พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
เพื่อจะใช้เป็นหมายสำคัญให้บุตรมนุษย์รู้ว่า
ดาวเคราะห์โลกดวงนี้ของระบบสุริยะจักรวาลนี้
มีดาวเคราะห์โลกคู่ขนานในอีกระบบสุริยะหนึ่ง
ซึ่งทรงกำหนดติดตั้งไว้ให้ทำงานร่วมกันอยู่ด้วย
มิใช่แค่ทรงกำหนดบทบาทไว้ให้ “ดาวพลูโต”
ทำหน้าที่พิเศษเป็น #เศษส่วนของเมอริเดี้ยน
คือเป็นดาวเคราะห์ของสองระบบสุริยะเท่านั้น
ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า
ตัวชี้วัดว่าสองระบบสุริยะจักรวาลนี้สมดุลกัน
โดยดาวพลูโตที่โคจรย้ายระบบกลับไปกลับมา
ยังใช้เวลาในการโคจรเป็นอยู่กับโลกฝั่งนี้ 1 ปี
แล้วใช้เวลาเดินทางไปทำหน้าที่ในฝั่งตรงข้าม
ทั้งไปและกลับมายังโลกนาน 3 ปีเท่าเดิมอยู่
ตัวชี้วัดที่ทรงกำหนดไว้ให้เป็นหมายสำคัญ คือ
ในทุกๆสามปีโลก...
จะเกิดปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเรียกว่า #หลุมดำ
ระหว่างเส้นเมอริเดี้ยนของทั้งสองระบบสุริยะนี้
โดยจุดกำเนิดหลุมดำจะเริ่มจากระบบตรงข้าม
ส่งพายุแม่เหล็กเข้มข้นพุ่งตรงมายังระบบโลก
ในลักษณะของ “อุโมงค์แห่งพายุแม่เหล็ก”
ที่คล้ายกันกับพายุหมุนที่เรียกว่าทอร์นาโด
หรือเรียกว่า “พายุงวงช้าง” นั่นแหละ
ปรากฏการณ์หลุมดำที่ว่านี้
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “โลกคู่ขนาน”
ที่อยู่ในระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามกันกับฝั่งนี้
ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ชั้นในที่อยู่ในวงโคจรที่สอง
มีพิกัดตำแหน่งการโคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน
ลักษณะที่เป็นเส้นตรงกับดาวดวงอื่นๆดังนี้
เริ่มต้นจากดวงอาทิตย์ของสุริยะจักรวาลนั้น
ลากเส้นผ่านดาวดวงที่สองที่เป็นโลกคู่ขนาน
กับดาวเคราะห์ของฝั่งนั้นดวงใดดวงหนึ่งก็ได้
ซึ่งอยู่ในวงโคจรชั้นนอกอยู่อีก 3 ดวง
โดยเส้นตรงที่ลากจากสุริยะจักรวาลฝั่งนั้น
จะต้องลากผ่านโลกกับดวงอาทิตย์ของฝั่งนี้
ซึ่งมันจะต้องอยู่ในแนวเดียวกันเช่นนี้เท่านั้น
ปรากฏการณ์ของหลุมดำจึงจะเกิดขึ้นได้
“หลุมดำ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ระหว่างสองสุริยะจักรวาลบนธารสายน้ำนม
เมื่อพิกัดการโคจรของดวงดาวที่เรากล่าวนั้น
มาอยู่ในตำแหน่งของตนบนเส้นตรงเดียวกัน
โดยมันจะเกิดเป็นพายุแม่เหล็กที่เข้มข้นมาก
มีลักษณะเป็นท่อรูปกรวยที่พุ่งข้ามจักรวาล
ตรงเข้ามายังดาวเคราะห์โลกอย่างรวดเร็ว
ปรากฏการณ์นี้จะใช้เวลาไม่เกิน 3 นาทีเท่านั้น
พระผู้สร้างทรงออกแบบให้
ปลายท่อของอุโมงค์หลุมดำดังกล่าวนี้
เมื่อส่งพลังเข้ามาสร้างสัมพันธ์กับโลกแล้ว
ให้มีพิกัดการสัมผัสกับมหาสมุทรมิใช่แผ่นดิน
เพื่อความปลอดภัยของมนุษย์โลกเอง
นอกจากวินาทีที่เกิดหลุมดำนั้น
มีเรือหรือเครื่องบินลำไหนใหญ่เล็ก
เข้าไปอยู่ในพิกัดที่ควร “อโคจร” ตรงนั้นพอดี
ทุกสิ่งอย่างจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำนั้น
แม้แต่คลื่นแสงสีเสียงตะปูโลหะน้ำทะเล
รวมทั้งตัวตนของมนุษย์เองก็มิได้ละเว้นเลย
ความเร็วของสนามแม่เหล็ก
ที่เหวี่ยงหมุนด้วยความเร็วสูงกว่าทอร์นาโด
จะสลายมวลหยาบๆของทุกสิ่งนั้นได้ทั้งหมด
คือทำให้ความหนาแน่นของมวลลดลงฉับพลัน
ยิ่งความเร็วในการเหวี่ยงหมุนมากเท่าไหร่
ความหนาแน่นของมวลของสิ่งนั้นจะยิ่งลดลง
โดยความเร็วในการเหวี่ยงหมุนสูงมากเท่าใด
จะทำให้ความหนาแน่นของมวลลดลงเร็วขึ้น
นั่นคือมันจะผันแปรไปตามกันนั่นเอง
จึงไม่น่าแปลกใจเลย...
