#ทำไมท่านจึงจิตตกเมื่อถูกยั่วโมโห?
คนโบราณสอนกันต่อๆมาว่า
เวลามีใครมาก่อกรรมทำบาปชั่วกับตัวท่านนั้น
จะเกิดอาการ “จิตตก” ไปจากความสงบทันที
อาการจิตตกที่เกิดขึ้นก็คือจิตจะไม่สงบอีกแล้ว
คำว่า “จิตตก” จึงหมายถึง “จิตไม่สงบ”
“จิตไม่สงบ” พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า #ทุกข์
เมื่อจิตไม่สงบหรือเกิดทุกข์ขึ้นมาเมื่อไหร่
มนุษย์จะแสดงออกมาทางกายหรือวาจาเมื่อนั้น
อาการทุกอย่างของมนุษย์ล้วนเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น
ตลอดวันในยามตื่นจะผันแปรเปลี่ยนไปตามนี้
จนเป็นที่มาของคำว่า #อนิจจังไม่เที่ยง
เหตุที่พฤติกรรมทางกายภายนอกไม่เที่ยง
เพราะว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ที่เป็นอนัตตา
ซึ่งท่านไม่อาจมองหาตัวตนของมันได้
เพราะว่าจิตหยาบเป็นพลังงานเร้นอยู่ข้างใน
เมื่อกลไกอายตนะภายนอกคือตาหูจมูกลิ้นกาย
ส่งสัญญาณการสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงข้างนอก
ผ่านเข้าไปข้างในให้จิตหยาบของท่านรับรู้แล้ว
จิตก็จะสั่นสะเทือนเพื่อรับเอาสิ่งนั้นมาเรียนรู้ต่อ
เพื่อเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรหรือเป็นอะไร
ถ้ารับรู้เพื่อเรียนรู้แล้ว #รับเอา มาปรุงแต่งต่อ
แทนที่จะทำหน้าที่รับรู้เพื่อเรียนรู้เท่านั้นก็พอ
จิตหยาบจะปรุงแต่งจนเกิดความรู้สึกขึ้นทันที
เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นเมื่อไหร่นี่แหละคือจิตตก
เพราะสภาวะจิตมนุษย์ในยามปกติทั่วไปนั้น
จิตมันจะมีอาการนิ่งสงบหรือ “สุขสงบ” ตลอด
ต่อเมื่อมีสิ่งใหม่สิ่งใดเข้าไปตกกระทบจิตท่าน
จิตนั้นก็จะเกิดอาการไม่สงบอีกต่อไปแล้ว
ทั้งหมดที่เรากล่าวมานี้
เป็นเรื่องของอนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งสิ้น
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกมันว่า #ไตรลักษณ์
โดยที่ “คนสองมิติ” ก็คือมนุษย์โลกทุกคนนั้น
จะมีกระบวนการสองมิติเป็นแบบที่ว่านี้ทั้งสิ้น
เพราะว่าจิตหยาบของมนุษย์โลก
ถูกพระผู้สร้างทรงกำหนดให้ทำหน้าที่
เป็นตัวแทนของแก่นแท้คือจิตวิญญาณ
เพื่อให้ขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์
ทั้งในมิติจิตวิญญาณและมิติของกายสังขาร
ซึ่งทั้งสองมิตินี้เป็นมิติคู่ขนานกันนั่นเอง
คนโบราณมักจะสอนต่อๆกันมาว่า
สาเหตุที่มนุษย์เกิดอาการจิตตกฉับพลันทันที
เมื่อถูกคนใกล้ตัวยั่วยุหรือเย้ายวนกวนใจ
