ตอบคำถาม : ผู้ที่รอดตายได้จากผู้อื่น จะยังคงมีกรรมที่ต้องชดใช้หรือไม่ 29/10/2019
ตอบคำถาม:
คุณ Nui Diamond
กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า
Question1.
หากใครที่มีคุณสมบัติเป็นผู้รอด
แต่เสียสละให้ผู้อื่นรอดตาย
ผู้ที่รอดตายได้จากผู้อื่น
จะยังคงมีกรรมที่ต้องชดใช้
หรือไม่
อย่างไรคะ
Answer:
1.ในกรณีผู้ที่สามารถรอดตายจากภัยพิบัติ
ในปฏิบัติการชำระโลก
ครั้งที่ 4 นี้ได้
จากการที่มีผู้เสียสละชีวิตแทนตนนั้น
คงมีกรรมที่ตนต้องรับผิดชอบเองอยู่ดังเดิม
ตามหลัก
"กรรมใครกรรมมัน"
2. ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
จำนวนรูปธรรมที่ดำรงอยู่บนพื้นผิวโลก
กับน้ำหนักมวลทั้งหมดบนพื้นผิวโลก
และน้ำหนักมวลที่อยู่ภายในแกนโลก
ทั้งสามประการนี้จะเป็นค่าคงที่
ตามที่พระผู้สร้างคือองค์จิตจักรวาล
ได้ทรงกำหนดไว้เท่านั้น
จะเพิ่มขึ้นหรือว่าจะลดลง
จากที่ทรงกำหนดเอาไว้ไม่ได้
เพราะมันจะยังผลให้ดาวโลกเสียสมดุลทันที
กรณีของจำนวนรูปธรรมก็เช่นกัน
ถ้ามีคนหนึ่งตายไป
จักต้องมีผู้เกิดใหม่แทนหนึ่งคน
ในกรณีชำระโลกก็เช่นกัน
พระองค์จะกำหนดจำนวนคนที่รอด
หรือกำหนดจำนวนคนที่จะถูกคัดไว้แล้ว
ว่าจะมีผู้รอดเป็นจำนวนเท่าใด
ดังนั้น
ถ้าหนึ่งในจำนวนผู้ที่ถูกคัดไว้ให้เป็น
"ผู้รอด"
ต้องการเสียสละชีวิตตนเอง
เพื่อหลุดพ้นกลับบ้านเกิดเมืองนอนเลย
โดยไม่พึงปรารถนาที่จะอยู่ต่ออีกแล้ว
พระองค์ก็จะทรงประทานอนุญาตให้ตามนั้น
คนอื่นๆที่เดิมอยู่ในข่าย
ต้องถูก
"คัดทิ้ง" ในลำดับต้นๆ
ก็จะถูกยกระดับขึ้นมาแทน
เพื่อให้ได้รับสิทธิแห่งการรอดชีวิต
ในนามของผู้ที่ถูกคัดไว้ทันที
3. เนื่องจากการแลกสิทธิ์ที่จะเป็นผู้รอด
ตามหลักการที่เรากล่าวมาข้างต้นนั้น
พระองค์ทรงเน้นแต่
"จำนวน" รูปธรรม
ที่จะทรงคัดไว้เท่านั้น
จะมากกว่าหรือว่าน้อยกว่าที่กำหนดไว้มิได้
ดังนั้น
เมื่อท่านใดรับสิทธิ์ที่จะเป็นผู้รอดชีวิต
ผู้นั้นก็จักต้องรับผิดชอบกรรมที่ติดตัวอยู่
เพราะมันเป็นคุณสมบัติเฉพาะรูปธรรม
ที่ตัวเองเท่านั้นจักต้องรับผิดชอบ
มันจะต่างกันกับผู้ที่ได้รับความรอด
ในขั้นที่สามารถจะหลุดพ้นได้แล้ว
แต่ร้องขอต่อพระบิดาว่าจะอยู่ต่อ
คนๆนั้นเมื่อทรงประทานความรอดให้แล้ว
คุณสมบัติกรรมที่เป็นศูนย์หรือสูญญ์
ก็จะเป็นต้นทุนของรูปธรรมนี้
ที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกเสรีนี้ต่อไปเช่นกัน
Question 2.
