ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมให้มีความชั่ว


 #ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมให้มีความชั่ว


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


การย้ายไปมาระหว่างสองระบบสุริยะ

ที่พระเจ้าทรงติดตั้งไว้บนกาแล็กซีเดียวกันนี้

จึงยังผลให้กาแล็กซีเส้นผ่านศูนย์กลางเอกภพ

มีแรงเหวี่ยงหมุนเหมือนใบพัดเครื่องบินปีกหมุน

จนเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่องได้อย่างง่ายดาย

ในที่สุดเอกภพที่เป็นรูปธรรมทรงลูกหนำเลี้ยบ

ซึ่งพระองค์สร้างด้วยมวลของฝุ่นพลังงาน

จึงดำรงรูปธรรมอยู่อย่างสมดุลได้ตราบจนบัดนี้

เป็นเวลาหลายหมื่นล้านปีมาแล้วด้วย


แน่นอนว่าการจะทำให้ “ดาวพลูโต”

สามารถย้ายไปมาระหว่างสองระบบสุริยะได้

โลกจะต้องมีความสมดุลด้วยอำนาจระดับสูง

พระองค์จึงต้องทรงออกแบบรูปธรรมมนุษย์ขึ้น

เพื่อให้มนุษย์เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกที่สำคัญ

ที่สามารถผลิตพลังงานป้อนให้โลกได้ไม่อั้น

โดยไม่ทรงจำกัดปริมาณเหมือนสัตว์กับต้นไม้

จึงทรงกำหนดให้โลกเป็นดาวแห่งทางเลือกเสรี

ที่ตัวมนุษย์เองจะเลือกทำดีหรือเลือกทำชั่วก็ได้

แต่ทรงมีกฎแห่งกรรมกำกับควบคุมพฤติกรรมไว้


พระเจ้ามิได้ทรงสร้างความชั่ว

เพื่อต้องการให้มนุษย์คนไหนเป็นคนชั่ว

แต่ทรงยอมให้มีชั่วไว้เปรียบเทียบกับความดี

เหมือนพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกของตนเป็นคนดี

ไม่มีใครอยากให้ลูกของตนเกิดเป็นคนชั่วแน่ ๆ 

พ่อแม่ที่เป็นมนุษย์จึงมีหน้าที่สอนลูกให้เป็นคนดี

จะส่งไปโรงเรียนให้ครูสอนพาไปเข้าวัดทำบุญ

เพื่อเรียนรู้ธรรมะขัดเกลาจิตเท่าที่โอกาสจะพึงมี

นั่นคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก


พระเจ้าก็เช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงเจิมแต่งพระศาสดาที่เกิดจากโลก

