#การนั่งกรรมฐานสมาธิตามวิธีพระพุทธเจ้านั้น
#มนุษย์ทุกชาติทุกศาสนาก็สามารถที่จะทำได้
พระองค์มิได้ทรงสงวนสิทธิ์ไว้จำเพาะคนพุทธ
อีกอย่างหนึ่งการปฏิบัติกรรมฐานสมาธิที่ว่านี้
ก็ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าเธอกับฉันนั้นจะต้องเป็นพุทธ
เพราะการนั่งกรรมฐานสมาธิ
เป็นเพียงแค่ปฏิบัติการทางเทคนิควิธีหนึ่ง
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงว่า
การปลีกวิเวกของพระองค์เพื่อการคิดคนเดียว
โดยไม่มีเพื่อนมนุษย์ที่เป็นคนรอบข้างคนไหน
ช่วยสร้างเงื่อนไขให้พระองค์ทรงใช้ปัญญาได้
หรือไม่มีใครช่วยหยิบยื่นปัญหามาให้คิดได้
จึงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
ที่พระองค์จะทรงเข้าถึงอำนาจทางจิตปัญญา
ด้วยการใช้จิตกับสมองสองซีกที่มีอยู่แล้วได้
นั่นคือทรงต้องใช้ปฏิบัติการทางเทคนิคเท่านั้น
เป้าประสงค์สูงสุดในการปฏิบัติกรรมฐานสมาธิ
จึงปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง #อำนาจทางจิตปัญญา
ขณะที่ตนเลือกปลีกวิเวกออกจากสังคมแล้ว
เพื่อการเข้าถึงอำนาจสูงสุดภายในตัวเองให้ได้
โดยอำนาจสูงสุดของจิตก็คือ #การรักเพื่อให้
อันหมายถึงสภาวะจิตขณะสงบเย็นเป็นอุเบกขา
ซึ่งความสงบเย็นนั้นทรงเลือกใช้วิธีปิดอายตนะ
เพื่อแสร้งทำเป็นว่ามันทั้งห้าพิการเสียชั่วคราว
เพื่อปิดช่องทางการรับรู้สิ่งเร้ารายรอบตัวเองไว้
มิให้มันสัมผัสรู้ดูเห็นแล้วส่งให้จิตรับรู้ชั่วคราว
เป้าหมายคือต้องการความสงบชั่วคราวนั่นเอง
การปฏิบัติกรรมฐานจึงมี 3 ขั้นตอน คือ
#ขั้นตอนที่หนึ่ง
เป็นการฝึกปิดอายตนะภายนอกของตนไว้
โดยพยายามปิดมันไว้แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม
นั่นคือปิดปาก ปิดตา ปิดหู ปิดตัว ปิดจมูก
ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ผิดธรรมชาติอยู่สักหน่อย
แต่เพื่อทำให้จิตนิ่งสงบเสียได้ชั่วคราว
จึงต้องทำให้สิ่งเร้าทั้งหลายไม่อาจมี
การปิดอายตนะหรือทวารทั้งห้าพร้อมกันนี้
ขณะที่มีมือเท้าอยู่แค่อย่างละสองข้างเท่านั้น
มันจึงปฏิบัติทำมิได้ง่ายๆอย่างที่คิดกัน
การปลีกวิเวกด้วยการปฏิบัติตามลำพังคนเดียว
จึงเป็นทางเลือกเดียวที่ต้องดำเนินไป
การเป็นสัตว์สังคมจึงเสียไปเพราะไม่ถูกต้อง
เราจึงขอย้ำกับท่านทั้งหลายว่า
พระพุทธเจ้าทรงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการนี้
เพื่อการเข้าถึงอำนาจทางจิตปัญญาของตน
ภายในระยะเวลาสั้นๆมิใช่เสพยาวกันทั้งชีวิต
#ขั้นตอนที่สอง
เป็นการฝึกกำหนดจิตหยาบที่มีอยู่ 189 กลุ่ม
ประกอบด้วยจิตที่ทำหน้าที่หลัก “3 ตัวนึก”
นั่นคือ นึกออก นึกเอา และนึกเอง
คำว่า “กำหนดนึก” หมายถึง
ทรงเลือกที่จะนึกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
จากหลายๆสิ่งหลายๆเรื่องที่จิตมันนึกอยู่
โดยเลือกที่จะหยิบมันขึ้นมาเรื่องเดียวเท่านั้น
ในขณะที่จิตว่างจากสิ่งเร้าใดๆอยู่ชั่วคราว
ในสภาวะที่จิตหยาบกำลังว่างหรือสงบอยู่
หากพระองค์เข้าถึงพลังจิตขณะที่จิตนั้นว่างได้