ถ้ายังหลุดพ้นไม่ได้
ผู้รอดตาย
เขาจะมีชะตาชีวิตเป็นเช่นไรคะ
Answer:
1. ถ้าใครยังไม่สามารถชำระกรรมของตน
ให้เหลือไม่เกิน
30% ได้ด้วยตนเอง
จักต้องเดินทางสู่ประตูมิติแห่งการหลุดพ้น
ที่สร้างไว้บนดาวเคราะห์โลกเสรีนี้แล้ว
ไปเข้าร่วมพิธีทำ
"โมฆะกรรม"
กับ #องค์จิตจักรวาล
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
เพื่อชำระกรรมที่เหลืออยู่นั้นให้เป็น
"สูญญ์"
ให้ทันเวลาก่อนการชำระโลกคาบสุดท้าย
คือ 56 วัน 8 ราตรีตามที่ทรงกำหนดไว้แล้ว
2. ความจริงในข้อ 1. ที่กล่าวมา
เป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์จักต้องทำ
เพราะจิตหยาบต้องนำพาจิตวิญญาณ
หลุดพ้นไปจากโลกและอนันตจักรวาลให้ได้
เพราะจิตวิญญาณทุกคนในยุคพลังงานเก่า
หมดหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกแล้ว
หมายความว่า
"สิ้นยุค" แล้ว
ยังไงๆแก่นแท้ของทุกท่านก็ต้องกลับบ้าน
หลุดพ้นออกจากโลกและอนันตจักรวาล
กลับไปกราบพระบาทพระบิดาที่รออยู่ให้จงได้
ใครที่ไม่สามารถหลุดพ้นได้
ก็จะหมดโอกาสเป็นคน
บนดาวเคราะห์โลกเสรีนี้อีกแล้ว
3. ดังนั้น
คำถามที่
2 ของท่านที่ว่า
"ถ้ายังหลุดพ้นไม่ได้
ผู้รอดตาย
เขาจะมีชะตาชีวิตเป็นเช่นไรคะ"
เรามีคำตอบให้ดังนี้
คือ
1. จิตวิญญาณของคนๆนั้น
จักถูกช่างเท็คนิกระเบิดทิ้งจนแตกสลาย
เป็นคลื่นพลังงานที่ไม่สมดุลตลอดกาล
ถ้าจิตวิญญาณรูปธรรมนั้นเสียสมดุล
จนมิอาจแก้ไขเยียวยาอะไรได้อีกแล้ว
2. จิตวิญญาณของคนๆนั้น
จักถูกส่งลงไปยังนรกโลกันตร์
อันหมายถึงถูกส่งลงไปอยู่ที่แกนโลก
เพื่อทำหน้าที่เป็นน้ำหนักมวล
#ถ่วงโลก
ให้สมดุลกันกับน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลก
ซึ่งจักต้องทุกข์ทรมานเพราะความร้อนแรง
ไปจนตราบอนันตกาลนั่นเอง
3. จิตวิญญาณของคนๆนั้น
จักถูกลดชั้นให้ลงไปเกิดเป็นสัตว์ประจำโลก
ชนิดที่มีอายุขัยยืนยาว
นาน 7 ภพชาติ
ซึ่งคนจำพวกนี้เกือบทั้งหมด
จะเป็นพวกผิดสัจจะกระทำทุศีลอยู่เป็นนิจ
ตัวอย่างเช่น
นักบวชนักพรตที่ไม่มีสัจจะ
นักบวชนักพรตที่กระทำทุศีล
นักบวชนักพรตครองศีลแต่ยังกินเนื้อสัตว์
นักบวชนักพรตที่สอนผู้คนให้หลงผิด
นักบวชนักพรตที่พาคนหลงทางนิพพาน
นักบวชนักพรตที่อ้างคำสอนของตน
ว่าเป็นพระวจนะพระศาสดา
หรือ
ผู้ที่บิดเบือนคำสอนพระศาสดา
จนพาให้ผู้คนหลงเชื่อตาม
นักบวชนักพรตที่นำคำสอนพระศาสดา
มากล่าวให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นของตน
ฯลฯ
สัตว์ประจำโลกที่จิตวิญญาณมนุษย์
จะตกชั้นลงไปเกิดนั้นมีเพียงไม่กี่ชนิด
เช่น
