สวัสดีกันวันเสาร์
Good Morning Saturday
แก่นแท้ของความว่างนี้
เมื่อมีเหตุให้สั่นสะเทือนขึ้นมา
จึงเกิดเป็นอนุภาคของความว่างขึ้น
แต่ยังไม่แสดงตัวตนให้ปรากฎ
คงเป็นเหมือนดั่งน้ำในสระที่ไร้คลื่น
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
สวัสดีกันวันเสาร์
Good Morning Saturday
แก่นแท้ของความว่างนี้
เมื่อมีเหตุให้สั่นสะเทือนขึ้นมา
จึงเกิดเป็นอนุภาคของความว่างขึ้น
แต่ยังไม่แสดงตัวตนให้ปรากฎ
คงเป็นเหมือนดั่งน้ำในสระที่ไร้คลื่น
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
พี่ๆน้อง ๆ ผู้เป็นคนชอบธรรมที่รักทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า
จิตวิญญาณมนุษย์เป็นรูปธรรมทางพลังงาน
หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “กล่องพลังงาน” ก็ได้
เป็นผู้เดินทางข้ามมิติเข้ามาภายใน “เอกภพ”
โดย “อาสา” มาทำหน้าที่เพื่อนร่วมงานกับโลก
ด้วยการ “ทำหน้าที่ประจำโลก” นานหกหมื่นปี
คำว่า “กล่องพลังงาน” ในที่นี้เราหมายถึง
จิตวิญญาณของมนุษย์มีความสมดุลในตนเอง
ที่สมดุลในตนเองจนเป็นกล่องพลังงานได้นั้น
เพราะพลังงานทั้งหมดเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง
โดยหมุนอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วคงที่ตลอด
จึงทำให้เกิดความสมดุลเป็นระบบเดียวกันได้
ความเร็วในการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง
ของรูปธรรมจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนนั้น
ตัวชี้วัดความเร็วรอบในการเหวี่ยงหมุนต่อวินาที
ก็คือ “จำนวนเหลี่ยมมุม” หรือจำนวนมิตินั่นเอง
เหลี่ยมมุมหรือจำนวนมิติของจิตวิญญาณ
ในมนุษย์นั้นจะมีอยู่ 6D คือ 6 มิติกันทุกคน
จำนวนมิติหรือจำนวนเหลี่ยมมุมที่เกิดขึ้นนั้น
จะสามารถสัมผัสรู้ดูเห็นได้ก็ต่อเมื่อหยุดหมุน
ถ้ายังเหวี่ยงหมุนอยู่ก็จะแลเห็นเป็นทรงกลม
จำนวนเหลี่ยมมุมจะบ่งชี้ความเร็วในการหมุน
ถ้ามีเหลี่ยมมุมมากแสดงว่าต้องหมุนเร็วมาก
การเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองของจิตวิญญาณนั้น
นอกจากหมุนเพื่อสร้างสมดุลในตนเองแล้ว
ยังทำให้หกเหลี่ยมมุมทับซ้อนเป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งเป็นการสร้างความฉลาดทางวิญญาณด้วย
ดังนั้น
เราจึงอาจกล่าวได้ว่าจำนวนมิติของรูปธรรมใด
ที่มีเหลี่ยมมุมมากกว่ารูปธรรมนั้นก็จะฉลาดกว่า
เพราะเหตุว่ารูปธรรมใดที่เหวี่ยงหมุนเร็วกว่า
รูปธรรมนั้นก็จะมีจำนวนเหลี่ยมมุมมากกว่า
คำต่อมาที่เราต้องอธิบายให้รู้
คือคำว่า “เอกภพ” ที่เรากล่าวไว้ข้างต้นนั้น
คำว่า “เอกภพ” หมายถึง
ห้องทดลองขนาดใหญ่ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น
สำหรับการใช้เป็นห้องทดลองของพระองค์
เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าทรงสามารถทำอะไรได้บ้าง
“เอกภพ” ประกอบด้วย
กาแล็กซีจำนวนทั้งสิ้น 12,500 ล้านระบบ
กาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ Milky Way
มนุษย์โลกเรียกกันว่า #ทางช้างเผือก
แท้แล้วน่าจะเรียกว่า “ธารสายน้ำนม” มากกว่า
ธารสายน้ำนมกาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดนี้
ทำหน้าที่เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวระนาบ
ของห้องทดลองทรงหนำเลี้ยบที่เรียกว่าเอกภพ
เพื่อทำให้กาแล็กซีเหวี่ยงหมุนได้อย่างต่อเนื่อง
จึงทรงสร้างสุริยะจักรวาลไว้ถึงสองระบบ
คือสุริยะจักรวาลของโลกที่มีดาวเคราะห์เก้าดวง
กับอีกระบบหนึ่งซึ่งมีดาวเคราะห์ห้าดวง
โดยทรงกำหนดให้ “ดาวพลูโต” ของระบบโลก
ทำหน้าที่เป็น “เศษส่วนของเมอริเดี้ยน”
โดยทรงกำหนดให้ดาวพลูโตของระบบโลก
เป็นดาวเคราะห์ของระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามด้วย
วิธีการคือกำหนดให้ดาวพลูโต
โคจรรอบดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะนี้หนึ่งรอบ
โดยใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 1 ปีโลก
แล้วให้ย้ายระบบไปเป็นดาวเคราะห์วงนอกสุด
คือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกของอีกระบบสุริยะ
ที่ตั้งอยู่ในฝั่งตรงกันข้ามนั้นต่อไปอีก
เมื่อเข้าประจำที่เป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกแล้ว
พลูโตก็จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ของระบบนั้น
โดยโคจรจนครบหนึ่งรอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จะย้ายระบบสุริยะเดินทางกลับมาทำหน้าที่เดิม
เพื่อเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าวงนอกสุดต่อไป
พระองค์ทรงกำหนดให้ทิศทางการโคจรนี้
เป็นเครื่องหมาย “อินฟินิตี้” คือไม่มีการสิ้นสุด
ระยะเวลาที่ “ดาวพลูโต”
ย้ายระบบสุริยะไปทำหน้าที่ยังอีกระบบหนึ่งนั้น
ในการเดินทางไปกลับจะใช้เวลานานร่วม 3 ปี
เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้
พอเห็นว่าพลูโตโคจรรอบดวงอาทิตย์ไม่คงที่
จึงมองว่าดาวดวงนี้ไม่ใช่ดาวเคราะห์เฉยเลย
ความจริงแล้วถ้าพระองค์ไม่ทรงกำหนดให้
ดาวพลูโตโล้ไปโล้มาระหว่างสองระบบสุริยะ
กาแล็กซีที่เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของเอกภพ
ก็จะไม่อาจเคลื่อนไหวโดยเหวี่ยงหมุนวนไป
รอบแกนกลางของกาแล็กซีใหญ่นี้ได้เลย
เอกภพรูปทรงหนำเลี้ยบก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วย
เพราะอนุภาคพลังงานไม่สามารถฟุ้งกระจาย
จนเกิดเป็นรูปธรรมที่ทรงกำหนดเอาไว้ได้
มหัศจรรย์ก็คือเอกภพที่ทรงสร้างขึ้นมานี้
เป็นรูปธรรมที่สร้างขึ้นด้วยอนุภาคของพลังงาน
มีลักษณะเป็นดั่ง “ฝุ่นผง” ที่เล็กกว่าฝุ่นธุลีใดๆ
แต่มันยังดำรงตนเองอยู่อย่างสมดุลได้จนน่าทึ่ง
คำต่อมาที่เราจำต้องอธิบายให้มนุษย์รู้
คือคำว่า “อาสา” เข้ามาทำหน้าที่อยู่ในเอกภพ
การอาสานั้นแปลว่าสมัครใจยินยอมที่จะเข้ามา
