พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
#ใครเป็นเพื่อนร่วมงานของโลกบ้าง?
เนื่องจากดาวเคราะห์โลกดวงนี้
ถูกออกแบบให้ช่วยทำหน้าที่คอยค้ำจุนเอกภพ
ซึ่งเอกภพนั้นเป็นห้องทดลองใหญ่ของพระเจ้า
จะสมดุลมั่นคงยั่งยืนยาวนานมากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับว่าระบบโลกเอง #สมดุลได้ถาวรไหม
คำว่า “สมดุล” ของ “ระบบโลก” นั้น
ในที่นี้เราหมายถึงโลกจะต้องสมดุลทั้งสองมิติ
มิติแรกที่มนุษย์สามารถสัมผัสรู้ดูเห็นกันได้
นั่นคือ #มิติโลกทางกายภาพ
ถ้าพระองค์ทรงปลูกสร้างสิ่งใดเอาไว้บนโลก
แสดงว่าสิ่งนั้นมีความเหมาะสมดีงามอยู่แล้ว
มนุษย์จักต้องไม่ระเบิดทำลายภูเขาสูงต่ำ
เพราะบริเวณพื้นที่ ๆเป็นที่ตั้งของภูเขาตรงนั้น
จะมีน้ำหนักมวลมากกว่าบริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่
เมื่อโลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง
ภูเขาน้อยใหญ่เหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวถ่วง
เพื่อให้โลกหมุนได้โดยไม่เกิดอาการแกว่งส่าย
ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ต้องมีตะกั่วเป็นตัวถ่วงล้อ
ทุกครั้งที่นายช่างจะถ่วงล้อเมื่อเปลี่ยนยางใหม่
เพื่อให้รถวิ่งไปแล้วล้อนั้นไม่แกว่งส่ายไม่สะบัด
#ภูเขาน้อยใหญ่จึงเป็นเพื่อนร่วมงานของโลก
ที่มนุษย์จะไประเบิดภูเขาของพระองค์ทิ้งไม่ได้
จะโยกย้ายภูเขาเพื่อเอามันมาสร้างตึกที่ในเมือง
ก็ทำไม่ได้ด้วยเพราะเป็นการย้าย “ตัวถ่วงโลก”
ซึ่งจะทำให้โลกแกว่งส่ายขณะที่เหวี่ยงหมุนไป
นั่นคือโลกเกิดอาการเสียสมดุลนั่นเอง
พระผู้สร้างยังได้ทรงกำหนดให้
ภูเขาสูงๆต่ำ ๆทั้งหลายทำด้วยก้อนหินดินทราย
แล้วปลูกสร้างต้นไม้น้อยใหญ่ไว้บนภูเขานั้นด้วย
เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นใช้รากยึดรั้งดินหินเอาไว้
ไม่ให้เกิดการพังทลายอย่างง่ายดายจนเกินไป
ภูเขาน้อยใหญ่ทั้งหลายจะได้ดำรงอยู่ยาวนาน
ทั้งพระองค์ยังทรงสร้างสัตว์ประจำโลก
ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กตัวน้อยโดยใช้ป่าเป็นบ้าน
การระเบิดภูเขายังทำลายบ้านของสัตว์ป่า
ยังทำลายป่าที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์
โดยทั้งสัตว์ป่าและป่าไม้ที่ปลูกสร้างไว้บนโลก
ล้วนเป็น “เพื่อนร่วมงานของโลก” ทั้งสิ้น
เราเคยกล่าวต่อท่านทั้งหลายแล้วว่า
ต้นไม้ทุกต้นผลิตพลังงานไฟฟ้ามอบให้โลก
โดยส่งให้แก่แกนโลกผ่านทางปลายราก
พระผู้สร้างทรงออกแบบให้ต้นไม้น้อยใหญ่
ที่ยืนต้นอยู่บนพื้นแผ่นดินโลกโดยทั่วไปนั้น
ให้พวกเขามีลำต้นสูงตั้งฉากกับแผ่นดินเสมอ
โครงสร้างทางกายภาพของต้นไม้ทั้งหมดนั้น
พระองค์แสดงมายาให้มนุษย์เห็นไว้เป็นนัย
ใครฉลาดก็รู้ได้ด้อยปัญญาไม่เห็นไม่เป็นไร
เมื่อแรกเห็นต้นไม้ใหญ่ของพระองค์แล้ว