ให้ช่วยสอนมนุษย์ให้รู้ทำดีและรู้ละเว้นทำชั่ว

ยังส่งพระบุตรเอกมาเป็นศาสดาผู้มาจากพระเจ้า

เพื่อมากล่าวพระโอวาทในพระนามของพระเจ้า

พระองค์แล้วพระองค์เล่าผ่านมาหลายยุคสมัย

เป้าหมายหลักก็คือสอนให้รู้ดีรู้ชั่วนั่นแหละ


คนสอนธรรมจำพวก “เมาน้ำลาย” บางคน

จึงกล่าวหาพระเจ้าว่า “ชั่ว” เพราะสร้างความชั่ว

จนทำให้ผู้คนหันไปทำผิดคิดชั่วที่ทรงสร้างไว้

แทนที่จะสร้างความดีขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว

เรามองว่าคนสอนธรรมเมาน้ำลายพวกนี้นั้น

กำลังโชว์โง่ออกมาให้เห็นมากกว่าจะโชว์ฉลาด

อวดอุตรินึกเองเออเองแล้วพิพากษาพระเจ้าว่า

พระองค์ทรงชั่วที่สร้างความชั่วขึ้นมานั่นแหละ


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า


1.พระเจ้าทรงเจิมแต่งพระศาสดาที่มาจากโลก

ให้ช่วยสั่งสอนมวลมนุษย์ให้รู้ดีรู้ชั่วมาตลอด

แต่หลายคนยังเลือกที่จะทำชั่วกันเองมิใช่หรือ

จะพิพากษาพระเจ้าว่าชั่วแบบพล่อยได้อย่างไร


ทั้งๆที่ทุกคนเลือกรับถือศาสนาได้อิสระอยู่แล้ว

พระเจ้าเข้ามาเกิดเองเป็นศาสดาเองไม่ได้

จึงมอบหมายให้พระศาสดาจากโลกด้วยกันเอง

ช่วยอบรมสั่งสอนกันเองแต่มนุษย์ที่ยังทำชั่วอยู่

ทั้งที่รู้ดีรู้ชั่วแต่ยังทำชั่วนั้นท่านจะติโทษพระเจ้า

กล่าวหาด้วยวาจาสามหาวว่าพระเจ้าชั่วไม่ได้

เพราะคนที่รู้ว่าสิ่งนั้นคือชั่วแต่ยังทำชั่วนั้นกันอยู่

น่าจะกล่าวว่าคนนั้น “โคตรชั่ว” ยิ่งกว่าไหมล่ะ


2.ไม่ต่างจากพ่อแม่ของพวกท่าน

หรือตัวท่านเองที่เป็นพ่อแม่ของลูกหลาน

มีใครอยากให้ลูกหลานเป็นคนชั่วกันบ้างล่ะ

ไม่มีหรอกท่านที่อยากให้ลูกหลานเป็นคนชั่ว


ถ้าลูกหลานของท่านประพฤติชั่ว

ทำไมไม่ติโทษตัวเองผู้ที่เป็นพ่อแม่ว่า

ใยไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานของตนให้ดีบ้างล่ะ

เพราะเหตุว่าพ่อแม่เลี้ยงตัวของลูกให้เติบโตได้

แต่เลี้ยงจิตใจลูกให้มีจิตใสใจสวยได้ง่ายหรือ

มันไม่ง่ายเลยจริงหรือไม่ล่ะ


3.พระเจ้าทรงยอมให้สังคมมนุษย์มีทั้งดีและชั่ว

เพื่อให้มนุษย์ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกันนั่นแหละ

จะได้เรียนรู้ด้วยตนเองกันได้ว่าไหนดีไหนชั่ว


ถ้าไม่ยอมให้โลกมนุษย์นี้มีชั่วให้เห็น

มนุษย์ก็จะมั่นใจไม่ได้ว่าดีนั้นเป็นแบบไหน

ไม่อาจมั่นใจได้ว่าที่ดีนั้นต้องเป็นอย่างไร

คนสอนธรรมปากมอมจงสำรวมตนเอาไว้ด้วย

ขอถามว่าถ้าลูกชั่วจะโทษพ่อแม่ของลูกงั้นหรือ

ทั้งๆที่ลูกก็โตมาจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วนั่นน่ะ


นอกจากนั้นตาหูจมูกปากและจิตปัญญา

พระเจ้าทรงออกแบบเอาไว้ให้แม่สร้างให้ลูกใช้

ทุกคนต่างล้วนมีกันอยู่ครบถ้วนไม่มีชิ้นใดพิการ

เสียอย่างเดียวคือพวกมันทั้งหกขาดการพัฒนา

เพราะว่ามัวปฏิบัติธรรมด้วยการปิดอายตนะไว้

แถมยังดิ้นรนเข้าป่าปลีกวิเวกกันอีกต่างหาก


พระคัมภีร์ธรรมก็ไม่อ่านพระธรรมเทศนาก็ไม่ฟัง

แสวงหาแต่นักธรรมนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงเป็นครู

จนหลงทางนิพพานไปสู่สวรรค์มายากันหมด

เพราะแม้จะมีศาสนามีธรรมะแต่ด้อยสติปัญญา

