ดับสังสารวัฏได้ด้วยการอยู่เหนือกฏแห่งกรรม

 ถ้า “จิตหยาบ” คือ ตัวท่านขณะยังมีชีวิตอยู่

ไม่อาจสามารถละวางกิเลสตัณหาราคะจริตได้

ท่านก็จะไม่อาจควบคุมอารมณ์ขยะรายวันได้

แสดงว่าสองเท้าที่ย่างก้าวของท่านเองนั้น

กำลังนำพา “จิตวิญญาณ” แก่นแท้ของท่าน

ไปสู่แดนนรกภูมิที่ท่านไม่อยากจะไปกันอยู่


แดนนรกนั้นเป็นเหมือนหลุมลึก

ยิ่งทุกวันท่านละวางโลภ โกรธ หลง ไม่ได้

ปล่อยให้จิตหยาบตัวแทนจิตวิญญาณของท่าน

สั่นสะเทือนในย่านความถี่ต่ำๆแบบเต้นสามช่า

โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเต้นกันแล้วล่ะก็

เท่ากับว่าท่านกำลังนำพาจิตวิญญาณตกนรก

ลึกลงไปเรื่อย ๆกว่าจะถึงวันโชคดีที่ตายก่อน


เพราะการสั่นสะเทือนจิตหยาบของท่าน

ด้วยคลื่นความถี่ต่ำที่เป็นโลภโกรธหลงนั้น

มันคือ #การหมุนกรรมจักร ในตนเองโดยแท้


เพราะท่านสั่นสะเทือนมันเมื่อใดก็ตาม

สิ่งที่เป็น “กฎแห่งกรรม” มันก็จะทำงานทันที

ถ้าสั่นสะเทือนอยู่แต่ข้างในจะเป็นแค่มโนกรรม

ซึ่งเป็นผลกรรมส่วนตนมิได้เกี่ยวกรรมกับใคร

เป็นแค่สอบตกบททดสอบจิตสามนึกบทนั้น

จิตวิญญาณมีหน้าที่ต้องย้อนกลับมาเกิดใหม่

เพื่อการเรียนรู้ใหม่ที่จะมีมโนกรรมให้ถูกต้อง

ในภพชาติถัดไปนั่นแหละ


แต่ถ้าท่านสั่นสะเทือนเป็นโลภโกรธหลง

ด้วยมโนกรรมแล้วนำมันออกมาแสดงภายนอก

ด้วยวจีกรรมหรือกายกรรมกระทำต่อผู้อื่นแล้ว

ทำให้ผู้อื่นเสียสมดุลทางร่างกายและจิตใจไป

ซึ่งเป็นการกระทำก้าวก่ายล่วงเกินผู้อื่นนั้น

เป็นการก่อกรรมที่ผิดต่อกฎแห่งกรรมหนักมาก

โดยคนส่วนใหญ่หรือแม้แต่ตัวท่านเองก็ตาม

ถ้าเป็นฝ่ายถูกกระทำแล้วไม่มีใครยอมแน่ ๆ

ต้องต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้านหรือหลีกเลี่ยงเสมอ


พฤติกรรมในลักษณะนี้

ล้วนเป็นการชักพาทั้งตนเองและผู้อื่น

ให้ตกเป็นทาสกฎแห่งกรรมที่ทุกคนไม่ชอบ

ชีวิตหลังความตายก็คือผู้ก่อกรรมกันนั้น

จิตวิญญาณของท่านจะต้องตกลงไปในนรก

เพื่อดัดสันดานที่เป็นโลภะโทสะโมหะนั้น

ต่อเมื่อจิตวิญญาณคืนสู่สมดุลดังเดิมแล้ว

จึงจะได้รับอนุญาตให้มาเกิดใหม่ในชาติใหม่

เพื่อสอบให้ผ่านบททดสอบนั้นให้จงได้


ขณะที่ชีวิตหลังความตายในรายที่

ต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านหลีกเลี่ยงที่จะคบกัน

โดยมีอาการเจ็บจิตคิดแค้นเพื่อที่จะเอาคืน

เพราะไม่ใช้ปัญญาที่ตนมีอยู่ยุติกรรมนั้นเสีย

จนยังผลให้ #การเกี่ยวกรรมกัน บังเกิดขึ้น

ทั้งสองฝ่ายจึงจักต้องมี “ชาติหน้า” ร่วมกัน


แทนที่จะมาเกิดเพื่อใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

แต่ต้องมาเสียเวลาแก้ปัญหาของกูกับมึงแทน


หลายคนเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

รู้จักกันแต่ใช้สัญชาตญาณ “รักตัวกลัวตาย”

