อ่านตอนนี้จบแล้วก็ต่อแถวนิพพานได้


 

#อ่านตอนนี้จบแล้วก็ต่อแถวนิพพานได้

*************************************

ตามมรรควิถี “จิตจักรวาล”

ถ้าท่านต้องการจะดับการเกิดดับของกิเลส

ภายในจิตหยาบให้หมดได้อย่างสิ้นเชิงนั้น

ท่านทั้งหลายสามารถจะทำได้ตลอดเวลา

โดยไม่จำเป็นต้องเข้าป่าเข้าถ้ำเข้าห้องพระ

เพื่อการปลีกวิเวกอยู่คนเดียวเลยก็ได้


นอกจากนั้นท่านยังไม่ต้องเสียเวลาเสแสร้ง

แกล้งทำตนเป็นคนหูหนวกตาบอดและเป็นใบ้

ไม่ต้องคอยนั่งเพ่งดูอาการของจิตตนเอง

เพื่อจะคอยกดข่มมันให้นิ่งสงบอีกต่างหากด้วย

ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดหลักธรรมชาติอย่างยิ่ง

เพราะจิตหยาบมนุษย์นั้นมันซนเหมือนดั่งลิง

จะบังคับจิตหยาบของท่านให้มันหยุดอยู่นิ่งๆ

ก็มีแต่จะทำให้ลิงตัวนั้น “ตกต้นไม้” ไปเลย


ถ้าไม่ให้ลิงตัวนั้นมันพลัดตกจากต้นไม้

ก็ต้องหากิ่งไม้ให้มันยึดจับหรือยึดเกาะเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงรู้นิสัยลิงหรือจริตของมนุษย์

จึงทรงเลือกใช้วิธีที่เรียกว่า #อานาปานสติ

เพื่อฝึกจิตให้หยุดอยู่กับปัจจุบันเอาไว้ให้ได้

ทำให้จิตนั้นพร้อมที่จะใช้งานในการคิดเสมอ


เนื่องจากจิตหยาบของมนุษย์ทุกคน

ที่ประกอบด้วยจิตซึ่งมีทั้งหมด 189 กลุ่มนั้น

หนึ่งในนั้นพระผู้สร้างทรงเรียกว่า #จิตสามนึก

จิตสามนึกก็คือ #นึกออก #นึกเอา #นึกเอง

ซึ่งมันจะนึกนั่นนึกโน่นและนึกนี่วนไปเรื่อย ๆ

นึกได้ตั้งแต่ปัจจุบันยันถึงอดีตไปจนถึงอนาคต

ธรรมชาติของจิตสามนึกจึงไม่อาจหยุดนิ่งได้

ถ้าหยุดนึกเมื่อไหร่แสดงว่ามนุษย์นั้นตายแล้ว


การปฏิบัติสมถะกรรมฐานของพระพุทธเจ้า

ที่ทรงเลือกทำ “อานาปานสติ” อยู่กับปัจจุบัน

ก็เพื่อจะได้ไม่ฝืนธรรมชาติมากจนเกินไปนัก

ถ้าสามารถฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะได้แล้ว

ยังจะกำหนดนึกด้วยจิตเพื่อคิดต่อด้วยสมอง

ในการสร้างกระบวนการคิดด้วย “จิตสามนึก”

ให้พร้อมที่จะดำเนินการต่อไปได้อีกด้วย


แต่มรรควิถีจิตจักรวาลนี้เป็น “วิถีฆราวาส”

ซึ่งได้เปรียบวิธีการของพระหรือนักบวชอยู่

ตรงที่ยังใช้ชีวิตตามธรรมชาติอยู่กันในสังคม

ต้องเปิดอายตนะไว้เพื่อเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ถ้าอายตนะทั้งห้ามืดบอดเหมือนคนพิการแล้ว

ก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอย่างไรอยู่อย่างไรด้วย


สิ่งที่พวกท่านจะทำได้ง่ายๆก็คือ

เปิดประตูทั้งห้าบานคือตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส

ที่พ่อแม่ของท่านให้มาครบถ้วนแต่กำเนิดแล้ว

ให้พร้อมที่จะทำงานร่วมกับ “จิตสามนึก” เอาไว้

นั่นคือเมื่อท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดก็ตามแต่

ต้องจำเอาไว้ว่า #ท่านจะทำได้แค่การนึกเท่านั้น

ตัวอย่างวัตถุประสงค์ในการนึกก็คือ


#นึกออก 

เพื่อนึกให้ได้ว่ามันคืออะไร

ซึ่งเป็นการนึกย้อนอดีตเพื่อค้นหาความรู้เก่า

เพื่อค้นหาประสบการณ์เก่าที่ตนอาจเคยมีมา


#นึกเอา 

เพื่อนึกเชื่อมโยงปัจจุบันกับอนาคต

เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่ตนสัมผัสรู้ได้อยู่นั้นมันคืออะไร