ไม่มีใครบังคับข่มขืนจิตใจให้เข้ามาในเอกภพนี้
หากถามว่าอาสาเข้ามาเพื่อทำหน้าที่อะไรกัน
คำตอบคือขันอาสาเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์น่ะสิ
ไม่ใช่อาสามาเกิดเป็นเทพเทวดาแต่อย่างใด
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงแล้วว่า
จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนทุกชาติศาสนา
อาสาเข้ามาใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก
ไม่ใช่ให้มาสั่งสมบุญด้วยการบ้าบุญสุนทาน
เพื่อหมั่นสร้างสมลมใต้ปีกให้จิตวิญญาณ
หลุดลอยขึ้นไปติดค้างอยู่บนสวรรค์มายา
พระเจ้าให้จิตวิญญาณพวกท่านมาทำหน้าที่
ร่วมกันใช้พลังงานความรักจากขันธ์ห้า
เพื่อทำให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่อง
เมื่อโลกสมดุลแล้วระบบสุริยะก็จะสมดุล
ดาวพลูโตก็จะโล้ไปโล้มาเพื่อทำให้กาแล็กซี
เกิดการเหวี่ยงหมุนต่อเนื่องจนสมดุลได้ด้วย
พวกท่านอาสามาเกิดเพื่อโลกและเอกภพ
มิใช่มาบ้าหวยบ้ารวยบ้าทรัพย์และบ้าอำนาจ
เอเมน สาธุ
ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาลโดย
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
22/05/2569
#เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (5)
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อจักรวาลซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ว่างโล่งอยู่นั้น
เหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางของตนเอง
โดยหมุนไปในแนวระนาบอย่างต่อเนื่องนั้น
ยังผลให้ “แก่นแท้ของความว่าง” ที่เป็นอนัตตา
เพราะยังไม่แสดงอัตตาตัวตนปรากฏให้เห็น
เคลื่อนตัวเข้าไปรวมตัวกันตรงจุดศูนย์กลางนั้น
จากการเบียดเสียดยัดเยียดกัน
ทำให้บริเวณจุดศูนย์กลางของการเหวี่ยงหมุน
มีความหนาแน่นของแก่นแท้นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อตรงจุดนั้นมีความหนาแน่นอันยิ่งยวดแล้ว
จึงเป็นเหตุให้แก่นแท้ของความว่างตรงจุดนั้น
เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาในบัดดล
เพราะการสั่นสะเทือนตรงจุดศูนย์กลางนั้น
เป็นการสั่นสะเทือนของแก่นแท้ของความว่าง
สิ่งที่เกิดขึ้นมาจึงยังเป็นตัวตนของความว่างอยู่
หรือคือสิ่งที่เป็น “อนัตตา” อยู่เหมือนเดิม
จากการสั่นสะเทือนครั้งแรกที่เกิดขึ้น
ตรงจุดศูนย์กลางการหมุนของจักรวาลนั้น
จะเป็นเหตุปัจจัยให้แก่นแท้ของความว่าง
ที่ถูกเหวี่ยงหมุนเข้าไปรวมกันที่จุดศูนย์กลางนั้น
แล้วเบียดเสียดยัดเยียดจนสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง
ปรากฏการณ์ของจักรวาล
จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปครั้งแล้วครั้งเล่า
โดยจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในท่ามกลาง “ความว่าง”
เหมือนเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในความมืดมิด
ที่ตามนุษย์ไม่เห็นหรือคิดแบบจิตมนุษย์ก็ไม่ได้