รู้จักกันแต่ใช้จิตหยาบ “รักสวย” และ “รักรวย”

จึงใส่ใจแต่เรื่องอาหารบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

สนใจแต่ป้องกันโรคและรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย

เป้าหมายคืออยากรวยอยากมีอายุขัยยืนยาว

แต่ลืมคิดไปว่าในที่สุดแล้วตนเองต้องตายอยู่ดี

เพราะว่าหนีความตายไปไม่พ้น


พวกท่านที่เป็นมนุษย์

จึงสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด

เพื่อการดำรงชีวิตในภพชาติปัจจุบันกันใหม่

โดยมุ่งเน้นที่ #การดับสังสารวัฏ ให้จงได้

นั่นคือทำอย่างไรตนเองจึงจะไม่ต้องตาย

คงใช้ชีวิตต่อไปบนโลกนี้อย่างเป็นอมตะได้

ไม่ต้องแก่ชราและไม่เจ็บป่วยจนอายุขัยสั้นลง


คำตอบเดียวที่ท่านจะออกจากสังสารวัฏได้

ก็ต่อเมื่อตัวท่านต้องอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้

โดยท่านจะอยู่เหนือกฎแห่งกรรมที่ว่านี้ได้

เมื่อตัวท่านต้องนิพพานโลภโกรธหลงได้แล้ว

คือต้องดับการเกิดๆดับๆพวกมันอย่างสิ้นเชิง

จะยอมให้มันทำลับๆล่อๆอยู่ในจิตหยาบไม่ได้

แปลว่าท่านต้องดับมันให้สนิทอย่างสิ้นเชิง


คราวนี้เราจะกล่าวให้ท่านรู้อีกเรื่องหนึ่งว่า

การนั่งกรรมฐานเพียงแค่การสำรวมจิตนั้น

เป็นการพยายามที่จะดัดสันดานลิงที่ซุกซน

ให้มันนิ่งสงบให้ได้นั้นมันเป็นจริงได้ยากมาก

พระพุทธเจ้ายังต้องใช้วิธีทำอานาปานสติ

ด้วยการล่อให้จิตหยาบที่เป็นดั่งลิงสามตัว

ให้มีที่ยึดเกาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยให้มันยึดสิ่งนั้น

ตามสัญชาตญาณซนของลิงเอาไว้แทน


ซึ่งวิธีการนั่งกรรมฐานนั้น

เราเคยบอกแล้วว่าการกดข่มจิตไว้ชั่วคราว

มันช่วยท่านให้นิพพานโลภโกรธหลงไม่ได้

ออกจากกรรมฐานเมื่อไหร่ก็กลับมาเช่นเดิม

คือโลภโกรธหลงโง่งมงายอยู่เหมือนเดิมอีก

จงอย่าหลงผิดคิดเข้าใจผิดกันอยู่ต่อไปเลย

จะทำให้เสียเวลาชีวิตหรือเสียชาติเกิดเปล่าๆ


ในตอนหน้าเราจะกล่าวถึงวิธีการนิพพานกิเลส

ขณะมีชีวิตอยู่ให้ท่านทั้งหลายได้รู้พอสังเขป

โดยไม่ต้องกระทำผ่านกรรมฐานสมาธิได้ด้วย

หากท่านสนใจใคร่รู้โปรดติดตามตอนต่อไป


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

3/09/2569


#เปิดค่าการมองเห็น #แชร์ได้

#จิตจักรวาล #นรก #กิเลส #ธรรมชาติ