จะมีคุณมีโทษต่อตนเองหรือใครอื่นอย่างไร


#นึกเอง  

เพื่อเรียนรู้ความคิดต้องการของคนรอบข้าง

จะได้วางตนได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม

โดยไม่ไปก่อกรรมหรือเกี่ยวกรรมกับใครๆ

อีกทั้งยังสามารถสนองความต้องการของผู้อื่น

ทำให้ท่านเป็นบุคคลที่น่ารักน่าคบหาได้ด้วย


โดยท่านสามารถที่จะปฏิบัติตามที่ว่านี้ได้

ก็ต่อเมื่อตัวท่านนั้นมี #ธรรมชาติสมาธิ

ที่เราเรียกว่า #มหาสติ ให้ได้นั่นแหละ

ซึ่งธรรมชาติสมาธินี้ดีกว่าเทคนิคสมาธิมาก

แถมยังเหมาะกับฆราวาสอีกต่างหากด้วย


คำว่า “มหาสติ” 

ประกอบด้วยองค์สามแห่งสติดังนี้ คือ


1.#ต้องรู้สติ คือ


จะต้องรู้ว่า…

ปัจจุบันขณะนั้นตนกำลังทำอะไรอยู่

เมื่อสักครู่หรืออดีตนั้นตนเพิ่งทำอะไรมา

อนาคตข้างหน้าถ้าทำสิ่งนี้แบบนี้ไปแล้ว

มันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง


2.#ต้องมีสติ คือ 


ต้องนึกให้ดีก่อนที่จะคิด

ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะพูด

ต้องคิดให้รอบครอบก่อนที่จะทำ

ต้องทำแบบนี้ขณะที่รู้สติอยู่ตลอดเวลา


3.#ต้องใช้สติ คือ


ต้องรักให้ได้แม้เขาคนนั้นจะทำตนไม่น่ารัก

ต้องให้อภัยให้เป็นแม้เขาจะทำตัวไม่น่าอภัย

ต้องใช้สติปัญญาหาเหตุผลที่จะรักเขาให้ได้

ต้องใช้ปัญญาหาเหตุผลที่จะอภัยเขาให้เป็น


มหาสติอันประกอบด้วยองค์สามนี้

เป็นโครงสร้างหลักของจิตปัญญาที่สามารถ

ป้องกันกิเลสเดิมมิให้ผุดโผล่ออกมาในจิตได้

นี่เป็นหนทางป้องกันการรั่วไหลของกิเลสมาร

ที่พวกท่านจักต้องเจริญมันเอาไว้ให้ดี


ส่วนกิเลสมารตัวใหม่นั้น

จะสามารถป้องกันไม่ให้มันก่อกำเนิดขึ้นมาได้

ด้วยวิธีการ #คอยดับไฟเสียแต่ต้นลม นั่นเอง


ท่านต้องรู้ว่ากระบวนการทางจิต

เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้าทั้งหลายเมื่อไหร่

จิตหยาบของท่านจะเกิด “ขันธ์ห้า” ขึ้นมาทันที

ลำดับขั้นตอนปกติของขันธ์ห้าจะมีดังนี้ คือ


1.จิตจะเกิดการรับรู้รูป

รับรู้ได้ทั้งนามรูปที่ไม่มีรูปธรรม

และรับรู้ได้ในสิ่งที่มีรูปธรรม


2.จิตจะเกิดเวทนา

เมื่อรับรู้สิ่งนั้นๆในขั้นที่หนึ่งได้

จนเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรอย่างไรแล้ว

จิตจะปรุงแต่งต่อจนเกิดเวทนาขึ้น


คำว่า “เวทนา” หมายถึง #ความรู้สึก

ซึ่งมีอยู่สองทางเลือก คือ ชอบ กับ ไม่ชอบ

ถ้าจิตนั้นเกิดเวทนาขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตาม

แสดงว่าจิตนั้นมันได้เกิด #กิเลส ขึ้นมาแล้ว

จิตก็จะปรุงแต่งต่อไปเป็นความอยากในทันที

มนุษย์จะไม่อาจหยุดยั้งหรือสกัดกั้นมันได้เลย

ซึ่งความอยากไม่อยากนี้ก็คือ #ตัณหา นั่นเอง


3.จิตจะเกิดสัญญา

เมื่อผ่านขั้นตอนแรกกับสองมาแล้ว

ถ้าเป็นความรู้ใหม่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้ครั้งแรก

จิตก็จะทำการบันทึกเป็นข้อมูลไว้หรือจำไว้


ถ้าสิ่งนั้นเป็นอารมณ์รู้สึกคือกิเลสตัณหา

จิตก็จะหมายรู้คือจะบันทึกมันเอาไว้เช่นกัน

#พญายมราช ในนรกเรียกว่า “สันดานขันธ์”