เป็นเพราะว่าใครคนนั้นมีอีโก้สูงมิใช่ย่อย
คำว่า “อีโก้สูง” คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า
หมายถึงการเป็นมนุษย์ที่มีอัตตาตัวตนสูง
คือจะเป็นพวกที่ถือตัวถือตนเป็นใหญ่กว่าใคร
ใครเข้ามาแตะนิดต้องหน่อยเป็นไม่ได้เลย
จะเกิดการศูนย์เสียเสียศูนย์ไม่สมดุลเสมอ
คนพวกนี้จะมีอาการอนิจจังไม่เที่ยงทันทีนั้น
มนุษย์ถูกสอนต่อๆกันมาว่า
ที่จิตหยาบมนุษย์เสียสมดุลไปเมื่อถูกยั่วยุ
เพราะว่าเป็นคนที่ยึดติดอัตตาตัวตนสูงกันอยู่
ปัญหาของมนุษย์จึงหยุดการก่อกรรมไม่ได้
พอถูกยั่วยุก็จะโกรธจะโมโหโกรธาอยู่ดังเดิม
พอถูกยั่วเย้าก็จะเกิดอาการลุ่มหลงตามทันที
เนื่องจากละวางอัตตาไม่ได้หรือว่าวางไม่เป็น
หรือไม่รู้ว่าจะละวางอัตตาตัวกูของกูได้อย่างไร
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
วิธีที่ง่ายดายมากกว่าการปล่อยวางอัตตาก็มี
แต่ไม่ใช่วิธีที่พวกมารหลอกให้ท่านปลีกวิเวก
ทั้งหลอกให้แกล้งทำเป็นหูตาพิการไม่รู้ไม่เห็น
เพื่อปิดช่องทางการผัสสะจากภายนอกเอาไว้
ไม่ให้จิตหยาบรับรู้สัญญาณใดๆจากข้างนอก
จนเป็นเหตุให้ปากกับกายสังขารทนไม่ได้นะ
เพื่อจะได้สงบปากสงบคำสำรวมกายอยู่ได้นาน
อันเป็นวิธีการที่ผิดธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติ
คล้ายกับไม่เห็นคุณค่าของอายตนะนั่นแหละ
วิธีการที่เราจะแนะนำท่านซึ่งง่ายกว่าก็คือ
1.จำเอาไว้เสมอว่าผู้คนที่อยู่รายรอบตัวท่าน
พวกเขาล้วนเป็นครูของท่านด้วยกันทั้งสิ้น
เหมือนกับการที่ท่านมีสตินึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า
คนนี้เป็นพ่อคนนั้นเป็นแม่คนโน้นเป็นบุตรธิดา
หากท่านมีสติระลึกได้ว่าพวกเขาเป็นใครแล้ว
พฤติกรรมที่จะแสดงออกตอบสนองพวกเขานั้น
จิตท่านจะสำนึกรู้ได้เองว่าไหนควรไม่ควร
2.จำเอาไว้ว่าครูคือผู้สอนนักเรียนคือผู้เรียนรู้
คนที่ฉลาดเรียนรู้และขยันเรียนไม่เกียจคร้าน
คนผู้นั้นมีโอกาสจะได้เป็นบัณฑิตสูงมาก
คนที่เป็นผู้ฉลาดใช้จิตปัญญาได้มากเท่าไหร่
คนผู้นั้นก็มีโอกาสเป็นนักปราชญ์เมธีมากเท่านั้น
ดังนั้น
ถ้าท่านรู้สติว่าคนทุกคนเป็นครูของท่าน
ไม่ว่าเขาจะทำดีทำชั่วต่อตัวท่านก็ตาม
หน้าที่ของท่านคือต้องเรียนรู้ดีเรียนรู้ชั่วนั้น
เพื่อเก็บความรู้ที่ว่าไหนดีไหนชั่วนั้นไว้กับตัว
ถ้าดีก็นำไปทำตามถ้าชั่วก็ให้ละเว้นไม่ทำตาม
หน้าที่มนุษย์โลกทุกคนในบทบาทของนักเรียน
มันมีอยู่เท่านี้จริงๆไม่ได้มีมากมายอะไรเลย
3.จำเอาไว้ว่าท่านไม่มีหน้าที่ #พิพากษา ใคร