เต่า งู หรือ กบ เป็นต้น
สัตว์จำพวกนี้จะเป็นสัตว์จำศีล
กินอาหารมังสะวิรัติล้วนๆ
จำพวกผัก
หญ้า ตะไคร่น้ำ เป็นต้น
4. สำหรับมนุษย์ผู้หลุดพ้นได้
ก็จะได้รับโอกาสให้เป็นมนุษย์อยู่ต่อไป
เพื่อเป็นคนส่วนน้อยที่รอดชีวิต
เพื่อการใช้เมตตาค้ำจุนสมดุลโลก
ให้สงบสมดุลและสะอาด
ในบทบาทของคนข้ามผ่าน
สู่ยุคพลังงานใหม่ต่อไปได้
ดังนั้น
คนที่รอดตายจากมหันตภัยพิบัติใหญ่
มีชีวิตข้ามผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่ได้
ทุกคนจะมีคุณสมบัติกรรมเป็นศูนย์
จะเหลือเพียงพันธะสัญญา
6
และใช้ความรักหมุนธรรมจักรเท่านั้น
Question 3.
ในยุคพลังงานใหม่
เขาสามารถแก้ไขจิตสำนึกผิดๆ
ให้ถูกต้องได้ง่ายกว่ายุคพลังงานเก่า
เนื่องจากในยุคพลังงานใหม่
สนามแม่เหล็กโลกสูงขึ้น
มนุษย์จะเข้าสู่ภาวะจิตเป็นสุญญตาง่ายขึ้น
และเป็นยุคสมัยแผ่นดินธรรม
ของพระศาสดาพระองค์ใหม่
พระศรีอริยะเมตไตรยจะเสด็จมาโปรด
เพื่อช่วยมนุษย์ที่เหลืออยู่
เป็นยุคที่มีแต่คนดี
ไม่มีคนชั่ว
ความเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่คะ
Answer:
มนุษย์ในยุคพลังงานใหม่
จะมีอยู่ด้วยกันสองจำพวก
คือ
พวกแรก:
เป็นพวกที่ข้ามผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่มาได้
ด้วยสภาวะจิตที่เป็นสุญตาแล้ว
ด้วยจิตวิญญาณที่เหนือกฎแห่งกรรมได้แล้ว
พวกที่สอง:
เป็นพวกเด็กๆที่ข้ามมิติมาจากฟ้าสีคราม
เพิ่งเข้ามาจุติเป็นมนุษย์ในภพชาติแรก
หลังการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่แล้ว
เพื่อทำหน้าที่แทนมนุษย์ยุคพลังงานเก่า
ที่สิ้นสุดเวลาในการทำภารกิจแล้ว
ดังนั้น
เรื่องราวที่ท่านคิดจินตนาการ
จึงมิได้เป็นเช่นที่คิดนั้นหรอก
พระศาสดาพระองค์ใหม่
ก็มิได้มาจุติเพื่อช่วยเหลือใคร
แต่ทรงเข้ามาจุติเพื่อช่วยซับน้ำตา
และเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนดีๆ
ที่ยังบอบช้ำและต้องการกำลังใจเท่านั้น
เพราะคนทุกคนในห้วงเวลานั้น
ต่างเป็นคนจิตใสใจสวยกันหมดแล้ว
เลิกเหลวไหลเพราะได้สติทางวิญญาณแล้ว
จงอย่ากังวลถึงวันอนาคต
จนลืมเร่งรัดชำระตนเองในปัจจุบัน
ให้ทันกำหนดเวลา
ตามที่ปรารถนาไว้ว่าจะเลือกเป็นแบบใด
ในองค์อนุตรธรรมที่เรากล่าวมาทั้งหมดนั้น
เราขออวยพรให้ทุกท่าน
ข้ามผ่านมันไปได้อย่างสวยงามนะ
เอเมน
สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
29-10-2019
สนทนาประสาจิตจักรวาล 28/10/2019
#สนทนาประสาจิตจักรวาล
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ความจริงสูงสุดในระดับ
#อนุตรธรรม
