#พลังอำนาจสูงสุดของมนุษย์คืออะไร?
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
เป็นผู้อาสาข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็น “คนสองมิติ”
ประกอบด้วยมิติแรกคือมิติโลกด้านกายภาพ
กับมิติที่สองคือมิติของจิตวิญญาณด้านแก่นแท้
สำหรับมิติแรกที่เป็นมิติโลกด้านกายภาพนั้น
จะหมายถึงมิติของกายสังขารหรือกายหยาบ
ซึ่งมี #จิตหยาบ เป็นผู้คอยกำกับควบคุมดูแล
โดยมี “จิตสามนึก” เป็นเครื่องมือปฏิบัติการ
“จิตหยาบ” จะเป็นกลุ่มพลังงาน
ที่จิตวิญญาณเป็นผู้แบ่งภาคตนเองออกมา
เพื่อให้ทำหน้าที่แทนตนขณะเป็นคนสองมิติ
โดยจิตวิญญาณจะรับผิดชอบผลการกระทำ
ที่จิตหยาบของตนเป็นผู้ก่อขึ้นมาในทุกสิ่ง
เหมือนกับว่าตนนั้นเป็นผู้กระทำมันด้วยตนเอง
ส่วนมิติที่สองที่เป็นมิติของแก่นแท้นั้น
เป็นมิติของจิตวิญญาณผู้ที่ขันอาสามาเกิด
โดยข้ามมิติเข้ามาทำหน้าที่กันอยู่ในเอกภพ
ซึ่งมาจากแดนสุญตาคือพระนิเวศน์ของพระเจ้า
เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ประจำอยู่ในระบบโลก
หน้าที่หลักของจิตวิญญาณของท่านก็คือ
1.ต้องทำหน้าที่ประจำโลกนาน 6 หมื่นปี
โดยไม่มีหน้าที่จะต้องตายคือไม่มีภพชาติหน้า
มีเพียงแค่ชาติแรกชาติเดียวเท่านั้น
2.จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็น “คนสองมิติ”
เพื่อใช้จิตหยาบที่ตนได้แบ่งภาคออกมาแล้ว
ทำให้จิตหยาบกับจิตวิญญาณของตนเองนั้น
สั่นสะเทือนจนเป็นหนึ่งเดียวกันให้สำเร็จให้ได้
จึงจะเปลี่ยนจากคนไปเรียกตนเองว่ามนุษย์ได้
โดยกลุ่มพลังงานของจิตหยาบนั้น
จะตั้งต้นที่ศูนย์มิติเมื่อแรกปฏิสนธิที่ในครรภ์
จนทารกมีอายุครบ 9 เดือนขณะที่อยู่ในครรภ์
ซึ่งกลุ่มจิตหยาบนั้นจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน
จนมี 3 มิติ หรือ 3D คือมี 3 เหลี่ยมมุมได้แล้ว
จึงจะคลอดออกมาจากครรภ์มารดาได้
จิตหยาบของผู้ที่มาเกิดใหม่นั้น
จะต้องยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยกระบวนการสั่นสะเทือนขันธ์ 5 ในตนเอง
โดยใช้ความรักบริสุทธิ์คือรักเพื่อให้เท่านั้น
มันคือการหมุนธรรมจักรในตนเองให้สำเร็จ
ทั้งต้องพร้อมหมุนกับคนรอบข้างได้ด้วย
หากปฏิบัติตนเช่นว่านี้ได้ตลอดแล้ว
จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน
จนเข้าถึงความสมดุลกันกับจิตวิญญาณได้
โดยจิตหยาบจะมี 6 เหลี่ยมมุมเท่ากันพอดี
เมื่อจิตหยาบสั่นสะเทือนด้วยเรื่องใดสิ่งใด
จิตวิญญาณก็จะสั่นสะเทือนตามไปด้วยเสมอ
เพราะเป็นการสั่นสะเทือนด้วย “ธรรมจักร”
แต่ถ้าเมื่อใดสิ่งใดที่จิตหยาบสั่นสะเทือน
แล้วจิตวิญญาณไม่สามารถสั่นสะเทือนตามได้
แสดงว่าจิตหยาบท่านกำลังหมุนกรรมจักรแทน
