กระตุ้นพลังแห่งการเรียนรู้












คลิปภาพ : วัตถุบนท้องฟ้า

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
หน้าที่สำคัญของมนุษย์โลกเสรีเช่นท่านนั้น
ทุกลมหายใจเข้าออกในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ
ก็คือ "การเรียนรู้" นั่นเอง

โดยท่านทั้งหลาย
จะต้องใช้กลไกอายตนะภายนอกทั้งห้า
ทำงานร่วมกันกับจิตและสมอง
เพื่อการเรียนรู้สรรพสิ่งและสถานการณ์รายรอบตัวท่าน
ตลอดวันยันค่ำจากยามตื่นจนกว่าจะถึงยามหลับ
เป้าหมายหลักก็คือเรียนรู้ว่า "อะไรเป็นอะไร"
ท่านจึงต้องมีความสามารถในการใช้อายตนะที่มีอยู่
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสัมผัสรู้ดูเห็น
ทั้งยังจะต้องมีความสามารถทางจิตตปัญญา
ในการเข้าถึงองค์ความรู้บางสิ่ง
ที่กลไกอายตนะทั้งห้าของท่านสัมผัสรู้ดูเห็นไม่ได้
ซึ่งจิตตปัญญานี่แหละเปรียบดั่งตาที่สามล่ะนะ
นอกจากนั้นเมื่อท่านมีความรู้นั้นๆแล้ว
ท่านก็จงอย่าปิดกั้นตนเองไม่เรียนรู้เรื่องนั้นต่อไปอีก
โดยไปหลงยึดติดความรู้นั้นไว้

เพราะท่านอาจเป็นตาบอดคลำช้างกับเขาก็ได้
เนื่องจากช้างทั้งตัวมันมีอวัยวะหลายส่วน
มันมีหลายด้านหลายมุมให้เลือกมองเพื่อเรียนรู้
ท่านจะรู้ว่า "ช้าง" มีรูปลักษณ์อย่างไร
ท่านจึงมองมุมเดียวไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อท่านผ่านการเรียนรู้มามาก
สั่งสมประสบการณ์ความรู้มาเยอะ
เรียนรู้โลกมายาวนานระดับหนึ่ง

ท่านก็จงอย่า "หลงตัวเอง" ว่าเป็นเลิศดั่งน้ำเต็มแก้ว
โดยไม่คิดว่าจะมีอะไรให้ตนต้องเรียนรู้อีกแล้ว
ทั้งเชื่อมั่นว่าความรู้ที่รู้อยู่มันถูกต้องที่สุดแล้ว

สิ่งใดที่ท่านไม่เคยเรียนรู้มาก่อนแบบความรู้ใหม่
ท่านก็จงอย่าปฏิเสธว่าไม่มี ไม่จริง ไม่เชื่อ ไม่ใช่
เพราะความรู้ทั้งหลายในจักรวาลนี้
แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1.ความรู้ที่ท่านเคยอยากรู้ และเรียนรู้มาบ้างแล้ว
2.ความรู้ที่ท่านกำลังอยากรู้อยู่ แต่ยังไม่รู้
3.ความรู้ที่ท่านไม่รู้ว่า ทำไมจะต้องรู้
4.ความรู้ที่ท่านไม่เคยรู้ว่า ท่านน่ะไม่รู้

หากท่านไม่หลงตัวเอง
ท่านจะพบว่ารายรอบตัวท่านในแต่ละวัน
มันเต็มไปด้วยความรู้ 4 ประเภทนี้ทั้งนั้นแหละ
เราจึงจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ท่านจะหยุดการเรียนรู้ไม่ได้หรอก

อันคำกล่าวที่ว่า
"สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น"
"สิบตาเห็นไม่เท่าเอามือคลำดู"