คือ สัจธรรมที่พระศาสดาไม่เคยสอน
ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็น
"ความจริงที่ศาสดาไม่เคยสอน"
เช่น
จิตวิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์ทุกคน
ต่างต้องการให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของตน
สั่นสะเทือนทางด้านบวกต่อทุกสถานการณ์
ในระดับสูงสุดเท่าที่จะสามารถเข้าถึงได้
นั่นคือ
❤
❤ ❤
ต้อง "รักให้ได้
ให้อภัยให้เป็น
.........และไม่เห็นแก่ตัว"
❤
❤ ❤
ไม่ว่าสถานการณ์นั้นๆจะเดินทาง
เข้าสู่
"จิตหยาบ" ของท่าน
เพื่อการรับรู้ผ่านกลไกอายตนะภายนอก
ในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
เช่น
จะผ่านเข้ามาทาง
"ตา"
จะผ่านเข้ามาทาง
"หู"
จะผ่านเข้ามาทาง
"จมูก"
จะผ่านเข้ามาทาง
"ปากหรือลิ้น"
จะผ่านเข้ามาทาง
"ร่างกาย"
แม้กระทั่งสถานการณ์นั้นๆ
มันเกิดขึ้นที่ภายใน
"จิต" ของท่านเอง
ไม่ว่า "สถานการณ์"
ที่จิตท่านรับรู้นั้น
จะเป็นเงื่อนไขด้านบวกที่ท่านชอบใจ
หรือเป็นเงื่อนไขด้านลบที่ท่านไม่ชอบใจ
จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่าน
ต้องตอบสนองสถานเดียวเท่านั้นคือ
ท่านต้องรัก
เมตตา สงสาร
ท่านต้องให้อภัย
ต้องไม่ถือสา
ท่านต้องไม่เอาเรื่อง
ไม่เอาความ เป็นต้น
โดยจะต่อสู้
ตอบโต้
หรือจะกระทำการต่อต้านไม่ได้เด็ดขาด
เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน
ขันอาสาพระผู้เป็นเจ้า
คือ องค์จิตจักรวาล
เดินทางข้ามมิติจากแดนสุญตา
เข้ามาจุติเป็นมนุษย์โลกในอนันตจักรวาลนี้
เพื่อใช้เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ผลิตสร้างพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าด้านบวก
ที่ท่านทั้งหลายเรียกว่า
#ความรัก ให้แก่โลก
โดยอย่างน้อยต้องช่วยกันตั้งแต่
3 คนขึ้นไป
ในพื้นที่ทุกๆ
33.33 ตารางกิโลเมตรบนโลก
ซึ่งจิตวิญญาณของทุกคนที่เป็นประชากรโลก
จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน
"ผลิตสร้าง"
ด้วยพลังอำนาจแห่งรักเพื่อให้ในทุกรูปแบบ
เช่น
อดทน อดกลั้น ให้อภัย
หรือ
เมตตา กรุณา และมุทิตา เป็นต้น
ซึ่งพฤติกรรมทางจิตเหล่านี้
จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดพฤติกรรมภายนอก
ที่ท่านทั้งหลายจะแสดงออกต่อผู้อื่นต่อไป
พฤติกรรมภายนอกที่เกิดขึ้นจากรักเพื่อให้
ที่ท่านทั้งหลายแสดงต่อกันได้
เช่น ให้เวลา
ให้โอกาส
ให้ทรัพย์สิ่งของหรือให้ทาน
ให้ความรู้
ให้ปัญญาหรือความฉลาด
ให้ความเอื้อเฟื้อ
ให้ความอนุเคราะห์
ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล
ให้การยืดหยุ่น
ให้การแบ่งปัน และเสียสละ
พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
เพียงแค่ท่านเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการ
ผลิตสร้างพลังงานความรักมอบให้โลก
โดยเริ่มจากจิตมนุษย์ข้างในตัวท่าน
หลังจากได้รับรู้สถานการณ์หรือเงื่อนไข
จากสิ่งเร้าภายนอกทั้งหลาย
ผ่านอายตนะเข้าไปถึงจิตที่อยู่ข้างใน
แล้วจิตท่านก็ขับเคลื่อนการสั่นสะเทือนออกมา
เป็นพฤติกรรมแห่งรักที่เป็นพฤติกรรมภายนอก
ด้วยพฤติกรรมภายนอกที่เป็นด้านบวก
ตามที่เรายกตัวอย่างเอาไว้ข้างต้นนั้น
มันก็จะกลายเป็น
"สถานการณ์"
ที่จะเป็น
"เงื่อนไข" ให้คนรอบข้างตัวท่าน
เกิดการสั่นสะเทือนทางจิตด้านบวกตามไปด้วย
จนถึงขั้นสูงสุดของกระบวนการนี้ก็คือ
คนรอบข้างตัวท่านก็จะหันมาก่อกรรมทำดี
ตอบสนองการทำดีของตัวท่าน
ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นสร้างกระบวนการผลิต
พลังงานจิตทางด้านบวกมอบให้โลกนั่นแหละ
เพียงเริ่มต้นจากคนสองคน
มันก็จะสร้างเครือข่ายแบบ
MLM
เพิ่มเป็นจำนวนคนนับเท่าทวีมิรู้สิ้นสุด
โลกนี้จึงมีพลังงานมากพอและต่อเนื่อง
จนยังผลให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้
อย่างต่อเนื่องยาวนานตราบกระทั่งบัดนี้
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
กระบวนการผลิตพลังงานความรักเพื่อให้
ที่เรากล่าวมาให้รู้ตั้งแต่ต้นนั้น
มันเป็น
"กฎเกณฑ์" หรือ "หลักการ"
ร่วมกันหมุนธรรมจักรในตนเองเชิงสังคม
เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก
มอบให้แก่ดาวเคราะห์โลกของพวกท่าน
นำไปใช้ในการ
"บิดแกนแม่เหล็กโลก"
ที่พระผู้สร้างทรงติดตั้งเอาไว้ในแกนโลก
พร้อมกำหนดให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
ปฏิบัติตามกระบวนการที่เราเปิดเผยมานี้
เอาไว้ล่วงหน้ามาตั้งแต่แรก
โดยพระบิดา
เรา และพระศาสดา
เรียกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับกระบวนการนี้ว่า
#ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร
ความจริงระดับอนุตรธรรมเหล่านี้
เราเคยกล่าวไว้นานมาแล้ว
3 ประการคือ
1. ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตในระบบโลกจะเป็นใคร
จะทำตนวางเฉยหรือเพิกเฉยโดยทำเป็น
ไม่รู้
ไม่สน ไม่ฟัง ไม่จำ ไม่ทำ ไม่ได้เด็ดขาด
เพราะมันจะเสียชาติเกิด
มันจะเสียทีที่ได้มาเกิดเป็นคนบนโลกเสรีนี้
2. เราประกาศให้โลกรู้ว่า
การที่จิตวิญญาณมาเกิดเป็นมนุษย์
มิใช่บังเอิญมิใช่มาเที่ยวเล่นมิใช่มาทุกข์