ซึ่งจิตวิญญาณของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ตกนรก

ก็เพราะใช้สันดานขันธ์ก่อกรรมทำบาปในชีวิต

จนเป็นอาจิณหรือเคยตัวกันนั่นแหละท่าน


4.จิตจะเกิดสังขาร

คำว่าสังขารนั้นในที่นี้หมายถึง “อารมณ์”

ถ้าจิตเกิดกิเลสตัณหาเกาะกุมจิตอยู่แล้ว

เมื่อใดที่จิตถูกยั่วยุก่อกวนจิตที่ใสจะขุ่นทันที

เมื่อใดที่จิตถูกเย้ายวนจิตนั้นก็จะเกิดโมหะ

คือลุ่มหลงงมงายไปตามแรงกระตุ้นเช่นกัน


อาการเช่นนี้เรียกว่า “จิตตก” ฉับพลัน

จิตตกคือจิตที่เสียสมดุลไปจากปกติ

จนสามารถก่อกรรมทำเข็ญชั่วร้ายได้ง่ายมาก


5.จิตจะเกิดวิญญาณ

เพราะกายสังขารของมนุษย์นั้น

เป็นรูปธรรมที่ประกอบด้วยกลไกสองมิติ

นอกจากกายหยาบแล้วยังมีกลไกทางไฟฟ้า

ที่เป็นต่อมไร้ท่อต่างๆติดตั้งอยู่ด้วย


ในขั้นตอนนี้

ขันธ์ห้าของท่านจะผลิตวิญญาณคือพลังงาน

แล้วเหวี่ยงออกมาภายนอกร่างกาย

เพื่อใช้พลังงานสะอาดนั้นค้ำจุนสมดุลโลก

ถ้าเป็นพลังงานที่ผลิตด้วยกิเลสตัณหา

เหวี่ยงออกมาก็จะกลายเป็นขยะสกปรกรกโลก

เพราะโลกไม่ต้องการใช้มันนั่นเอง


เพราะเอกภพของพระเจ้านั้น

มี 6 ระบบกาแล็กซี่และมี 7 สุริยะจักรวาล

ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

จึงทรงติดตั้งศูนย์รวมพลังงานหรือจักระเอาไว้

รวมทั้งสิ้นจากล่างขึ้นบนเป็น 7 จักระด้วยกัน

เพื่อให้จักรวาลภายในกายสังขารมนุษย์

เชื่อมสัมพันธ์กันไว้กับจักรวาลที่อยู่ภายนอก


กลับมาพิจารณากันที่กระบวนการขันธ์ห้า

ถ้าท่านต้องการนิพพานกิเลสให้หมดสิ้นแล้ว

มีหนทางเดียวที่ท่านจะต้องปฏิบัติทำกันก็คือ

การระงับยับยั้งไว้ไม่ให้มันเกิด


นั่นคือ...

เมื่อรับรู้รูปนามในขั้นตอนแรกเมื่อไหร่

อย่ารับเอาสิ่งที่รับรู้จนเรียนรู้ว่าคืออะไรแล้ว

โดยนำมันมาปรุงแต่งต่อในขั้นเวทนาขันธ์

เดี๋ยวมันจะเกิดเป็นความรู้สึกชอบไม่ชอบขึ้น

เมื่อเกิดแล้วจิตจะหยุดไม่ได้มันก็จะปรุงต่อ

จนเกิดเป็นความอยากไม่อยากขึ้นมาอีก

ท้ายที่สุดก็จะไปจบลงที่อารมณ์ขยะนั่นเอง


เมื่อท่านใช้มหาสติสกัดกั้นสันดานขันธ์

สกัดไว้เสียจนอยู่หมัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถ้าท่านฉลาดรับรู้แล้วไม่รับเอาแบบนี้ได้

ชาตินี้ท่านก็จะสามารถนิพพานกิเลสในจิตได้

จิตวิญญาณจะหลุดพ้นนิพพานได้เมื่อนั้น


ท่านทั้งหลายที่เป็นฆราวาสหรือชาวบ้าน

เคยทำนิพพานเรื่องง่ายๆให้เป็นเรื่องยาก

บัดนี้เรานำเอาวิธีการง่ายกว่าเหมาะสมกว่า

มาชี้แนวทางให้ท่านปฏิบัติกันแบบธรรมชาติ

โดยไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนปฏิบัติทำกันอีกต่อไป

จงอ่านทบทวนที่เรากล่าวทั้งหมดให้เข้าใจ

แล้วนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน

จะมีอายุขัยยืนยาวและไม่ตายก่อนวัยแน่นอน


ท่านจะหลับเป็นตายอย่างไม่ทุรนทุราย

จนสามารถหลุดพ้นนิพพานกลับแดนสุญตา

ในชาตินี้ได้อย่างราบรื่นและสง่างามยิ่ง


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

4/09/2569


#เปิดค่าการมองเห็น #แชร์ได้

#จิตจักรวาล #นรก #กิเลส #ธรรมชาติ