แรงสั่นสะเทือนของจิตปัจจุบันจะสั่นได้สูงสุด
ทัดเทียมกับตอนที่จิตกำลังแผ่เมตตาได้เช่นกัน
เมื่อสภาวะจิตสั่นสะเทือนได้สงบสูงสุดแล้ว
จึงทรงปฏิบัติขั้นตอนที่สามกันต่อไป
ทั้งสองขั้นตอนที่ปฏิบัติทำกันมาตลอดนี้
เป็นวิธีปฏิบัติที่เรียกได้ว่า #เทคนิคสมาธิ
ซึ่งเป็นปฏิบัติการเทคนิคที่ทำได้แค่ชั่วคราว
เพราะการปลีกวิเวกหนีสังคมไปอยู่คนเดียว
รวมทั้งการแกล้งทำให้อายตนะทั้งห้ามืดบอด
ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่วิถีธรรมชาติของมนุษย์
จึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมย่อมไม่ได้
เพราะว่ามันผิดแปลกไปจากธรรมชาตินั่นเอง
#ขั้นตอนที่สาม
เพราะท่านสามารถเข้าถึงพลังอำนาจทางจิต
ที่เข้าถึงความสงบคือสั่นสะเทือนสูงสุดได้
ด้วยสภาวะจิตที่ว่างจากสิ่งเร้าได้หมดสิ้นแล้ว
จึงจะพาตนเองสู่ขั้นตอนการใช้ปัญญาต่อได้
แต่ทว่าในการปฏิบัติจริงนั้น
การเข้าถึงความว่างของจิตนั้นมันทำได้ยากยิ่ง
เพราะสันดานของจิตหรือ “จริต” นั้นเหมือนลิง
ซึ่งมนุษย์แต่ละคนมี 3 ตัวนึกเหมือนมีลิงสามตัว
พวกท่านจึงประหนึ่งเหมือนคนเลี้ยงลิงไม่มีผิด
ลองคิดเถอะว่าการจะทำให้ลิงมันนิ่งสงบได้นั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายนักหรอกนะ
นักปฏิบัติจำนวนน้อยเท่านั้นแหละ
ที่กำราบปราบลิงสามตัวให้อยู่ในโอวาทได้
แต่ก็ต้องเสียเวลานั่งหลับตาคอย #เพ่งจิต
จนเหนื่อยล้าหลายคนจึงหันไปถือลูกท้อ
เพราะว่าเอาลิงสามตัวที่ตนเลี้ยงไว้นั้นไม่อยู่
ถ้าเอาอยู่เจ้าของลิงต้องแน่จริงเจ๋งจริงเท่านั้น
การฝึกกรรมฐานที่เสียเวลามากก็ขั้นตอนนี้เอง
กรรมฐานในขั้นตอนที่สามนี้
จึงเป็นการนำเอาพลังจิตที่ฟิตมาได้แล้วนั้น
มาฝึกสร้างกระบวนการคิดร่วมกับสมองต่อไป
จะใช้สมองซีกซ้ายทำการคิดแบบพระพุทธเจ้า
ที่ทรงเรียกว่าคิดด้วยหลักอิทัปปัจจยตาก็ได้
ผลึกการคิดที่ท่านคิดได้เองจะเรียกว่าความรู้
ถ้านำเอาความรู้นั้นมาคิดต่อด้วยสมองซีกขวา
เพื่อที่จะนำไปใช้ต่อในชีวิตจริงหรือสอนต่อได้
มันคือการสังเคราะห์สัจธรรมด้วยปัญญาญาณ
ที่พระองค์มิได้สอนใครไว้เพราะยังไม่ถึงเวลา
ผลึกการคิดด้วยสมองซีกขวาคือผลึกการหยั่งรู้
ที่ครูผู้สอนธรรมทุกคนจักต้องคิดเองได้ใช้เป็น
มิใช่ท่องพระไตรปิฎกหรือจำพระคัมภีร์มาสอน
พระเจ้าจะไม่ทรงเจิมแต่งคนสอนธรรมแบบนี้!
ทั้งสามขั้นตอนพอสังเขปที่เรากล่าวมานี้
คือปฏิบัติการทางเทคนิคที่ท่านใช้ได้ชั่วคราว
ใช้ได้เฉพาะต้องการเข้าถึงพลังทางจิตปัญญา
เพื่อการขบคิดพิจารณาปัญหาใดๆเฉพาะหน้า
ในการดับทุกข์กายทุกข์ใจที่เกิดจากปัญหานั้น
จงอย่าหลงผิดว่านั่งกรรมฐานแล้วนิพพานได้
เพราะคำว่านิพพานก่อนตายก็คือนิพพานกิเลส
เมื่อจิตว่างจากกิเลสอย่างสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น
ท่านก็จะดับการมีสังสารวัฏได้เช่นกัน
เมื่อตายแล้วจิตวิญญาณท่านย่อมหลุดพ้น!!!
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
1/09/2569
#เปิดค่าการมองเห็น
#อนุญาตให้แชร์ได้ #พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