สองประโยคนี้สอนท่านให้เรียนรู้ด้วยอายตนะ
แต่เราจะกล่าวต่อท่านทั้งหลายว่า

ท่านจะต้องใช้ "จิตตปัญญา" ของจิตกับสมอง
เพื่อการเรียนรู้สรรพสิ่งในโลกกว้างนี้ด้วย
เพราะว่า "บางสิ่ง" ที่ท่านมองไม่เห็น
"บางสิ่ง" ที่ท่านทั้งไม่เห็น และไม่ได้ยินเสียง
"บางสิ่ง" ที่ทั้งไม่เห็น ไม่มีเสียง และสัมผัสไม่ได้
คนส่วนใหญ่มักจะปฏิเสธว่าไม่มี
ขณะที่บางสิ่งก็ปรากฏให้เห็นกับตาอยู่โทนโท่
แต่ก็กลับไม่เชื่อสายตาของตัวเองก็มี

ดังนั้น
คนฉลาดจึงต้องไม่ปฏิเสธการเรียนรู้
คนฉลาดจึงต้องฉลาดในการเรียนรู้
คนที่ฉลาดในการเรียนรู้
จึงต้องฉลาดใช้อายตนะและจิตตปัญญา
โดยไม่หลงตัวเองว่าเลิศล้ำแล้วเด็ดขาด
ลองใช้คลิปพิเศษนี้ให้เกิดประโยชน์

เพื่อการเรียนรู้ของท่านสิ
ภาพในคลิปคงจะกระตุ้นพลังแห่งการเรียนรู้
ของท่านทั้งหลายได้บ้างไม่มากก็น้อย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
6-07-2016


ไม่พบพระสุริยะมีจุดดำ (Sun Spots) มานาน15 วัน


นาซ่าตรวจพบว่า
จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 นี้
ไม่พบว่าพระสุริยะมีจุดดำ (Sun Spots)
มานาน15 วันติดต่อกันแล้ว
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีจุดดำเกิดขึ้น
และส่งโซล่าแฟลร์หรือพายุสุริยะมายังโลก
เข้มข้นมากบ้างน้อยบ้างอย่างต่อเนื่อง

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า...

เดิมทีนั้นทีมช่างเท็คนิกได้ใช้วิธีส่งพลังงานจากพระสุริยะ
เข้ามากระตุ้นชีพจรของโลกในแกนโลก
เพื่อให้ดาวโลกดวงนี้มีอัตราการเต้นหรือการสั่นสะเทือน
ตรงจิตสำนึกที่แกนโลกเป็นปกติแบบเฉียบพลัน
อันมีสาเหตุมาจาก "มนุษย์โลก" ส่วนใหญ่ไม่รักกัน
เพราะว่ามนุษย์พากันสั่นสะเทือนจิตสำนึก
ด้วยจิตไร้สำนึกกันมากขึ้นนั่นเอง

จิตสำนึกมนุษย์โลกโดยรวมจึงตกต่ำลงหรือดิ่งลง
จนยังผลให้จิตสำนึกของโลกหรือชีพจรของโลก
อันหมายถึงการระเบิดของอะตอมของธาตุออกซิเจน
ที่ติดตั้งอยู่ในแกนโลกมีอัตราการระเบิดไม่สม่ำเสมอ
เปรียบได้ดั่งชีพจรของพวกท่านเต้นช้าลง
เหมือนคนใกล้ขาดใจตายนั่นแหละ
ก็ต้องใช้วิธีที่สะดวกรวดเร็วที่สุดในการช่วยชีวิต
นั่นคือ การกระตุ้นหัวใจด้วยการใช้ไฟฟ้าช้อต

ดาวเคราะห์โลกดวงนี้ที่ผ่านมา
ก็ถูก "กระตุ้น" ให้กระตุก
ด้วยปฏิบัติการแบบเดียวกัน
ที่พวกท่านและนาซ่าแลไม่เห็นจุดดำมา 15 วันแล้วนั้น