ถ้ามนุษย์นำไม้บรรทัดที่ทำด้วยไม้
โดยใช้เชือกผูกปลายข้างหนึ่งของมันเอาไว้
แล้วใช้เชือกนั้นทำให้ไม้บรรทัดเหวี่ยงหมุน
ถ้าหมุนด้วยความเร็วสูงมากถึงระดับหนึ่งแล้ว
มนุษย์จะพบว่าไม้บรรทัดอันนั้นจะหดสั้นลง
เมื่อทำให้มันค่อยๆหมุนช้าลงช้าลงแล้ว
ไม้บรรทัดนั้นก็จะกลับมายาวเท่าเดิมได้
ดังนั้น
เรือทุกลำ เครื่องบินทุกลำ และมนุษย์ทุกคน
ที่ถูกหลุมดำดึงดูดเหนี่ยวรั้งให้เข้าไปอยู่ในนั้น
จึงเดินทาง (Warp) ไปยังดาวโลกคู่ขนาน
ที่เป็นอีกสุริยะจักรวาลหนึ่งได้ในชั่วไม่กี่นาที
ซึ่งเป็นการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสง
แต่น่าเสียดายที่มนุษย์ถูกผีโสโครกหลอก
ให้เชื่อตามและทำตาม “คนนำทางตาบอด”
ที่อุทิศตนเป็นกรรมกรแสงยุคเก่าให้พวกผี
จนหลงทางนิพพานลอยไปเกิดเป็นเทพเทวดา
เพราะมัวแต่ปฏิบัติทำด้วยการนั่งกรรมฐาน
เวรก็ไม่ทำกรรมชั่วก็ไม่สร้างผลกรรมมีน้อย
ตายแล้วจิตวิญญาณจึงหลุดลอยไปค้างบนนั้น
แต่ทุกวันยอมให้ผีโสโครกดูดพลังจิตที่ผลิตได้
เอาไปใช้ประโยชน์โดยที่ไม่ตื่นรู้เลยด้วยซ้ำ
เพราะเหตุนี้เอง
ภารกิจทางจิตวิญญาณของพระและมนุษย์
ที่อาสามาเกิดเป็นคนสองมิติอยู่ที่โลกนี้
ในการสั่นสะเทือนขันธ์ห้าด้วยเมตตาธรรม
เพื่อผลิตพลังจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ค้ำจุนโลกนั้น
จึงไม่อาจเป็นจริงได้เพราะถูกมารหลอกลวง
ปรากฏการณ์หลุมดำที่เรากล่าวมานั้น
มันจึงไม่อาจปรากฏให้มนุษย์สังเกตได้อีกเลย
เพราะนักบวชที่อาสามาถือคบเพลิงให้โลก
ได้วางคบเพลิงที่พระพุทธเจ้ามอบให้ทิ้งไป
หันมาถือเทียนไขแท่งเล็กๆที่มีแสงน้อยแทน
เพราะแสงเทียนน้อยส่องได้แค่ตนเองเท่านั้น
เมื่อถูกผีโสโครกแทรกแซงหรือบังแสงเช่นนี้
แล้วคบเพลิงของโลกจะลุกโชนได้อย่างไร
เพราะชาวโลกทั้งหลายไปเดินตามคนตาบอด
พากันเป็นยอดคนแต่ก็ตกเป็นเหยื่อมารกันไป
โดยไม่มีใคร “ฉุกคิด” ได้ว่าอะไรควรไม่ควร
นอกจากมนุษย์จะไม่พบ "หลุมดำ" อีก
ทั้งยังจะไม่เกิด "สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า" ด้วย
แต่จะพบเผชิญกับภัยพิบัติที่รุนแรงอีกต่างหาก
เพราะความสมดุลกันระหว่างสองระบบสุริยะ
มันได้เสื่อมคลายลงจนยากแก่การเยียวยาแล้ว
ดินน้ำลมไฟและจิตมนุษย์จะวิกฤตรุนแรงขึ้น
ผีโสโครกนักสร้างนิยายหลอกมนุษย์โลก
ก็จะปฏิบัติการอย่างหนักหนามากยิ่งขึ้นด้วย
ถ้ามนุษย์ยังวางเฉยไม่ตื่นรู้กันอยู่แบบทุกวันนี้
โลกและมนุษย์จะเอวังแบบไม่สวยแน่นอน
(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
4/09/2569