แล้วพยายามสร้างทางเบี่ยง
หลุดลอยไปเกิดอยู่บนแดนสวรรค์มายา
เพียงเพื่อว่าต้องการจะหนีทุกข์
แล้วหลอนตนเองว่า
ถ้าได้ไปเกิดเป็นเทพพรหมอยู่บนนั้นได้
มันคือการ
"นิพพาน" ทางจิตวิญญาณแล้ว
ซึ่งเป็นความหลงความเชื่อจนเป็นค่านิยมใหม่
ของประดาคนนำทางตาบอดว่า
เส้นทางเทวดาเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง
ทั้งๆที่พระศาสดาไม่ได้สอนไว้แบบนั้นเลย
ตัวชี้วัดความเชื่อผิดๆ
จนสับสนกับบทบาทของนักรบแห่งแสงก็คือ
พี่ๆน้องๆผู้หลงทางเหล่านี้
จะมีค่านิยมตั้งชื่อนามให้แก่กันและกัน
เป็นเทพเป็นเทวดาหรือว่าเป็นพรหม
เพื่อบ่งชี้ว่ายังมีชื่อมีชั้นกันอยู่
แล้วเหมาเอาเองดื้อๆว่าไปเกิดบนนั้น
คือ "นิพพาน"
แล้ว
ทั้งๆที่เพียงแค่ดับหายไปจากโลก
ไม่กลับมาเกิดบนโลกนี้อีกเท่านั้นเอง
จิตวิญญาณก็ยังต้องเกิดใหม่
โดยขึ้นไปแขวนลอยอยู่บนนั้นอยู่ดี
อัตตาตัวตนก็ยังมีอยู่
ความทุกข์ก็ยังมีอยู่เพราะไม่รู้จะไปต่อยังไง
หน้าที่ทางจิตวิญญาณที่ต้องทำก็มิได้ทำ
กลับละทิ้งหน้าที่จนจิตวิญญาณร้องไห้
3. เรายังประกาศให้โลกรู้ไว้ด้วยว่า
พระศาสดาของคนนำทางตาบอดมิได้ตรัสรู้
เรื่อง #อริยะสัจและมรรค หรือ "อริยมรรค"
แต่องค์ธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นสูงส่งยิ่งกว่าอีก
เพราะเป็นองค์ธรรมระดับ
"อนุตรธรรม"
นั่นคือเรื่อง
"ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร" นี่เอง
เรายังบอกไว้ด้วยว่า
จิตวิญญาณแก่นแท้ในมนุษย์แต่ละคนนั้น
ต้องการให้
"หมุนธรรมจักร"
แทนที่จะ
"หมุนกรรมจักร" อยู่ทุกวี่ทุกวัน
ซึ่งการหมุนกรรมจักรนั้น
เกิดขึ้นเพราะการมุ่งกระทำใดๆเพื่อตนเอง
แต่การหมุนธรรมจักรนั้นเป็นการทำเพื่อโลก
ซึ่งเป็นการทำด้วยรักบริสุทธิ์
คือรักเพื่อ
"ให้" โดยแท้
พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
เลิกค่านิยมการไปเกิดเป็นเทวดาเทพพรหม
เมื่อตายไปจากการเป็นมนุษย์แล้วเสียเถิด
เพราะมันเป็นการดำเนินออกนอกลู่
จิตวิญญาณไปแล้วไม่ไปลับ
จะไปต่ออีกก็ไม่ได้และไม่รู้ว่าจะไปไหน
ทั้งๆที่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์โลกได้แล้ว
ทุกคนที่สามารถหมุนธรรมจักรกับคนรอบข้างได้
เพียงเท่านี้และไม่มีอะไรมากหรือยากเลย
ท่านผู้นั้นก็ช่วยให้จิตวิญญาณของตนหลุดพ้น
คือ "นิพพาน"
อันเป็นที่สุดในการเกิดเป็นมนุษย์
โดยไม่ต้องหลับตาก้าวตามคนนำทางตาบอด
ที่พาท่านทั้งหลายเดินหลงทางอยู่อีกต่อไป
เอเมน
สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
28-10-2019