จึงถูกคนนำทางตาบอดชักใบให้เรือเสีย


4.พระเจ้าหรือพระบิดาแห่งจิตวิญญาณนั้น

ทรงเป็นศูนย์รวมของแก่นแท้ของความว่าง

ที่ใช้กำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งที่มีอัตตาได้


ทุกสิ่งที่ทรงสร้างจึงมีแก่นแท้เป็นพลังงาน

พลังงานมี 2 ประเภท คือ


ประเภทแรก คือ #กล่องพลังงาน

ซึ่งเป็นกล่องได้ก็เพราะสมดุลในตนเองแล้ว

ตัวอย่างคือ “จิตวิญญาณ” ผู้ขันอาสามาเกิด

เป็นตัวตนแก่นแท้ของมนุษย์นั่นแหละ


ประเภทสอง คือ #กลุ่มพลังงาน

ซึ่งยังไม่มีความสมดุลในตนเองแต่อย่างใด

จึงต้องอาศัยเปลือกนอกที่เป็นมวลหยาบๆ

เพื่อการดำรงอัตตาตัวตนอยู่ข้างในเท่านั้น


ท่านทั้งหลายและคนสอนธรรมจงรู้ว่า

#พลังงานนั้นเป็นคลื่นความถี่

#ดีชั่วเป็นสิ่งที่ถูกสมมุติขึ้น


จิตที่สั่นสะเทือนเป็น #คลื่นความถี่ต่ำ นั้น

เป็นคลื่นหยาบๆพวกกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

ถ้าใครใช้คลื่นความถี่ต่ำ ๆนี้แสดงพฤติกรรม

จะถูกสมมุติว่าเขากำลังเป็นผู้ประพฤติชั่วอยู่

เช่นใช้โลภะ โทสะ โมหะ ขับเคลื่อนเป็นต้น


จิตที่สั่นสะเทือนเป็น #คลื่นความถี่สูง นั้น

เป็นคลื่นที่หยาบน้อยกว่าคือละเอียดมากกว่า

เช่นอดทนอดกลั้นให้อภัยเมตตากรุณามุทิตา

จนถึงขั้นความถี่ของจิตระดับสูงสุดคืออุเบกขา

ผู้สั่นสะเทือนจิตในย่านความถี่สูงเหล่านี้

จะถูกสมมุติว่าเขากำลังเป็นผู้ประพฤติดีอยู่


ท่านจะเห็นได้ว่าคำว่า “คลื่นความถี่” นั้น

มันมิใช่เป็นแบบ “เส้นตรง” เหมือนไม้บรรทัด

แต่มันจะเป็นคลื่นลักษณะเส้นโค้งขึ้นๆลงๆ

โดยคลื่นความถี่ต่ำนั้นจะเป็นคลื่นหยาบๆ

แต่คลื่นความถี่สูงนั้นจะเป็นคลื่นละเอียดกว่า

ถ้าความถี่สูงมากคลื่นนั้นจะกลายเป็นเส้นตรง

โดยก่อนจะเป็นคลื่นความถี่สูงได้นั้น

มันจะต้องเริ่มด้วยการเป็นคลื่นความถี่ต่ำก่อน


ดังนั้น

คลื่นความถี่ต่ำจำพวกกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

จึงจะเกิดขึ้นในจิตหยาบของมนุษย์ก่อนเสมอ

คนส่วนใหญ่จึงทำผิดคิดชั่วกันได้ง่ายกว่า

ต่อเมื่อเติบใหญ่ขึ้นปัญญามากขึ้นฉลาดมากขึ้น

จึงค่อยเรียนรู้ที่จะทำดีละเว้นการทำชั่วกันต่อไป

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ใช้สติเพื่อการตื่นรู้เอาไว้

จะได้ไม่ตกเป็นทาสกิเลสตัณหาย่านความถี่ต่ำ

จนยกจิตเป็นคลื่นความถี่สูงแบบรักเพื่อให้ไม่ได้


เราจะถามพวกท่านว่าถ้าความจริงเป็นเช่นนี้

การที่คนสอนธรรมก้าวล่วงพระเจ้าว่า “ชั่ว”

เพราะว่าพระองค์ทรงสร้างความชั่วขึ้นมานั้น

ท่านว่ามันยุติธรรมต่อพระองค์หรือไม่ล่ะ?

ไม่ก็คนสอนธรรมนั้นโชว์โง่ออกมาเองกันแน่?


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

2/06/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาทำไม


#พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาทำไม 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ต้นไม้น้อยใหญ่สัตว์ประจำโลกและมนุษย์

เป็นสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ทรงกำหนดสร้างขึ้นมา

ให้ร่วมกันทำหน้าที่เป็น “เพื่อนร่วมงานกับโลก”

