ขันธ์ห้าไม่ใช่อัตตาของมนุษย์


 
#ขันธ์ห้าไม่ใช่อัตตาของมนุษย์


พระพุทธเจ้าตรัสว่า

มนุษย์ประกอบด้วย “ขันธ์ 5”

#ขันธ์ห้า ประกอบด้วย 5 อย่าง คือ

รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ


แต่พวก “คนนำทางตาบอด”

ซึ่งเป็นกรรมกรแสงของพวกมารคือผีโสโครก

ที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเจ้าและบุตรมนุษย์

หลอกลวงว่าขันธ์ห้าเป็น #อัตตาของมนุษย์

โดยอ้างว่าเพราะ “ขันธ์ห้า” นี่แหละที่ทำให้

จิตวิญญาณทั้งหลายต้องมีอัตตาเป็นมนุษย์


เพราะหลอกให้เชื่อตามกันมาก่อนแล้วว่า

การที่จิตวิญญาณมาเกิดเป็นมนุษย์โลกนั้น

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งไม่ควรจะมาเกิดเลย

โดยหยิบเอากฎแห่ง #ไตรลักษณ์ ขึ้นมาอ้าง

ที่ว่าด้วย #อนิจจัง #ทุกขัง #อนัตตา


คนนำทางตาบอดถูกหลอกให้หลงผิดคิดว่า

การมาเกิดเป็นรูปธรรมมนุษย์นั้นมันไม่เที่ยง 

ทุกคนต้องมีเกิดมีชรามีเจ็บป่วยและมีตาย

โดยพวกเขาถูกหลอกให้เชื่อว่าการตายไปนั้น

คือการเปลี่ยนแปลงจากมีอัตตาไปเป็นอนัตตา

ซึ่งเป็นการถอดความหมายของ “ไตรลักษณ์”

เป็นการชี้ทุกข์ซึ่งผิดเพี้ยนจากสัจธรรมแท้จริง

เพราะพระพุทธองค์มิได้หมายความเช่นนั้นเลย


แท้จริงแล้วพระศาสดาทรงหมายถึง

การที่มนุษย์เดี๋ยวแสดงอาการอย่างนั้นอย่างนี้

เช่น พูดอย่างนั้นอย่างนี้หรือทำแบบนั้นแบบนี้

เกิดจากจิตหยาบคือมโนกรรมที่เป็นอนัตตา

เพราะเป็นพฤติกรรมของจิตหยาบที่อยู่ข้างใน

โดยจิตมนุษย์ที่ว่านี้ประกอบด้วย “จิตสามนึก” 

ซึ่งเป็นอนัตตาเพราะมันจะนึกนั่นโน่นนี่ตลอด

เมื่อจิตนึกแล้วก็จะขับเคลื่อนอาการนั้นออกมา

เป็นวจีกรรมทางคำพูดและหรือทางกายกรรม

เป็นการแสดงออกที่เป็นภาษากายและท่าทาง

เมื่อใดที่จิตเปลี่ยนแปลงหรือมโนกรรมเปลี่ยน

วจีกรรมและกายกรรมมนุษย์ก็จะเปลี่ยนตาม


นี่จึงเป็นที่มาของ “พระพุทธวจนะ” แท้จริง

ที่ตรัสสอนไว้ว่า #จิตเป็นนาย #กายเป็นบ่าว

โดยคำว่า #ทุกขัง ในหลักแห่งไตรลักษณ์นั้น

พระพุทธองค์มิได้หมายถึง #ทุกข์กายทุกข์ใจ

แต่หมายถึงเมื่อจิตหยาบสั่นสะเทือนขึ้นแล้ว

กายสังขารจะสั่นสะเทือนไปตามจิตทันที

เช่น #การนึกด้วยจิตแล้วค่อยคิดต่อด้วยสมอง

หมายถึง #จิตเป็นผู้สั่งการกายสังขาร โดยแท้


จิตวิญญาณผีโสโครกพวกนี้

พระพุทธเจ้าทรงเรียกสั้นๆว่าพวกมาร

ซึ่งคอยบิดเบือนปิดบังพระวจนะของพระองค์

ทำให้สงฆ์สาวกหลงทางนิพพานกันมากแล้ว


ที่พวกนี้ต้องล้างสมองเพื่อใส่ Mind Set ว่า

เกิดมาเป็นมนุษย์โลกนี้นั้นมันทุกข์อย่างยิ่ง

เพื่อสร้างทางเบี่ยงจากโลกไปทางสวรรค์มายา

ด้วยการสร้างภาพให้เห็นว่าภพภูมิสวรรค์นั้น

เป็นทิพยวิมานตระการตาเป็นเมืองแก้วแวววาว

หรูหรากว่าบ้านที่สร้างกันบนโลกเสียอีกด้วย

อยู่บนนั้นอิ่มทิพย์อยากกินอะไรก็เนรมิตเอา

ไม่ต้องทำงานหิวเมื่อไหร่อยู่ตรงไหนก็กินได้

อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ร้องระบำรำฟ้อนกันไป

สารพัดที่จะ “จูงใจ” เพื่อยั่วให้เกิดกิเลสตัณหา


ข้อมูลเรื่องเล่าและภาพของสวรรค์มายาที่ว่านี้

ล้วนถูกปล่อยข่าวออกมาจากแหล่งเดียวกัน

คือที่ ๆคนธรรมเขาชอบจะไปกันอยู่เป็นประจำ

เพราะคนชอบธรรมส่วนใหญ่ถูกล้างสมองรอไว้

ด้วยการปลูกฝังให้พวกเขาทำบุญด้วยกิเลส

นั่นคือการปลูกฝังให้...