มิได้หมายความว่า
จุดดำหรือจุดดับบนผิวพระสุริยะไม่มี
แท้จริงแล้วยังมีอยู่ครบ 6 จุดเหมือนเดิม ไม่มีไม่ได้

เพียงแต่จุดดำปกตินั้นเป็นจุดที่เล็กมาก
ซึ่งกระจายอยู่รายรอบพื้นผิวดวงอาทิตย์

เดิมจุดดำที่ท่านเห็นจากกล้องโทรทัศน์ที่ถ่ายไว้ได้นั้น
เป็น "จุดดำที่ไม่ปกติ" เป็นจุดดำพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น
ในปฏิบัติการทางเท็คนิกเพื่อการชำระระบบโลก
จุดดำหรือจุดดับสีดำๆก็คือพิกัดที่
ถูกทำให้เกิดการระเบิดรุนแรงบนพื้นผิวดวงอาทิตย์

เนื่องจากดวงอาทิตย์มีองค์ประกอบหลักเป็นก๊าซเหลว
เมื่อระเบิดก็จะมีลักษณะเป็นคลื่นวงกลม
กระจายตัวออกทุกทิศทางจากจุดที่ระเบิดนั่น
คล้ายดั่งโยนก้อนหินลงไปในน้ำนั่นแหละนะ
แต่เพราะระเบิดออกมาจากข้างในสู่พื้นผิวภายนอก
มันจึงเกิดเป็นหลุมกลมๆขนาดยักษ์ลึกลงไปข้างใน
เมื่อท่านบันทึกภาพจากระยะไกลก็จะเห็นเป็นจุดสีดำ


บัดนี้...
การกระตุ้นชีพจรโลกแบบเฉียบพลันผ่านไปแล้ว
บนพื้นผิวดวงอาทิตย์ก็จะปรากฏจุดดำ
ไปตามปกติที่เคยเป็นอยู่เห็นอยู่กันต่อไป
ทีมช่างเท็คนิกอีกทีมหนึ่งได้เดินทางเข้ามา
ปฏิบัติการ "กระตุ้น" ชีพจรโลกอยู่ในระบบแล้ว
ดังท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นได้จาก
ดาวโลกเกิดเหตุแผ่นดินไหวหนักบ้างเบาบ้าง
ให้รับรู้รับทราบกันอยู่ทุกวัน (เราเน้นว่า "ทุกวัน")
โดยสั่นทั้งวันทั้งคืน สั่นไปในหลายๆที่แม้ในมหาสมุทร
รวมทั้งปรากฏการณ์ภูเขาไฟเก่าๆพากันปะทุไปทั่ว
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นมายาของปฏิบัติการ
ซึ่งทีมช่างเท็คนิกกระทำต่อแกนโลกทั้งสิ้น
ต่อเมื่อช่างเท็คนิกเอาไม่อยู่

พระสุริยะเทพก็คงจะต้องใช้พลังงานมากอีกครั้ง
เพื่อที่จะหาทางค้ำจุนดาวโลกดวงนี้ไว้ให้ได้
เราจึงจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เร่งฝึกการครอง "มหาสติ" มีปณิธานแห่งนิพพาน
ด้วยการ "ไม่เดินถ่างขา" กันอยู่อีกต่อไป
หันมาเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติตน
ตามมรรควิถีแห่งจิตจักรวาลเพื่อการหลุดพ้น
บนเส้นทางฆราวาสในบทบาทนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง
เพื่อการปิดยุคพลังงานเก่าร่วมกันอย่างสวยงามเถิด
เวลาแหงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่นั้น
เหลือน้อยเต็มทีแล้วล่ะท่าน...

