เพราะพี่น้องชาวพุทธถูก “คนนำทางตาบอด”
นำวิถีการปฏิบัติทำของ #นักรบแห่งแสงสว่าง
ที่พวกตนฝึกฝนจนถนัด “ทำ” นำมาเสี้ยมสอน
แก่ฆราวาสผู้เลือกเส้นทาง #นักสู้เพื่อการรู้แจ้ง
ในลักษณะของการกระทำผิดฝาผิดตัวตลอดมา
โดยเฉพาะเรื่อง #การปฏิบัติกรรมฐานสมาธิ
เพราะนักพรตผู้ทรงศีลทั้งหลายนั้น
เป็นผู้ละแล้วซึ่งอาสวะกิเลสไม่มีเรื่องทางโลก
ที่จะต้องยึดเหนี่ยวเกี่ยวรั้งหรือต้องรับผิดชอบ
จึงมีเวลาเคร่งครัดปฏิบัติธรรมมากกว่าฆราวาส
เพราะเป็นฆราวาสนั้นแค่ทำงานกินอยู่หลับนอน
ในแต่ละวันผันผ่านไปนั้นเวลาที่จะนั่งกรรมฐาน
เฉพาะหนุ่มสาวเวลาว่างก็แทบจะหาไม่ได้แล้ว
มีแต่ผู้ใหญ่วัยเกษียรที่หันหน้าเข้าหาวัดเท่านั้น
ที่พอจะมีเวลาสำหรับปฏิบัติกรรมฐานกันได้
เราจึงจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติกรรมฐานอย่างเคร่งครัด
เฉพาะตอนก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้อนุตรธรรม
เรื่อง “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” เท่านั้นเอง
ทรงปฏิบัติกรรมฐานอย่างมีเป้าหมายสำคัญ
เป้าหมายแรกคือทรงต้องการฝึกสร้างพลังจิต
ด้วยวิธีการปฏิบัติที่เรียกว่า #สมถะกรรมฐาน
ภาษานักพรตนักบวชจะเรียกว่าฝึกเข้าฌาน
หรือฝึกทักษะการควบคุมจิตหยาบให้แน่วนิ่ง
จนถึงขั้นสงบเย็นเป็นอุเบกขาได้นั่นแหละ
เป้าหมายที่สอง คือ
นำเอา “ฌาน” ที่ได้มาจากเป้าหมายแรกนั้น
มาสั่นสะเทือนสมองเพื่อสร้างกระบวนการคิด
ด้วยคลื่นความถี่ในการคิดให้สูงที่สุดให้จงได้
ซึ่งพระองค์ทรงรู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
จึงทรงใช้วิธีปิดอายตนะทั้งห้าเอาไว้ชั่วคราว
เพื่อปิดช่องทางการรับรู้ของจิตหยาบเอาไว้
เพื่อจะได้นึกคิดเฉพาะเรื่องเดียวที่ทรงต้องการ
จนนำมาซึ่งการฝึกตนเองให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน
ที่เรียกกันว่า “อานาปานสติ” นั่นแหละ
พระองค์ทรงเรียนรู้ที่จะนำเอาฌานคือพลังจิต
มาสร้างพลังญาณที่เป็นพลังอำนาจทางปัญญา
ถ้ากดปุ่มใช้สมองซีกซ้ายก็เรียกว่า “สติปัญญา”
ถ้ากดปุ่มใช้สมองซีกขวาเรียกว่า “ปัญญาญาณ”
พระองค์มีเวลามากพอที่จะเรียนรู้เพื่อการฝึกคิด
ผิดกับฆราวาสทั้งหลายที่มีเวลาไม่มากพอ
ที่จะหลบมุมไปนั่งกรรมฐานสมาธิตามแบบพระ
อีกทั้งครูผู้สอนกรรมฐานที่รู้จริงกับมีทักษะจริง
โดยรู้ว่ากรรมฐานสมาธิที่พระพุทธเจ้าปฏิบัตินั้น
พระองค์ทรงปฏิบัติแบบไหนเช่นไรมีน้อยมาก
เพราะกรรมฐานสมาธิเป็นปฏิบัติการทางเทคนิค
ซึ่งเป็นกระบวนการกระทำที่จิตกับสมองสองซีก
ที่เกิดขึ้นอยู่ภายในซึ่งสองตาเปล่ามองไม่เห็น
การเรียนการสอนหรือการฝึกฝนจึงทำได้ไม่ง่าย
เพราะว่าจะสังเกตกันด้วยตาเนื้อได้ยากนั่นเอง
เนื่องจาก “คนนำทางตาบอด” ส่วนมาก
ถูกเสียงในหัวล่อลวงให้เข้าใจผิดว่า
การปฏิบัติกรรมฐานสมาธิหรือเทคนิคสมาธินั้น
เป็นปฏิบัติการทางจิตทำให้ทรงปรินิพพานได้
จึงพยายามที่จะสร้างศูนย์กรรมฐานกันยกใหญ่
จนชาวบ้านเชื่อว่านั่งกรรมฐานนิพพานได้จริง
ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานได้เพราะว่า
ทรงสามารถ #ดับการมีสังสารวัฏ ได้ต่างหาก
ขณะพระองค์ทรงมีพระชนมชีพอยู่
หลังตรัสรู้ด้วยอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้แล้ว
พระองค์ทรงดับการมีสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิง
ด้วยการนิพพานกิเลสตัณหาราคะอารมณ์ขยะ
ที่สอดแทรกขึ้นมาในกระบวนการขันธ์ห้าได้
เมื่อทรงดับการเกิดดับของพวกมารภายในนี้ได้
เท่ากับว่าทรงนิพพานกิเลสทั้งหมดนั้นได้แล้ว
เมื่อทรงนิพพานกิเลสขณะยังมีพระชนมชีพอยู่
ทำให้ทรงนิพพานกฎแห่งกรรมของมนุษย์ด้วย
เมื่อทรงมีพระประสงค์จะหลุดพ้นนิพพานแล้ว
จึงทรงดับขันธปรินิพพานนำพาจิตวิญญาณ
ออกจากเอกภพนี้เพื่อกลับสู่บ้าน #แดนสุญตา
ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของจิตวิญญาณได้
จงเข้าใจเสียใหม่ว่ากรรมฐานมิได้ช่วยให้
มนุษย์คนไหนนำพาจิตวิญญาณของตน
หลุดพ้นนิพพานกลับแดนสุญตาได้แต่อย่างใด
เพราะกรรมฐานเป็นการฝึกจิตให้มีพลังฌาน
ที่ได้จากการสำรวมจิตหรือควบคุมจิต
ส่วนที่เรียกว่า “วิปัสสนากรรมฐาน” นั้น
ก็เป็นวิธีการฝึกใช้สมองคิดด้วยพลังญาณ
ไม่มีตอนไหนที่จะมุ่งดับกิเลสตัณหา
เราเพ่งจิตพิจารณาอย่างไรก็ไม่พบเห็นเลย
เห็นแต่การนั่งข่มจิตไว้เหมือนไม้ทับหญ้า
พอยกไม้ออกเมื่อไหร่หญ้าก็โตได้อีกเมื่อนั้น
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
2/09/2569
#เปิดค่าการมองเห็น
#อนุญาตให้แชร์ได้ #จิตจักรวาล