จะพบว่าต้นไม้ทุกต้นนั้นโผล่ขึ้นมาจากโลก
ใบไม้ยอดไม้ที่เป็นส่วนหัวซึ่งมีสีเขียวนั้น
ไม่ต่างจากคนที่พลัดตกลงไปในแอ่งโคลนตม
เมื่อแรกที่ผุดโผล่ขึ้นมาจากแอ่งโคลนตมนั้น
ศีรษะซึ่งเป็นส่วนแรกที่ผุดโผล่ขึ้นมาของคน
ย่อมเปียกเปื้อนไปด้วยโคลนตมนั่นแหละ
ถ้าแอ่งโคลนตมนั้นมันเป็นสีสันแบบใด
ที่เปียกเปื้อนศีรษะให้เห็นอยู่ก็จะเป็นสีนั้นด้วย
เพราะแกนโลกเป็นที่ตั้งของก้อนธาตุออกซิเจน
ซึ่งมีสีเขียวและเหนียวหนืดคล้ายกับ “ตังเม”
จึงทรงออกแบบให้ยอดไม้ใบไม้ล้วนมีสีเขียว
ทรงออกแบบให้ลำต้นเป็นสีของชั้นดินและหิน
เพราะต้นไม้นั้นล้วนผุดโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน
โดยโคนต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีผิวหยาบหนา
สูงขึ้นมาผิวจะบางเรียบกว่าและสีจะอ่อนกว่า
เป็นการแสดงนัยว่ายิ่งลึกลงไปนั้นจะเป็นหิน
บริเวณพื้นโลกด้านบนก็จะเป็นพื้นดินนั่นเอง
สัตว์ประจำโลกทุกชนิดก็เฉกเช่นเดียวกัน
เครื่องยนต์แห่งกรรมของสัตว์น้อยใหญ่นั้น
จะผลิตพลังงานไฟฟ้าในแบบที่โลกต้องการ
แล้วเหวี่ยงออกมาในรูปของคลื่นพลังงานได้
โดยใช้กระบวนการของขันธ์ห้าเช่นเดียวกัน
เพียงแต่สัตว์โลกที่มีลำตัวขนานไปกับพื้น
จะใช้สัญชาตญาณของจิตวิญญาณของตน
เป็นตัวขับเคลื่อน “ขันธ์ห้า” โดยตรง
แต่มนุษย์โลกอย่างพวกท่าน
เป็นผู้มีจิตสามนึกให้ใช้ขับเคลื่อน “ขันธ์ห้า”
จิตสามนึกที่ว่านี้คือ #จิตหยาบ ของพวกท่าน
ที่จิตวิญญาณแบ่งภาคออกมาเมื่อได้เกิดใหม่
เพื่อให้ทำหน้าที่สั่นสะเทือนขันธ์ห้าแทนตน
ในยุคแรกที่โลกมีเพื่อนร่วมงาน
ที่เป็นแค่เพียงภูเขา ต้นไม้ และสัตว์ป่านั้น
พระผู้สร้างจึงทรงออกแบบให้สิ่งเหล่านี้
ดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือเป็นหมู่เหล่า
ตัวอย่างเช่น
ทรงให้ต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นร่วมกันเป็น #ป่า
ทรงให้สัตว์ป่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นฝูงเสมอ
เพราะพลังงานที่จะผลิตสร้างให้แก่แกนโลก
จะมีปริมาณที่เหมาะสมได้ก็ต้องร่วมกันผลิต
โดยใช้พื้นที่ 33.33 ตร.กิโลเมตรเป็นสำคัญ
เพื่อให้สอดคล้องกันกับสมการพลังงานร่วม
นั่นคือ Σβₓ = 3X²(β₁+β₂+β₃+...+βₓ)
Σβₓ หมายถึงพลังงานรวมด้านบวก
X หมายถึง จำนวนรูปธรรมที่ผลิตพลังงานได้
βₓ หมายถึงพลังงานที่แต่ละรูปธรรมผลิตได้
เพราะความจริงมันเป็นเช่นนี้เอง
เราจึงกล่าวย้ำเตือนพวกท่านเสมอว่า
การปฏิบัติธรรมด้วยการปลีกวิเวกหนีสังคม
เพื่อไปสั่งสมบุญกรรมให้ตนเองมิใช่ให้โลก
จึงมิใช่หน้าที่ของมนุษย์แต่อย่างใดเลย
หน้าที่จิตวิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น
จะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์มิใช่เป็นเทพเทวดา
