พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
#มนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์ได้อย่างไร?
เมื่อพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว
คนนำทางตาบอดซึ่งถูกจิตวิญญาณผีโสโครก
คัดสรรให้ทำหน้าที่เป็นกรรมกรแสงของมาร
ให้ทำการบิดเบือนพระสัจธรรมของพระศาสดา
ที่เป็นปัญหาใหญ่มากอีกเรื่องหนึ่งที่มนุษย์ไม่รู้
เรื่องนี้ผีโสโครกบังอาจเอาพระพุทธเจ้ามาอ้าง
ต่างจากเรื่องธรรมจักรที่บิดไปเป็น #อริยะสัจสี่
ซึ่งเราได้เปิดเผยไว้ในพระโอวาทตอนที่ผ่านมา
เพราะกลัวว่าพวกท่านจะไม่เชื่อตามกันง่ายๆ
จึงยกเอาข้อสัจธรรมของพระองค์บางบทมาอ้าง
เพื่อให้คำลวงของตนน่าเชื่อโดยไม่ต้องฉุกคิด
เพราะญาติธรรมเชื่อมั่นในพระพุทธองค์อยู่แล้ว
แค่บอกว่าพระองค์ตรัสก็จะเชื่อไปตามนั้นทันที
แม้มนุษย์ไม่ได้ฟังคำสอนจากพระโอษฐ์ก็ตาม
ตัวอย่างเช่นพวกท่านถูกหลอกให้เชื่อว่า
จิตวิญญาณของท่านที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น
ทุกรูปธรรมที่มาเกิดเต็มไปด้วยความทุกข์
คล้ายกับจะบอกเป็นนัยๆว่าไม่น่ามาเกิดเลย
ผีโสโครกที่อยู่เบื้องหลังคนนำทางตาบอด
พยายามหลอกลวงพวกท่านให้ “ป่วยทางจิต”
คือสอนให้ #กลัวความทุกข์ อย่างไร้สติ
ทั้งที่ตัวทุกข์ตัวสุขนั้นมันเป็นแค่เพียงสิ่งสมมุติ
แท้แล้วทุกข์หรือสุขนี้ไม่ได้มีอัตตาตัวตนเลย
ที่มีอัตตาตัวตนขึ้นมาได้เพราะจิตมีการยึดติด
การยึดติดคือการที่จิต “กลัวทุกข์และอยากสุข”
ยิ่งกลัวมากอยากมากทุกข์สุขก็จะตัวใหญ่ขึ้น
เพราะสัจธรรมความจริงมันเป็นเช่นนี้เอง
พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนมนุษย์ให้ละวางอัตตา
เพื่อให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของพวกท่าน
ไม่ให้หลงยึดติดในทุกข์สุขที่ไม่มีอัตตาแท้จริง
ซึ่งจิตหยาบของท่านนั้นมันปรุงแต่งขึ้นมาเอง
ด้วยอำนาจของตัณหาคือความอยากไม่อยาก
โดยจิตจะสร้างตัวตนที่เป็นมายาขึ้นเพื่อยึดไว้
เพื่อหลอกให้ท่านกลัวทุกข์อยากสุขนั่นแหละ
แต่ว่านั่นมันยังไม่สำคัญเท่ากับ
การหยิบเอาเรื่อง #กฎแห่งไตรลักษณ์
ที่ว่าด้วย #อนิจจัง #ทุกขัง #อนัตตา
มาใช้อ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็นทุกข์
เพื่อที่จะยืนยันการบิดเบือนของมารเองว่า
เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นมันเต็มไปด้วยทุกข์จริงๆ
คนที่ไม่เข้าใจก็เลยเชื่อตามคนนำทางตาบอด
ซึ่งเป็นกรรมกรแสงผู้ชราของผีโสโครกไป
ถ้าพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย
ใช้สติปัญญาเบื้องต้นฉุกคิดสักนิดก็น่าจะรู้ว่า
ท่านควรเข้าใจ “ไตรลักษณ์” นี้ให้ดีเสียก่อนว่า
พระองค์ทรงหมายความว่าอะไรอย่างไร
ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามในความรู้นั้น
เราเชื่อว่าถ้าพวกท่านเข้าใจความหมายดีพอ
แทนที่มนุษย์จะกลัวความทุกข์เหมือนที่ผ่านมา
ท่านน่าจะสะกดคำว่า “ทุกข์” ไม่เป็นกันไปเลย
เพราะแท้จริงแล้วกฎแห่งไตรลักษณ์นี้
เป็นคำอธิบายถึงลักษณะของ #คนสองมิติ
จากประโยคที่ว่า “ไตรลักษณ์”
นั่นคือกายกรรมและวจีกรรมของมนุษย์นั้น
มันจะสั่นสะเทือนไปตามจริตหรืออาการของจิต
อาการของจิตที่เกิดขึ้นก่อนก็คือ “มโนกรรม”
เมื่อมนุษย์คนนั้นเกิดมโนกรรมขึ้นมาก่อนแล้ว
ก็จะแสดงออกมาทางกายสังขารหรือเป็นคำพูด
ถ้าเก็บปากหรือเงียบปากไม่ไหวก็จะพูดออกมา
ถ้าอดทนอดกลั้นไม่ได้ก็จะแสดงออกมาให้เห็น
มนุษย์แต่ละคนจึงมีภาษาที่ใช้ 3 ภาษา คือ
1.ภาษาจิตหรือมโนกรรม
2.ภาษาวาจาหรือภาษาพูดคือวจีกรรม
3.ภาษากิริยาท่าทางคือกายกรรม
ท่านจะเห็นได้ว่า...