เพื่อให้ช่วยกันผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็ก

มอบให้แก่แกนแม่เหล็กที่อยู่ในใจกลางโลก

สำหรับใช้จุดระเบิดอะตอมของธาตุออกซิเจน

ในอันที่จะทำให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง

โดยหมุนอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วคงที่ให้ได้


พระพุทธเจ้าทรงเฉลยเอาไว้ให้แล้วได้ความว่า

#เมตตาธรรมค้ำจุนโลก #เราคือโลกโลกคือเรา

ซึ่งเราเคยถอดความหมายคำกล่าวนี้ให้แล้วว่า

หมายถึงให้มาช่วยกันใช้ความรักทำให้โลกหมุน


โดยความรักในลักษณะของการรักเพื่อให้

เช่น อดทน อดกลั้น อภัย เมตตา กรุณา มุทิตา

จิตหยาบที่สั่นสะเทือนด้วยอาการเหล่านี้

ทั้งสัตว์และมนุษย์จะผลิตพลังงานด้านบวก

มอบให้แก่โลกในแบบที่โลกต้องการได้เสมอ


สิ่งมีชีวิตจะผลิตพลังงานแบบที่โลกต้องการได้

ต่อเมื่อทั้งคนสัตว์และต้นไม้รูปธรรมดังกล่าวนั้น

ยังมีชีวิตอยู่ในแบบ “คนสองมิติ” โดยสมบูรณ์

เพราะในมิติของกายหยาบของคนและสัตว์นั้น

จะมีต่อมไร้ท่อที่เป็นจักระทั้งเจ็ดผลิตพลังงาน

ผ่านกระบวนการสั่นสะเทือนของจิตเป็นขันธ์ห้า

คือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณกันได้


ถ้าไม่มีกายหยาบเหลือแต่จิตวิญญาณมิติเดียว

รูปธรรมนั้นก็จะไม่อาจผลิตพลังงานด้านบวกได้

กรณีที่สัตว์ตัวนั้นหรือมนุษย์คนนั้นตายไปแล้ว

คงเหลือแต่จิตวิญญาณแค่เพียงมิติเดียว

รูปธรรมนั้นก็ไม่อาจจะทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรม

ค้ำจุนโลกเพื่อทำภารกิจทางจิตวิญญาณกันได้

เพราะไม่มีกลไกในมิติโลกทางกายภาพให้ใช้

คนที่มาเกิดแล้วมีภพชาติหรือมีสังสารวัฏกันอยู่

จึงเป็นจิตวิญญาณที่เสียชาติเกิดโดยแท้


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

สาเหตุที่พระเจ้าหรือพระผู้สร้าง

ทรงกำหนดสร้างพืชหรือต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นนั้น

ก็เพื่อให้ต้นไม้เป็น “เพื่อนร่วมงานของโลก”

โดยทรงติดตั้งกลไกหรือเครื่องมือผลิตไฟฟ้า

เอาไว้ให้ในต้นไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้น

นอกจากพืชจะผลิตก๊าซออกซิเจนออกมาแล้ว

ตันไม้ใหญ่ใบสีเขียวยังผลิตพลังงานไฟฟ้าบวก

โดยส่งผ่านออกมาทางปลายรากในดินด้วย


เรื่องนี้เรากล่าวไว้นานแล้ว

แต่ความจริงในเรื่องนี้เพิ่งได้รับการพิสูจน์

โดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในต่างประเทศ

สามารถพิสูจน์พบว่าต้นไม้น้อยใหญ่มีไฟฟ้า

ที่สามารถนำมาแปลงเป็นคลื่นเสียงดนตรีได้


นอกจากนั้นยังค้นพบความจริงด้วยแล้วว่า 

ถ้าใช้เครื่องมือดักจับไฟฟ้าไปติดตั้งไว้ในดิน

บริเวณใกล้ส่วนรากของต้นไม้ต้นนั้นแล้ว

จะมีกระแสไฟฟ้าที่ทำให้หลอดไฟนั้นสว่างได้

นี่เป็นความจริงที่จิตจักรวาลกล่าวไว้นานแล้ว

ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงแท้กันอีกเรื่องหนึ่ง


แต่เนื่องจากต้นหญ้าป่าไม้ของพระองค์

เป็นเพื่อนร่วมงานของโลกได้ไม่เต็มที่

สัดส่วนของน้ำหนักมวลของต้นไม้ใหญ่บนโลก

ที่พวกเขาโตวันโตคืนโดยไม่มีการล้มตายไป

ยังผลให้น้ำหนักมวลบนพื้นโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่น้ำหนักมวลภายในแกนโลกเท่าเดิมอยู่

ผลคือพระเจ้าทรงพบว่าโลกเกิดการแกว่งส่าย

หมายความว่าโลกเกิดอาการเสียสมดุลนั่นเอง


วิธีที่พระองค์ทรงเลือกนำมาแก้ไขปัญหานี้

ทรงเลือกวิธีที่จะเพิ่มแรงเหวี่ยงหมุนของโลก

ด้วยการทำให้โลกหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าเดิม

ถ้าโลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย

การแกว่งส่ายของโลกในขณะหมุนรอบตัวเอง

ก็จะกลับมาสมดุลดังเดิมได้นั่นแหละ


จึงเป็นที่มาของการกำหนดสร้างกลไกเพิ่ม

แทนที่จะเป็นต้นไม้น้อยใหญ่แบบเดิมอีก

พระองค์จึงทรงออกแบบกลไกชนิดใหม่ขึ้น

ให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวและย้ายที่ได้

เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับป่าไม้ได้

เพราะทรงเห็นว่าบนแผ่นดินโลกเต็มไปด้วยป่า

ถ้าสร้างเพื่อนร่วมงานกับโลกในแบบอยู่กับที่

แผ่นดินโลกนี้จะไม่มีพื้นที่ในการดำรงอยู่เลย


จากต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประจำที่

จึงกลายมาเป็นสัตว์ใหญ่คือ “ไดโนเสาร์”