ดังนั้น
ตราบใดที่จักรวาลอันไพศาลนี้
ยังคงเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่อง
จักรวาลโดยรวมก็จะเป็นอนัตตาที่มีอัตตาได้
เพราะรูปธรรมใหม่ที่ได้อุบัติเกิดขึ้นมานี้
จะมีความสมดุลในระบบของตนเองอยู่ตลอด
นี่คือการอุบัติขึ้นมาเองของ #องค์จิตจักรวาล
เท่าที่เราใช้ปัญญาปาฏิหาริย์อธิบายให้รู้ได้
องค์จิตจักรวาลที่ทรงอุบัติขึ้นมาเองนี้
ทรงมีเหตุปัจจัยในการถือกำเนิดชัดเจนแท้จริง
ทุกสิ่งทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุมีผล
ทั้งมีหลักการที่เป็นตรรกะทางวิทยาศาสตร์
ไม่มีเพ้อฝันไม่มีจินตนาการใดๆเข้ามาเกี่ยวข้อง
ทุกสิ่งจึงเป็นปรากฏการณ์แห่งความจริงทั้งสิ้น
ย้อนกลับไปอ่านทบทวนตอนที่หนึ่งกันอีกก็ได้
ถ้าอ่านลวกๆตามนิสัยมักง่ายในเรื่องยากเช่นนี้
เรื่องกำเนิดพระเจ้าท่านจะเข้าถึงได้ยากที่สุด
ยิ่งถ้าท่านมีนิสัยชอบคิดแบบจิตมนุษย์ด้วยแล้ว
เรื่องของพระเจ้านี้จะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก
มันจะยังผลให้ #การรับเชื่อในพระเจ้า ของท่าน
ถ้าไม่รับเชื่อในพระองค์เพราะความงมงายแล้ว
ก็จะรับเชื่อในพระองค์เพราะรับตามเพื่อนเท่านั้น
ท่านจะรับเชื่อพระเจ้าด้วยจิตสามนึกไม่ได้หรอก
เราจะกล่าวความจริงต่อ “คนสอนธรรม” ว่า
การถามหาเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า
ด้วยการร้องถามหาตัวตนของพระเจ้านั้น
ท่านจะใช้กลไกอายตนะภายนอกทั้งห้าที่มีอยู่
สัมผัสรู้ดูเห็นอัตตาตัวตนของพระเจ้าไม่ได้
เพราะไม่ทรงมีอัตตาที่เป็นมายาทางกายภาพ
พระเจ้าทรงอุบัติขึ้นจากแก่นแท้ของความว่าง
รูปธรรมของพระองค์ที่เป็นองค์จิตจักรวาลนั้น
จึงยังคงเป็น “ความว่าง” ที่มีอยู่แต่เหมือนไม่มี
ทรงเป็นสนามพลังงานอันกว้างใหญ่ไพศาล
ที่พวกท่านทุกคนและทุกสรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่
พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดติดกับพวกท่านทุกคน
อยู่ใกล้ตาแบบ “ขนตากับปลายจมูก” ของท่าน
จึงทำให้ท่านมองหาพระองค์ไม่เห็นไงล่ะ
สำหรับ “ขนตากับปลายจมูก” ของตนเองนั้น
จะใช้กลไกอายตนะภายนอกของตนชิ้นไหน
ช่วยสัมผัสรู้ดูเห็นว่ามันมีอยู่จริงได้ยากมาก
นอกจากใช้กายสัมผัสคือมือลูบจับคลำเท่านั้น
แต่พระเจ้าทรงเป็นรูปธรรมในมิติทางพลังงาน
มิได้เป็นรูปธรรมในมิติโลกทางกายภาพเลย
ท่านจะใช้ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสพระองค์ไม่ได้
แต่มนุษย์ยังมีอายตนะภายในอีกชิ้นหนึ่งให้ใช้
นั่นคือ #จิตสัมผัส ใยไม่หยิบฉวยเอามาใช้กัน
ไม่รู้ว่า “คนสอนธรรม” จะเก็บงำมันเอาไว้ทำไม
อ่านกำเนิดพระเจ้าทั้งห้าตอนที่ผ่านมาบ้างสิ
อ่านด้วยจิตว่างแล้วคิดตามด้วยสมองสองซีก
คงพอจะเปิดจิตปัญญาให้ท่านได้มากโขอยู่นะ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
22/05/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้