เราสื่อถ่ายทอดพระโอวาทเหล่านี้
มาจากพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
ด้วยความรักและปรารถนาดีอย่างสุดซึ้ง

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
5-07-2016

จงอย่าทำความดีงาม เพื่อให้คนสรรเสริญ


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

จงอย่าทำความดีงามใดๆเพื่ออวดคนอื่นๆ
จงอย่าทำความดีงามใดๆเพื่อหวังเอาหน้า
จงอย่าทำความดีงามใดๆเพื่อหวังคำสรรเสริญ
จงอย่าทำความดีงามใดๆเพื่อหวังสิ่งตอบแทน

ท่านจะมิได้รับบำเหน็จรางวัลใดๆจากพระบิดา
เพราะท่านได้รับบำเหน็จรางวัลตามที่หวังนั้นไปแล้ว

บำเหน็จรางวัลที่ท่านหวังจากการกระทำกรรมดีนั้น
เป็นผลของการกระทำในมิติโลกทางกายภาพ
ที่ตัวท่านเป็นผู้กำหนดมันขึ้นมาเอง
ด้วยจิตหยาบและจิตวิญญาณของท่าน
โดยจิตทั้งสองจะสั่นสะเทือนร่วมกันในสองมิติ
เพื่อให้บำเหน็จรางวัลนั้นแก่การกระทำของตัวเอง

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
การกระทำความดีงามแล้วร้องขอสิ่งตอบแทนดั่งนี้
เป็นการประพฤติดีปฏิบัติชอบที่ไม่ถูกต้อง
เพราะท่านได้ก้าวล่วงกระบวนการของ "พระเจ้า"
ด้วยการแทรกแซงภารกิจแห่งองค์จิตจักรวาล

จนยังความ "เสียหาย" ต่อสมดุลแห่งจักรวาล
จนสร้างความ "เสียประโยชน์" ทั้งหมดทั้งมวล
ต่อจิตวิญญาณของตัวท่านเอง
เสมือนหนึ่งท่าน "ปฏิเสธ" บำเหน็จจากพระองค์โดยแท้

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

ท่านจักต้องรู้ว่าการสั่นสะเทือนทางจิตสาม (สำ) นึก
จนเกิดเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดต้องการที่จะทำดีใดๆ
แล้วถูกขับเคลื่อนออกมาทางกายกรรม-วจีกรรมนั้น

ถ้าจิตมนุษย์ของท่านไปใส่รหัสผลลัพธ์ที่ต้องการไว้
จิตวิญญาณของท่านโดย "จิตใต้สำนึก"
ก็จะสั่นสะเทือนไปตามความต้องการของจิตสำนึก
เพื่อใช้ "พลังทางจิตวิญญาณ" ไปเหนี่ยวรั้งดึงดูด
สิ่งที่ท่านวาดหวังมาเป็น "บำเหน็จ" แก่ท่านเสมอ
ซึ่งมีทั้งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างปะปนกันไป

แต่ถ้าท่าน "สั่นสะเทือน" จิตสำนึกของท่าน
เพื่อการแสดงออกหรือกระทำความดีงามใดๆในชีวิต
โดยไม่ใส่รหัสความต้องการในบำเหน็จเอาไว้
"จิตใต้สำนึก" ก็จะสั่นสะเทือนไปตาม "จิตสำนึก"
เพื่อให้เกิดการกระทำในมิติของจักรวาล
คู่ขนานไปกับการสั่นสะเทือนในมิติโลกได้อย่างเสรี

สายธารแห่งคลื่นพลังงานจากจิตใต้สำนึกที่ดีงามนั้น
ก็จะถูกเหวี่ยงออกมาจากแก่นแท้สู่ภายนอก
แล้วเคลื่อนตัวผ่านสนามพลังงานที่อยู่รายรอบ
เพื่อเดินทางไกลไปกราบถวายรายงานต่อพระบิดา
ซึ่งทรงประทับอยู่ ณ จุดศูนย์กลางจักรวาลสากล

พระองค์ก็จะทรงพิจารณาความดีความชอบของท่าน
เพื่อประทานบำเหน็จรางวัลอันเหมาะสมมาให้เอง
โดยที่ตัวท่านไม่จำเป็นจะต้องร้องขอเลย