ผู้ทำหน้าที่เป็น #สัตว์ประจำโลก แทน

ต่อมาเมื่อทรงย้ายไดโนเสาร์ออกไปจากโลก

จึงได้สร้างสัตว์ประจำโลกเพิ่มขึ้นมามากมาย

หลายชนิดหลายเผ่าพันธุ์ขึ้นมาแทน

ทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำสัตว์ทะเลและสัตว์อากาศ

เพื่อจำกัดน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลกเอาไว้

มิให้มีมากมายจน “หนักแผ่นดิน” เหมือนเก่าอีก


เพราะเหตุนี้เอง

จิตวิญญาณของสัตว์ประจำโลกทั้งหลาย

พวกเขาจึงต้องมีหน้าที่ผลัดกันตายไปจากโลก

ตายแล้วค่อยกลับมาเกิดใหม่อีกอย่างรวดเร็ว

ซึ่งรอยต่อระหว่างภพชาติไม่มากมายอะไรนัก

เพราะมิใช่ตายเพื่อจะเกิดใหม่ตามกฎแห่งกรรม

แต่เป็นการตายเพื่อลดน้ำหนักมวลบนผิวโลก

โดยจำกัดจำนวนรูปธรรมที่จะดำรงอยู่ไว้เท่านั้น


สัตว์ประจำโลกทุกชนิดและทุกตัว

มีโครงสร้างทางจิตวิญญาณและกายสังขาร

ที่จะใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้ด้วย

โดยใช้จิตวิญญาณเป็นผู้ดำเนินการเอง

กลไกในการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกก็คือ

ใช้ “สัญชาตญาณ” ของจิตวิญญาณตนเอง

สั่นสะเทือนกายหยาบเพื่อผลิตเมตตาธรรม

มอบให้แก่โลกตามหน้าที่ของตนกันต่อไป


แรกๆที่ทรงสร้างต้นไม้ใหญ่และสัตว์ทั้งหลาย

ให้เป็นกลไกสำคัญโดยติดตั้งไว้ประจำโลก

เพื่อช่วยกันทำให้โลกนี้สมดุลได้ทั้งสองมิตินั้น

สิ่งที่พระองค์ทรงดำริต่อไปจากนั้นก็คือ

จะทรงทำอย่างไรที่จะให้ระบบใหญ่คือเอกภพ

เกิดการสมดุลได้อย่างยั่งยืนยาวนานอยู่ได้


วิธีเดียวที่พระองค์ทรงดำริได้

นั่นคือทรงต้องใช้ความสมดุลของระบบโลก

ช่วยค่ำจุนความสมดุลของเอกภพเอาไว้ด้วย

เพราะเอกภพเป็นห้องทดลองของพระองค์

ที่มันจะต้องมีความสมดุลอย่างยั่งยืนเท่านั้น

ห้องทดลองจะพังพินาศเสียหายหรือสูญหาย

เป็นแบบใดแบบหนึ่งไม่ได้อย่างเด็ดขาด


พระองค์ทรงคิดได้ว่าวิธีการที่จะทำให้

โลกที่สมดุลสามารถช่วยค้ำจุนเอกภพได้

ด้วยการกำหนดให้ “ดาวพลูโต” ดาวดวงที่เก้า

ซึ่งอยู่ในวงโคจรชั้นนอกสุดของสุริยะจักรวาลนี้

ย้ายระบบสุริยะไปเป็นดาวเคราะห์ดวงที่หก

ของระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามบนกาแล็กซีมิลกี้เวย์

ในลักษณะของการย้ายไปย้ายกลับข้ามระบบ

โดยทำตนเป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยนนั่นเอง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

1/06/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันจันทร์​ 1/06/2026


สวัสดีกันวันจันทร์

Good Morning Monday


พระเจ้าทรงรักลูกทุกคน

มิได้ต้องการสร้างลูกให้เป็นคนชั่ว

แต่ทรงปรารถนาให้ลูกเป็นคนดี

จึงยอมให้ระบบโลกนี้มีทั้งดีและชั่ว

เพื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกัน


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม