02 มิถุนายน 2569

ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมให้มีความชั่ว


 #ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมให้มีความชั่ว


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


การย้ายไปมาระหว่างสองระบบสุริยะ

ที่พระเจ้าทรงติดตั้งไว้บนกาแล็กซีเดียวกันนี้

จึงยังผลให้กาแล็กซีเส้นผ่านศูนย์กลางเอกภพ

มีแรงเหวี่ยงหมุนเหมือนใบพัดเครื่องบินปีกหมุน

จนเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่องได้อย่างง่ายดาย

ในที่สุดเอกภพที่เป็นรูปธรรมทรงลูกหนำเลี้ยบ

ซึ่งพระองค์สร้างด้วยมวลของฝุ่นพลังงาน

จึงดำรงรูปธรรมอยู่อย่างสมดุลได้ตราบจนบัดนี้

เป็นเวลาหลายหมื่นล้านปีมาแล้วด้วย


แน่นอนว่าการจะทำให้ “ดาวพลูโต”

สามารถย้ายไปมาระหว่างสองระบบสุริยะได้

โลกจะต้องมีความสมดุลด้วยอำนาจระดับสูง

พระองค์จึงต้องทรงออกแบบรูปธรรมมนุษย์ขึ้น

เพื่อให้มนุษย์เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกที่สำคัญ

ที่สามารถผลิตพลังงานป้อนให้โลกได้ไม่อั้น

โดยไม่ทรงจำกัดปริมาณเหมือนสัตว์กับต้นไม้

จึงทรงกำหนดให้โลกเป็นดาวแห่งทางเลือกเสรี

ที่ตัวมนุษย์เองจะเลือกทำดีหรือเลือกทำชั่วก็ได้

แต่ทรงมีกฎแห่งกรรมกำกับควบคุมพฤติกรรมไว้


พระเจ้ามิได้ทรงสร้างความชั่ว

เพื่อต้องการให้มนุษย์คนไหนเป็นคนชั่ว

แต่ทรงยอมให้มีชั่วไว้เปรียบเทียบกับความดี

เหมือนพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกของตนเป็นคนดี

ไม่มีใครอยากให้ลูกของตนเกิดเป็นคนชั่วแน่ ๆ 

พ่อแม่ที่เป็นมนุษย์จึงมีหน้าที่สอนลูกให้เป็นคนดี

จะส่งไปโรงเรียนให้ครูสอนพาไปเข้าวัดทำบุญ

เพื่อเรียนรู้ธรรมะขัดเกลาจิตเท่าที่โอกาสจะพึงมี

นั่นคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก


พระเจ้าก็เช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงเจิมแต่งพระศาสดาที่เกิดจากโลก

ให้ช่วยสอนมนุษย์ให้รู้ทำดีและรู้ละเว้นทำชั่ว

ยังส่งพระบุตรเอกมาเป็นศาสดาผู้มาจากพระเจ้า

เพื่อมากล่าวพระโอวาทในพระนามของพระเจ้า

พระองค์แล้วพระองค์เล่าผ่านมาหลายยุคสมัย

เป้าหมายหลักก็คือสอนให้รู้ดีรู้ชั่วนั่นแหละ


คนสอนธรรมจำพวก “เมาน้ำลาย” บางคน

จึงกล่าวหาพระเจ้าว่า “ชั่ว” เพราะสร้างความชั่ว

จนทำให้ผู้คนหันไปทำผิดคิดชั่วที่ทรงสร้างไว้

แทนที่จะสร้างความดีขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว

เรามองว่าคนสอนธรรมเมาน้ำลายพวกนี้นั้น

กำลังโชว์โง่ออกมาให้เห็นมากกว่าจะโชว์ฉลาด

อวดอุตรินึกเองเออเองแล้วพิพากษาพระเจ้าว่า

พระองค์ทรงชั่วที่สร้างความชั่วขึ้นมานั่นแหละ


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า


1.พระเจ้าทรงเจิมแต่งพระศาสดาที่มาจากโลก

ให้ช่วยสั่งสอนมวลมนุษย์ให้รู้ดีรู้ชั่วมาตลอด

แต่หลายคนยังเลือกที่จะทำชั่วกันเองมิใช่หรือ

จะพิพากษาพระเจ้าว่าชั่วแบบพล่อยได้อย่างไร


ทั้งๆที่ทุกคนเลือกรับถือศาสนาได้อิสระอยู่แล้ว

พระเจ้าเข้ามาเกิดเองเป็นศาสดาเองไม่ได้

จึงมอบหมายให้พระศาสดาจากโลกด้วยกันเอง

ช่วยอบรมสั่งสอนกันเองแต่มนุษย์ที่ยังทำชั่วอยู่

ทั้งที่รู้ดีรู้ชั่วแต่ยังทำชั่วนั้นท่านจะติโทษพระเจ้า

กล่าวหาด้วยวาจาสามหาวว่าพระเจ้าชั่วไม่ได้

เพราะคนที่รู้ว่าสิ่งนั้นคือชั่วแต่ยังทำชั่วนั้นกันอยู่

น่าจะกล่าวว่าคนนั้น “โคตรชั่ว” ยิ่งกว่าไหมล่ะ


2.ไม่ต่างจากพ่อแม่ของพวกท่าน

หรือตัวท่านเองที่เป็นพ่อแม่ของลูกหลาน

มีใครอยากให้ลูกหลานเป็นคนชั่วกันบ้างล่ะ

ไม่มีหรอกท่านที่อยากให้ลูกหลานเป็นคนชั่ว


ถ้าลูกหลานของท่านประพฤติชั่ว

ทำไมไม่ติโทษตัวเองผู้ที่เป็นพ่อแม่ว่า

ใยไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานของตนให้ดีบ้างล่ะ

เพราะเหตุว่าพ่อแม่เลี้ยงตัวของลูกให้เติบโตได้

แต่เลี้ยงจิตใจลูกให้มีจิตใสใจสวยได้ง่ายหรือ

มันไม่ง่ายเลยจริงหรือไม่ล่ะ


3.พระเจ้าทรงยอมให้สังคมมนุษย์มีทั้งดีและชั่ว

เพื่อให้มนุษย์ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกันนั่นแหละ

จะได้เรียนรู้ด้วยตนเองกันได้ว่าไหนดีไหนชั่ว


ถ้าไม่ยอมให้โลกมนุษย์นี้มีชั่วให้เห็น

มนุษย์ก็จะมั่นใจไม่ได้ว่าดีนั้นเป็นแบบไหน

ไม่อาจมั่นใจได้ว่าที่ดีนั้นต้องเป็นอย่างไร

คนสอนธรรมปากมอมจงสำรวมตนเอาไว้ด้วย

ขอถามว่าถ้าลูกชั่วจะโทษพ่อแม่ของลูกงั้นหรือ

ทั้งๆที่ลูกก็โตมาจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วนั่นน่ะ


นอกจากนั้นตาหูจมูกปากและจิตปัญญา

พระเจ้าทรงออกแบบเอาไว้ให้แม่สร้างให้ลูกใช้

ทุกคนต่างล้วนมีกันอยู่ครบถ้วนไม่มีชิ้นใดพิการ

เสียอย่างเดียวคือพวกมันทั้งหกขาดการพัฒนา

เพราะว่ามัวปฏิบัติธรรมด้วยการปิดอายตนะไว้

แถมยังดิ้นรนเข้าป่าปลีกวิเวกกันอีกต่างหาก


พระคัมภีร์ธรรมก็ไม่อ่านพระธรรมเทศนาก็ไม่ฟัง

แสวงหาแต่นักธรรมนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงเป็นครู

จนหลงทางนิพพานไปสู่สวรรค์มายากันหมด

เพราะแม้จะมีศาสนามีธรรมะแต่ด้อยสติปัญญา

จึงถูกคนนำทางตาบอดชักใบให้เรือเสีย


4.พระเจ้าหรือพระบิดาแห่งจิตวิญญาณนั้น

ทรงเป็นศูนย์รวมของแก่นแท้ของความว่าง

ที่ใช้กำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งที่มีอัตตาได้


ทุกสิ่งที่ทรงสร้างจึงมีแก่นแท้เป็นพลังงาน

พลังงานมี 2 ประเภท คือ


ประเภทแรก คือ #กล่องพลังงาน

ซึ่งเป็นกล่องได้ก็เพราะสมดุลในตนเองแล้ว

ตัวอย่างคือ “จิตวิญญาณ” ผู้ขันอาสามาเกิด

เป็นตัวตนแก่นแท้ของมนุษย์นั่นแหละ


ประเภทสอง คือ #กลุ่มพลังงาน

ซึ่งยังไม่มีความสมดุลในตนเองแต่อย่างใด

จึงต้องอาศัยเปลือกนอกที่เป็นมวลหยาบๆ

เพื่อการดำรงอัตตาตัวตนอยู่ข้างในเท่านั้น


ท่านทั้งหลายและคนสอนธรรมจงรู้ว่า

#พลังงานนั้นเป็นคลื่นความถี่

#ดีชั่วเป็นสิ่งที่ถูกสมมุติขึ้น


จิตที่สั่นสะเทือนเป็น #คลื่นความถี่ต่ำ นั้น

เป็นคลื่นหยาบๆพวกกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

ถ้าใครใช้คลื่นความถี่ต่ำ ๆนี้แสดงพฤติกรรม

จะถูกสมมุติว่าเขากำลังเป็นผู้ประพฤติชั่วอยู่

เช่นใช้โลภะ โทสะ โมหะ ขับเคลื่อนเป็นต้น


จิตที่สั่นสะเทือนเป็น #คลื่นความถี่สูง นั้น

เป็นคลื่นที่หยาบน้อยกว่าคือละเอียดมากกว่า

เช่นอดทนอดกลั้นให้อภัยเมตตากรุณามุทิตา

จนถึงขั้นความถี่ของจิตระดับสูงสุดคืออุเบกขา

ผู้สั่นสะเทือนจิตในย่านความถี่สูงเหล่านี้

จะถูกสมมุติว่าเขากำลังเป็นผู้ประพฤติดีอยู่


ท่านจะเห็นได้ว่าคำว่า “คลื่นความถี่” นั้น

มันมิใช่เป็นแบบ “เส้นตรง” เหมือนไม้บรรทัด

แต่มันจะเป็นคลื่นลักษณะเส้นโค้งขึ้นๆลงๆ

โดยคลื่นความถี่ต่ำนั้นจะเป็นคลื่นหยาบๆ

แต่คลื่นความถี่สูงนั้นจะเป็นคลื่นละเอียดกว่า

ถ้าความถี่สูงมากคลื่นนั้นจะกลายเป็นเส้นตรง

โดยก่อนจะเป็นคลื่นความถี่สูงได้นั้น

มันจะต้องเริ่มด้วยการเป็นคลื่นความถี่ต่ำก่อน


ดังนั้น

คลื่นความถี่ต่ำจำพวกกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

จึงจะเกิดขึ้นในจิตหยาบของมนุษย์ก่อนเสมอ

คนส่วนใหญ่จึงทำผิดคิดชั่วกันได้ง่ายกว่า

ต่อเมื่อเติบใหญ่ขึ้นปัญญามากขึ้นฉลาดมากขึ้น

จึงค่อยเรียนรู้ที่จะทำดีละเว้นการทำชั่วกันต่อไป

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ใช้สติเพื่อการตื่นรู้เอาไว้

จะได้ไม่ตกเป็นทาสกิเลสตัณหาย่านความถี่ต่ำ

จนยกจิตเป็นคลื่นความถี่สูงแบบรักเพื่อให้ไม่ได้


เราจะถามพวกท่านว่าถ้าความจริงเป็นเช่นนี้

การที่คนสอนธรรมก้าวล่วงพระเจ้าว่า “ชั่ว”

เพราะว่าพระองค์ทรงสร้างความชั่วขึ้นมานั้น

ท่านว่ามันยุติธรรมต่อพระองค์หรือไม่ล่ะ?

ไม่ก็คนสอนธรรมนั้นโชว์โง่ออกมาเองกันแน่?


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

2/06/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้