เพราะทุกสรรพสิ่งในจักรวาลอันไพศาลนี้
รวมทั้งมนุษย์ทุกคนบนโลกเสรีนี้ด้วย
ล้วนถูกกำหนดติดตั้งให้มีการเชื่อมโยงเอาไว้
กับจุดศูนย์กลางของจักรวาลสากล
อันเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง
ซึ่งตัวเราถวายพระนามแก่พระองค์ว่า "พระเจ้า" นั่นเอง

ดังนั้น
ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้เอาไว้ว่า
ถ้าท่านทำความดีงามใดๆแล้วร้องขอสิ่งตอบแทน
มันก็คือการกำหนด "บำเหน็จ" ที่ตนต้องการ
ให้จิตวิญญาณของท่านใช้ "พลังจิตใต้สำนึก"
ไปเที่ยวน้อมนำสิ่งนั้นๆมาให้ท่านเอง
ซึ่งเป็นการแทรกแซงกระบวนการของพระเจ้า

การทำดีเพื่อหวังเอาหน้า หวังให้ผู้คนสรรเสริญ
การทำทานแล้วอธิษฐานขอสิ่งตอบแทนทุกครั้งที่ทำ
ท่านจะมิอาจรับบำเหน็จจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้
เพราะท่านสั่งการให้จิตวิญญาณตนเอง
ใช้พลังจิตใต้สำนึกตอบสนองความต้องการให้แล้ว
พลังจิตใต้สำนึกจึงสูญเปลืองไปอย่างไม่สมค่า

เพียงแค่ท่านได้หน้าได้ตาได้คำสรรเสริญเยินยอ
เพียงแค่ท่านได้ประโยชน์โภชน์ผลตอบแทน
ตามที่คิดต้องการหรือตามที่อธิษฐานร้องขอ
ก็ล้วนแต่เป็นการให้ "บำเหน็จ" แก่ตนเอง
จากการทำความดีงามทุกครั้งในภพชาติปัจจุบัน
อันเป็นประโยชน์ต่อกายสังขารที่รอวันตายเท่านั้น

จงระลึกเอาไว้เสมอว่าในมิติโลกของท่านนั้น
หากท่านกระทำความดีงามเมื่อไหร่
ท่านก็จะได้รับสิ่งดีงามตอบแทนอยู่แล้ว
ไม่ช้าก็เร็ว ไม่มากก็น้อย
แล้วท่านจะกำหนดบำเหน็จรางวัลให้ตนเองอีกทำไม

เมื่อทำดีทำทานทุกครั้ง
ท่านก็ได้รับสิ่งดีตอบแทนกันอยู่แล้ว
ใยจึงมิยอมให้จิตวิญญาณของท่าน
ใช้พลังจิตใต้สำนึกไปกราบพระบาทพระบิดา
เพื่อรับประทานบำเหน็จจากพระหัตถ์ของพระองค์
มาเติมเต็มพลังอำนาจทางวิญญาณของท่านไว้
เพื่อใช้เป็น "เสบียงพลัง" ที่จะนำพาแก่นแท้
สู่การหลุดพ้นหรือนิพพานในชาตินี้ล่ะ

เราบอกความจริงแก่ท่านแล้วว่า
จงอย่าแทรกแซงพระภารกิจแห่งพระเจ้า
อย่าทำความดีงามเพื่ออวดคนอื่น
จงทำดีเพราะรู้ว่าดี
จงมีความปีติยินดีในความดีที่กระทำนั้นก็พอแล้ว

เรายังมีเรื่อง "จิตใต้สำนึก" มากล่าวต่อท่านอีก
ท่านใดปรารถนาเรียนรู้ต่อเนื่อง
ก็จงให้เกียรติเรา "ชูมือ" อันสง่าของท่านอีกครั้ง!!!

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
27-06-2016