“หมั่นทำบุญเบื้องล่างเพื่อเอาไปสร้างเบื้องบน

หมั่นทำบุญหลายหนเพื่อให้ได้กุศลหลายครั้ง”


เมื่อจิตวิญญาณหลุดลอยไปติดอยู่บนนั้นแล้ว

จะกลับลงมาก็ไม่ได้จะลอยต่อขึ้นไปอีกก็ยาก

มารผีพวกนี้ก็หลอกได้อีกว่านั่นคือนิพพานแล้ว

เหมือนกับว่าวที่สายป่านขาดลอยไปติดยอดไม้

จนลอยค้างในอากาศกันอยู่อย่างนั้นเลย

โดยหยิบเอาการลอยค้างแล้วไม่กลับมาเกิดอีก

แปลความหมายกันแบบบิดเบือนว่า #นิพพาน

ซึ่งเป็นเรื่องเท็จคือไม่จริงแต่อย่างใด


หลายคนที่จิตหยาบยังอุดมด้วยกิเลสตัณหา

จึงพากันหลงทางนิพพานไปทางสวรรค์มายา

จนหาทางกลับมาเป็นมนุษย์อีกไม่เจอจนบัดนี้

เพราะเชื่อว่าเป็นเทพเทวดาเหนือกว่ามนุษย์


ลิงค่างนกกระรอกหรือสัตว์ป่า

ที่พวกมันหากินอยู่บนยอดไม้สูงๆนั้น

ทั้งนกอินทรีย์ นกกา นกแร้ง นกนางแอ่น

ที่เหินบินเล่นลมได้สูงจนเทียมเมฆทั้งหลายนั้น

สัตว์เหล่านี้มองว่ามนุษย์เดินดินกินข้าวแกง

มีความทุกข์มากกว่าพวกตนกันไหม

พวกเขาล้วนพอใจอยู่กับธรรมชาติของตน

โดยไม่มีเรื่องทุกข์เรื่องสุขเข้ามาแทรกเลย


เรื่องทุกข์กับสุขจึงมิได้เป็นเรื่องของธรรมชาติ

มันเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงที่มารนำมาใช้

ชักจูงคนชอบธรรมที่ยังมีกิเลสตัณหาครอบงำ

ให้หลงทางนิพพานกลับบ้านแดนสุญตาไม่ได้

แล้วไปนั่งกรรมฐานทำการแผ่เมตตาอยู่บนฟ้า

เพื่อให้พวกมารเองได้คอยดักดูดเอาประโยชน์

จนมนุษย์ลืมคำสอนพระศาสดาเสียหมดสิ้นว่า

พวกท่านเกิดมาเพื่อหมุนธรรมจักรต่างหาก

มาเกิดมาทำก็เพื่อโลกไม่ใช่เพื่อตนเองและผี

อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้แต่อย่างใด


เพราะพวกท่านถูกหลอกให้เชื่อว่า

“ขันธ์ห้า” เป็นอัตตาตัวตนของมนุษย์นี่แหละ

ในการนั่งกรรมฐานที่เป็นเทคนิคสมาธินั้น

คนสอนธรรมจึงชี้ชวนให้ท่านมุ่งดับขันธ์ห้า

เพราะเชื่อว่าถ้าขันธ์ห้าดับอัตตาท่านก็จะดับ

เมื่ออัตตาดับแล้วจิตวิญญาณท่านก็ดับด้วย

ซึ่งการคิดแบบนี้ยิ่งหลงทางเข้ารกเข้าไปใหญ่

ใครเชื่อแบบนี้ก็จงอย่าหาทำเลยเพราะว่า


ก่อนจิตวิญญาณจะหลุดพ้นกลับบ้านนั้น

จะต้องเอา “ขันธ์ห้า” ที่ว่านี้ไปแวะคืนไว้ที่เดิม

ณ วิหารสีขาว ตรงประตูมิติคือ “ด่านนภาลัย”

เพื่อให้จิตวิญญาณผู้ที่จะมาใหม่จากฟ้าสีคราม

แวะรับเอาเพื่อยืมใช้ตั้งแต่ชาติแรกที่ได้มาเกิด

เพื่อทำหน้าที่ในยุคพลังงานใหม่แทนพวกท่าน 

ไม่มีใครทำลายเครื่องมือสำคัญชิ้นนี้ได้หรอก

จงอย่าหาทำให้เสียเวลาอีกต่อไปเลย


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

7/09/2569

#แชร์ได้ #เปิดค่าการมองเห็น

#จิตจักรวาล #พระบุตรเอก