมีสำนึกของคุณขอบใจมันอย่างสุดซึ้ง

ที่มันอุตส่าห์มาเป็นครูสอนศิษย์อย่างท่าน


ศิษย์ที่กตัญญูต่อครูของตนนั้น

ไม่ว่าครูคนนั้นจะสอนเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว

เขาก็เป็นครูผู้มีพระคุณของท่านเช่นเดียวกัน

จงอย่าเลือกรักครูที่สอนแต่เรื่องดีๆอีกเลย

ครูที่สอนเรื่องชั่วๆต่อตัวท่านน่ะสำคัญกว่า

เพราะว่าทั่วโลกนี้หาครูชั่วๆได้ยากแท้นะ 


ใครคิดได้แบบนี้...

ก็อยู่เหนือดีเหนือชั่วได้แล้วล่ะ


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

11/09/2569