โดยเฉพาะนักเรียนมีหน้าที่เรียนรู้จากครูเท่านั้น
จงอย่าไปบังอาจพิพากษาครูหรือผู้ใดใครอื่น
ยกเว้นจะพิพากษาตนเองว่าไหนควรไม่ควร
ทั้งก่อนและหลังการแสดงออกในพฤติกรรมนั้น
เพื่อมิให้เป็นเงื่อนไขไม่ถูกต้องของคนอื่นๆ
จนก่อกรรมทำบาปหรือเกี่ยวกรรมเวรกับผู้อื่นได้
4.จำเอาไว้ว่าคนที่ “ทำชั่ว” กับตัวท่าน
ไม่ว่าเขาจะเป็นคนคุ้นเคยที่อยู่ใกล้ตัว
หรือว่าเขาจะเป็นคนแปลกหน้าเพิ่งรู้จักกันก็ตาม
พวกเขาก็มีค่ามากพอที่จะเป็นครูท่านได้
เพราะคนที่กล้าทำผิดคิดชั่วต่อตัวท่านนั้น
ไม่ต่างจากการที่ท่านกล้าจะทำผิดคิดชั่วกับใคร
ถ้าเขาและท่านรู้เต็มอกว่าที่คิดจะพูดจะทำนั้น
มันเป็นเรื่องชั่วๆเป็นเรื่องไม่ดีที่ไม่สมควรจะทำ
ไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะก่อกรรมทำชั่วนั้นหรอก
ที่ไม่กล้าทำชั่วกับใครอื่นขณะที่รู้ว่าชั่วนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวผิดบาปต่อกฎแห่งกรรมแล้ว
การกลัวว่าจะถูกสวนกลับหรือตอบโต้แบบชั่วๆ
ที่ตนเองจะต้องเผชิญนั้นมันต้องมีบ้างแน่
ไม่มีใครยอมเสี่ยงกับเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน
โลกนี้จึงต้องมีทั้งคนดีและคนชั่ว
เพื่อให้มนุษย์โลกทั้งหลายได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
แต่ทว่าครูที่อยากทำดีกับตัวท่านนั้นมีมากกว่า
แปลว่าจะหาครูที่เป็นคนชั่วสักคนนั้นหายากนัก
เพราะว่าไม่มีใครอยากเป็นคนชั่วของคนอื่นๆ
ครูที่เป็นคนชั่วในโลกนี้จึงมีค่ามากกว่าครูที่ดีๆ
หากท่านคิดได้เช่นนี้แล้ว
การอนุรักษ์ครูที่เป็นคนชั่วของท่านเอาไว้
โดยไม่ฆ่ามันให้ตายไปจากโลกนี้เพราะแค้น
หรือไม่ตัดญาติขาดมิตรไปจากชีวิตท่าน
จะเป็นมรรควิถีของคนที่ฉลาดเป็นมนุษย์แล้ว
จงเลิกรังเกียจเดียดฉันเพื่อนมนุษย์เสียเถอะ
โดยเฉพาะ “การเลือกที่รักมักที่ชัง” นั่นน่ะ
ขนาดยาขมๆที่ท่านไม่ชอบรสชาติของมันมาก
จะขมขื่นแค่ไหนท่านยังกล้ำกลืนฝืนกินมันได้
เพราะท่านรู้ดีว่าไม่กินยาท่านหายป่วยไม่ได้
ถ้าไม่กินยาท่านเองก็อาจหายไปจากโลกนี้ได้
การมีวินัยในการเป็นมนุษย์ในสังคมนี้
ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่ยากและผิดธรรมชาติ
#แค่ท่านเปลี่ยนวิธีคิดวิถีชีวิตท่านก็เปลี่ยนได้
อย่าจ้องแต่จะละวางอัตตาตัวกูของกูอย่างเดิม
ท่านทำมานานแล้วยังวางมันไม่ได้ไม่ใช่หรือ
ถ้าเป็นพุทธะแท้ก็หันมาใช้ปัญญาบ้างเป็นไรไป
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
14/09/2569