ทั้งต้องมีอายุยืนยาว 6 หมื่นปีคือสิ้นยุคด้วย
แปลว่าพวกท่านไม่มีหน้าที่ต้องตายเลย
จึงไม่เห็นจำเป็นจะต้องก่อกรรมทำความดี
เพื่อให้มีชาติหน้าที่ร่ำรวยหรือไปเกิดบนสวรรค์
ซึ่งเป็นการทำให้จิตวิญญาณทุกข์ระทมทั้งสิ้น
หรือว่าการหลงทางนิพพาน
ด้วยการทำตัวเป็นกรรมกรแสงแบ่งพลังบุญ
ที่จิตหยาบกับกายสังขารของท่าน
สั่นสะเทือนขันธ์ห้าผลิตสร้างมันออกมา
แล้วอุทิศให้มารผีโสโครกศัตรูของมนุษย์
ที่มันคอย “ดักดูด” เหมือนปลิงเหมือนทากอยู่
ทั้งที่พลังงานบวกที่ท่านผลิตสร้างกันได้นั้น
จะต้องผลิตเพื่อโลกมิใช่เพื่อมารผีโสโครก
ท่านต้องจำเอาไว้เสมอว่า
เมตตาธรรมของท่านที่จะช่วยค้ำจุนโลกได้นั้น
มันจะต้องเป็นพลังงานจิตอันบริสุทธิ์แท้จริง
ที่ไม่มีคุณสมบัติอื่นใดเจือปนหรือปลอมปน
เป็นพลังงานที่ไม่มีผู้ใดยึดครองเป็นเจ้าของไว้
ถ้าท่านเมื่อทำบุญสุนทานแล้ว
มีการอธิษฐานขอสิ่งตอบแทนจากที่ท่านทำ
ทั้งที่กุศลกรรมหรือเวรกรรมทั้งหลายนั้น
ใครทำใครได้ตามกฎแห่งกรรมกันอยู่แล้ว
จะไปร้องขอให้ผลกรรมนั้นไม่บริสุทธิ์ไปทำไม
ถ้าทำบุญสุนทานแล้วอุทิศให้ตนหรือคนอื่น
พลังงานที่เป็นผลกรรมนั้นก็มีเจ้าของไปอีก
โลกอันหมายรวมถึงมนุษย์สัตว์ต้นไม้ทั้งหลาย
จะไม่อาจรับเอามาใช้เพื่อยังประโยชน์ปกติได้
เพราะว่ามันมีเจ้าของที่ท่านอุทิศให้เขาไปแล้ว
ในมิติแก่นแท้นั้นมันคือสัจจะของใครของมัน
บุญกุศลที่อุทิศให้ใครมันจะเป็นของผู้นั้นเสมอ
พวกเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายนั้น
ท่านไม่ต้องไปอุทิศให้มันทุกครั้งที่ทำก็ได้นะ
เพราะการอุทิศส่วนบุญกุศลให้บ่อยๆนั้น
มิใช่ว่าจะช่วยลดแรงอาฆาตพยาทที่มีลงได้
หรือจะช่วยแก้ไขความผิดบาปของท่านได้
มีวิธีเดียวคือ #ท่านต้องมีสำนึกในผิดบาปนั้น
หากท่านสำนึกในผิดบาปนั้นๆได้
ตั้งแต่ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์โลกกันอยู่จะดีมาก
เพราะไม่ต้องตายไปตกนรกเพื่อสำนึกบาปนั้น
จนทำให้เสียเวลาทำหน้าที่ของมนุษย์โลก
เพราะเวลาในการเป็นมนุษย์เหลือน้อยแล้วล่ะ
พี่ๆน้อง ๆที่รักทั้งหลาย
ที่ผ่านมาเวลาท่านทำบุญสุนทานแล้ว
บุญกุศลที่ท่านทำที่เป็นพลังงานกรรมด้านบวก
มันถูกเจือปนไปด้วยความไม่บริสุทธิ์สะอาด
ซึ่งโลกไม่อาจนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้
เพราะมันไม่ใช่พลังงานในแบบที่โลกต้องการ
พวกท่านจึงต้องทำบุญสร้างกุศลกันให้เป็น
หากท่านเป็นผู้มีจิตใจแจ่มใส
กายสังขารของท่านจะมีกลิ่นหอมบริสุทธิ์
ต่างจากคนที่มีกิเลสหนาตัณหาเยอะ
หรือเป็นผู้ที่มีจิตใจอันไม่ใสบริสุทธิ์
วันทั้งวันเต็มไปด้วยพฤติกรรมที่นำด้วย “ขี้”
เช่น ขี้งก ขี้หวง ขี้ขโมย ขี้โกง ขี้อิจฉา
ขี้โมโห ขี้เท็จ ขี้หึง ขี้บ่น ขี้รำคาญ ฯลฯ
เป็นผู้ที่ขาดความสงบทางจิตใจมากๆแล้ว
กลิ่นกายจะเหม็นเขียวหรือเหม็นสาบชัดเจน