ข้อแรกนั้นจะเป็นบ่อเกิดพฤติกรรมบ่อแรก
เมื่อจิตเริ่มต้นสั่นสะเทือนเป็นมโนกรรมแล้ว
พฤติกรรมในข้อที่สองและสามก็จะตามมา
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า
พฤติกรรมภายนอกของมนุษย์แต่ละคน
ทั้งวจีกรรมและหรือกายกรรมทั้งหลายนั้น
จะมีการแสดงออกหรือกระทำตลอดเวลา
ซึ่งจะมีทั้งพฤติกรรมใหม่และพฤติกรรมซ้ำ
ขึ้นกับเงื่อนไขของสภาวะจิตในปัจจุบันขณะ
หรืออาจจะขึ้นกับ #สันดานขันธ์ ของคนนั้น
ที่มันฝังแฝงอยู่ใน #สัญญาขันธ์ นั่นแหละ
ดังนั้น
เรื่องกฎแห่งไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้า
จึงเกี่ยวกับโครงสร้างแห่งการเป็นคนสองมิติ
ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเป็นเช่นว่านี้ทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณามนุษย์จากภายนอก
จนเห็นชัดเจนว่าหลายคนจะทำตนคุ้มดีคุ้มร้าย
ซึ่งล้วนเป็นไปตามอารมณ์รู้สึกนึกคิดของจิต
ทำให้ทรงมองว่าใดๆในโลกล้วน #อนิจจัง
หมายถึงทุกคนและทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงเสมอ
โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเริ่มต้นจากภายใน
เมื่อจิตหยาบหรือจิตปัจจุบันซึ่งเป็นแก่นแท้นั้น
สั่นสะเทือนขึ้นเมื่อไหร่กายสังขารก็จะสั่นตาม
กายสังขารหมายถึงวจีกรรมและกายกรรมไงล่ะ
โดยที่จิตหยาบจะใช้สมองเป็นเครื่องมือสั่งการ
ให้ปากคอลิ้นพูดไปตามการคิดนึกดังกล่าวนั้น
หรือสั่งให้แสดงเป็นภาษากายกับภาษาท่าทาง
ถ้ากลไกอวัยวะใดทนแรงสั่งจากสมองไม่ได้
มนุษย์ก็จะแสดงอาการนั้นออกมาให้เห็นเสมอ
ปรากฏการณ์ในการเกิดพฤติกรรมเช่นนี้
พระพุทธเจ้าทรงหมายถึง #การเกิดทุกขัง
แปลว่าเมื่อจิตหยาบสั่นสะเทือนเพื่อสั่งการแล้ว
มนุษย์จะเกิดอาการทนได้ยากหรือทนไม่ได้
จักแสดงออกหรือกระทำไปตามที่จิตสั่งทันที
ทุกกิริยาอาการที่เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ
ที่สังเกตได้จากอาการภายนอกของมนุษย์
พระพุทธองค์จึงทรงสรุปสั้นๆว่า “อนิจจัง”
โดยพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นอนิจจังที่ว่านี้นั้น
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยไปไม่เที่ยงแท้
เป็นเพราะว่ากลไกอวัยวะนั้นทนจิตสั่งไม่ไหว
พระพุทธองค์จึงทรงสรุปสั้นๆว่าเกิด “ทุกขัง”
ขั้นตอนสำคัญก็คือ
ต้นเหตุแห่งการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์
ที่ทำให้เกิด “อนิจจัง” และ “ทุกขัง”
ก็คือจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ที่เร้นอยู่ข้างใน
เมื่อตนเองเกิดอาการอย่างไรแบบไหนก็ตาม
จะแสดงออกหรือกระทำให้เห็นแบบนั้นเสมอ
ซึ่งมันจะมีการเปลี่ยนแปลงของมันไปเรื่อย ๆ
พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า #อนัตตา นั่นเอง
ท่านลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างต้นอีกครั้ง
จะเข้าใจความหมายกฎแห่งไตรลักษณ์มากขึ้น
มันไม่ได้มีอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำไว้เลยว่า
เกิดมาเป็นมนุษย์โลกนี้แล้วเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงคนทั้งโลกโดยแท้
ใครยังเชื่อตามคนนำทางตาบอดสอนเช่นนี้อยู่
เมื่อได้รู้ความจริงจากเราแล้วก็จะเสียชาติเกิด
ไม่สมกับที่ตัวท่านปวารณาตนเป็นพุทธะเลย
(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
11/09/2569