แม้จิตวิญญาณไม่อาจสั่นสะเทือนร่วมด้วยได้
แต่จะต้องรับผิดชอบในผลกรรมนั้นๆที่เกิดขึ้น
3.ถ้าจิตหยาบหรือจิตสามนึกของมนุษย์
จะหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้คือรักบริสุทธิ์ได้
หน้าที่สำคัญของจิตหยาบของคนผู้นั้นก็คือ
จักต้องนิพพานกิเลสในจิตหยาบให้หมดสิ้น
เพราะกิเลสตัณหาในจิตหยาบคืออุปสรรคใหญ่
ที่ทำให้จิตหยาบเข้าถึงการรักเพื่อให้กันไม่ได้
มนุษย์จึงต้องดับการเกิดๆดับๆของมันให้สิ้น
หมายถึงทุกท่านจะต้องนิพพานกิเลสนั่นแหละ
ตลอดเวลาที่ท่านใช้ชีวิตเป็นสัตว์สังคม
จักต้องเรียนรู้ให้ได้ว่าตัวท่านเองนั้น
จะไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าภายนอกภายใน
ที่ส่งผ่านเข้ามากระทบตาหูจมูกลิ้นผิวกาย
ทำให้จิตหยาบท่านสั่นไหวในเวทนาขันธ์ได้
หรือจิตหยาบของท่านที่เป็นอายตนะภายใน
จะไม่สั่นไหวไปก้าวก่ายล่วงเกินใครๆเขาเข้า
จนทำให้ตนเกิดอาการจิตตกคือเสียสมดุล
ไปจากความสงบตามปกติเป็นเด็ดขาด
ดังนั้น
ถ้าตัวท่านจะต้องเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้
ท่านจักต้องมีพลังอำนาจสูงสุดด้านจิตปัญญา
โดยอำนาจสูงสุดด้านจิตปัญญาก็คือ
ท่านจะต้องเข้าถึงอำนาจแห่งรักเพื่อให้กันได้
เช่น อดทน อดกลั้น ให้อภัยทุกคนได้เสมอ
มีจิตใจเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
กับทำบุญสร้างกุศลได้โดยไม่ขอสิ่งตอบแทน
นอกจากนั้นอำนาจสูงสุดทางปัญญา
คือท่านจะต้องรักคนที่ทำตนไม่น่ารักให้ได้
ด้วยการใช้เหตุผลจากปัญญาของสมอง
จักต้องมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นและทุกสิ่ง
โดยมองโลกด้วยปัญญาของสมองซีกขวาได้
กับใช้อายตนะและอวัยวะให้ได้ใช้ให้ถูกต้อง
ด้วยการสำรวมระวังและใช้มันอย่างมีมหาสติ
ถ้าท่านจะเข้าถึงอำนาจสูงสุดเหล่านี้ได้
ท่านต้องกระทำและหาทำที่ตัวท่านเองเท่านั้น
จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตรงจริง
ซึ่งเป็นการปฏิบัติทำด้วยการบวชที่จิตใจท่าน
ไม่ใช่การบวชกันแต่ที่ร่างกายภายนอกเท่านั้น
การเข้าถึงอำนาจในตนเองเหล่านี้ได้
มันไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไรเลย
เพราะกลไกแห่งอำนาจทั้งจิตปัญญาอวัยวะ
ตัวท่านเองทุกคนล้วนมีให้ใช้พร้อมอยู่แล้ว
เพียงแต่ท่านต้องฝึกตนให้พร้อมใช้มันเท่านั้น
เมื่อท่านเข้าถึงอำนาจสูงสุดในตนเองได้
จะได้ไม่ต้องไปแย่งชิงอำนาจมาจากคนอื่นๆ
ให้ก่อเกิดเวรกรรมทำผิดบาปกับใครต่อใครอีก
เมื่อนรกไม่ถามหาสวรรค์มายาก็ไม่มีแล้ว
ถึงกาลสิ้นยุคที่โลกมืดนาน 8 ราตรี (56 วัน)
จิตวิญญาณของท่านจะหลุดพ้นนิพพานได้
โดยวิธี “หลับเป็นตาย” อย่างแน่นอน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
8/09/2569