ซึ่งตัวเองจะไม่รู้แต่คนรอบข้างเขาจะรู้
ต่อให้ใช้ธูปหอมหรือเอาดอกไม้หอมไหว้พระ
ต่อให้ใช้น้ำหอมกลิ่นที่เย้ายวนใจแบบไหน
มันก็จะยังคงมีกลิ่นไม่รื่นรมย์อยู่ดีนั่นแหละ
สรุปว่าเพื่อนร่วมงานของโลกนั้น
ประกอบด้วยภูเขา แผ่นดินโลก
ป่าไม้ สัตว์ป่าหรือสัตว์โลกและมนุษย์ด้วยกัน
ท่านทั้งหลายจะฆ่าจะโค่นทำลายทิ้งไม่ได้
เพราะต่างช่วยกันผลิตพลังงานค้ำจุนโลก
จำนวนรูปธรรมแต่ละสิ่งที่มาเกิดบนโลก
ล้วนถูกกำหนดเอาไว้อย่างเหมาะสมดีแล้ว
เพียงแค่พวกท่านทำผิดบาป
จนต้องตายเพื่อเริ่มต้นภพชาติใหม่อยู่ร่ำไป
ระยะเวลาที่หายไปจากการเปลี่ยนภพชาติ
จะทำให้โลกขาดเพื่อนร่วมงานคนสำคัญไป
ไม่ต่างจากรถยนต์ที่หัวเทียนบอดไปหนึ่งหัว
ลูกสูบนั้นก็จะให้พลังแก่เครื่องยนต์ไม่ได้แล้ว
ต้องเอารถเข้าซ่อมจนกว่าจะกลับมาใช้การได้
คนที่ตายแล้วหายไปจากโลกก็เช่นกัน
กว่าจะกลับมาเกิดใหม่ทำงานเพื่อโลกได้นั้น
ก็เสียเวลาทำให้โลกต้องหมุนไปมีปัญหาไป
เพราะโลกจะหยุดหมุนรอให้ท่านกลับมาไม่ได้
เพราะเครื่องยนต์แห่งกรรมที่ต้องทำเพื่อโลก
มีจำนวนหายไปหรือขาดพร่องไปไม่ครบถ้วน
ดาวเคราะห์โลกจึงเสียสมดุลมาตลอด
พวกที่ตายแล้วหายไปจากโลกนี้มีหลายพวก
#พวกแรก คือ พวกที่ตายแล้วไปแก้ไขในนรก
เพราะจิตหยาบกระทำผิดต่อ “กฎแห่งกรรม”
จนทำให้จิตวิญญาณต้องเสียสมดุลคือป่วย
#พวกที่สอง คือ พวกที่ไปเกิดเป็นเทพเทวดา
เพราะเชื่อคนนำทางตาบอดที่ถูกมารหลอกว่า
เมื่อตายแล้วจิตวิญญาณที่ลอยผ่านไปทางนั้น
นั่นคือนิพพานได้แล้วจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
#พวกที่สาม คือ พวกที่มาเกิดเป็นสัตว์โลก
เพราะเป็นผู้ที่ทำผิดบาปต่อกฎแห่งกรรม
เมื่อรับโอกาสให้ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว
ใช้แต่โลภะ โทสะ โมหะ ขับเคลื่อนพฤติกรรม
โดยไม่เรียนรู้ที่จะใช้จิตปัญญาหรือจิตสามนึก
ทั้งที่ตนเองนั้นขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์
แต่กลับทำตนเป็นดั่งสัตว์เดรัจฉานก็มิปาน
ทั้งสามจำพวกที่เรากล่าวมานี้
เป็นพวกที่ทำให้จำนวนเพื่อนร่วมงานของโลก
ขาดพร่องไปจากจำนวนจริงอย่างชัดเจน
ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า
ถ้าโลกเสียสมดุลทางด้านกายภาพไป
มันจะกระทบถึงการเสียสมดุลทางพลังงานด้วย
ที่ผ่านมาเราจึงกล่าวว่าอย่าเป็นคนหนักแผ่นดิน
จงอย่าได้ทำตนเป็น “คนรกโลก” อีกด้วย
เพราะถ้าบนพื้นโลกมีน้ำหนักมวลมาก
ขณะที่แกนโลกมีแรงบิดตัวไม่มากพอแล้ว
โลกจะเกิดการแกว่งส่ายในขณะเหวี่ยงหมุนได้
ทางแก้ก็คือต้องมีคนตายจากภัยพิบัติ
แล้วคัดแยกเอาจิตวิญญาณที่ไม่มีอนาคต
ให้ลงไปถ่วงที่แกนโลกคือนรกโลกันต์แทน
แต่จำต้องใช้จำนวนรูปธรรมอยู่ไม่น้อยเลย
(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
8/09/2569
