พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อผีโสโครกไม่รู้ว่า
พระเจ้าหรือพระผู้สร้างเป็นใคร
อีกทั้งยังรู้ด้วยว่ามนุษย์โลกเองส่วนใหญ่ก็ไม่รู้
ส่วนใหญ่มนุษย์จะเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง
ผ่านพระศาสดาที่เป็นพระบุตรเอกเท่านั้น
ความรู้เรื่องพระเจ้าหรือพระผู้สร้าง
ได้จากการ “เชื่อตาม” พระบุตรเอกในยุคนั้น
ที่เชื่อตามเพราะศรัทธาในตัวตนพระศาสดา
มิได้เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงด้วยหลักแห่งเหตุผล
บางคนจึงเชื่อว่าพระศาสดาเป็นพระเจ้าไปก็มี
ทั้งที่ความจริงแล้วพระศาสดานั้นมิใช่พระเจ้า
เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างเอกภพ
ทรงเป็นผู้กำหนดสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมา
เพื่อทรงเรียนรู้ว่าพระองค์จะทำสิ่งใดได้บ้าง
ภารกิจหลักหนึ่งในสรรพสิ่งที่ทรงกำหนดสร้าง
ก็คือ “คนสองมิติ” ที่มีนามเรียกว่า “มนุษย์”
ในมนุษย์แต่ละรูปธรรมนั้นจะมีสองภาคส่วน
มิติแรกจะเป็นตัวตนแก่นแท้ก็คือจิตวิญญาณ
อยู่ในสภาพกล่องพลังงานที่สมดุลอยู่ในตนเอง
มิติที่สองนั้นจะมีกายสังขารที่เป็นเปลือกนอก
มีกลุ่มของจิตหยาบหรือจิตสามนึกทำการแทน
เพื่อขับเคลื่อนพฤติกรรมทางกายภาพต่างๆ
ขณะได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นมนุษย์
ดังนั้น
ถ้าพระบุตรเอกเป็นพระศาสดาผู้มาจากพระเจ้า
รับพระบัญชาให้ข้ามมิติเข้ามาจุติในระบบโลก
พระบุตรเอกก็ทรงเป็นผู้มีสองมิติเช่นเดียวกัน
นั่นคือพระองค์ก็ทรงถูกเรียกว่า “มนุษย์” ด้วย
พระองค์จะทรงกลายเป็นพระเจ้าเสียเองไม่ได้
เป็นได้แค่เพียง “ตัวแทน” ของพระเจ้าเท่านั้น
เมื่อจิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ของท่าน
ข้ามมิติมาเกิดเป็นคนสองมิติเพื่อเป็นมนุษย์นั้น
จิตวิญญาณพวกท่านจะแบ่งภาคตนเองออกมา
เป็นกลุ่มพลังงานเริ่มต้นที่เรียกว่า “จิตหยาบ”
โดยจิตหยาบนี้เป็นกลุ่มพลังงานที่ยังไม่สมดุล
แต่มีหน้าที่สั่นสะเทือนตนเองด้วย “จิตสามนึก”
เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น
ที่เราเรียกว่า “หมุนธรรมจักร” ด้วยรักเพื่อให้
ขณะอยู่ในครรภ์มารดาความรักเพื่อให้
ที่จะกระตุ้นจิตหยาบหรือจิตสามนึกของท่านได้
จะได้จากมารดาและบิดาของท่านเป็นหลัก
เป็นความรักจากสัญชาตญาณในการเป็นพ่อแม่
ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่รู้ว่าแม่ตั้งครรภ์นั่นแหละ
จากเดิมกลุ่มจิตหยาบของผู้มาเกิดใหม่
ที่เป็นแค่ “กลุ่มพลังงาน” ที่ยังไม่สมดุลนั้น
ยังไม่มีรูปธรรมที่เป็นรูปทรงเรขาคณิตเลย
เพราะเป็นแค่คลื่นพลังงานเท่านั้นเอง
จิตหยาบของผู้มาเกิดจึงมีเพียง “ศูนย์มิติ”
เพราะมารดากับบิดาและจิตวิญญาณผู้มาเกิด
ส่งพลังงานความรักเพื่อให้หรือรักบริสุทธิ์
กระตุ้นจิตหยาบของผู้มาเกิดอย่างต่อเนื่อง
จึงยังผลให้กลุ่มจิตหยาบยกระดับจาก 0D-3D
หรือเป็นรูปทรงเรขาคณิตสามเหลี่ยมมุมขึ้นได้
ซึ่งจัดเป็นความสมดุลได้ในระดับหนึ่ง
หากเขียนเป็นสัญลักษณ์ 3D หรือรูปสามมิติ
ก็จะเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าที่อยู่ในวงกลม
โดยมุมทั้งสามของรูปสามเหลี่ยมด้านเท่านั้น
จะตั้งอยู่บนเส้นรอบวงของวงกลมวงเดียวกัน
ที่มาของรูปสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้
ได้จากการที่กลุ่มจิตหยาบของผู้มาเกิดใหม่
สามารถยกระดับแรงสั่นสะเทือนเคลื่อนไหล
ด้วยคลื่นความถี่ด้านบวกที่เป็นรักบริสุทธิ์ได้
โดยสามารถเคลื่อนไหลไปทั่วกายหยาบได้
หมุนวนครบ 1 รอบใช้เวลาแค่เพียง 3 วินาที
เพราะว่าจิตหยาบของผู้มาเกิดใหม่
สั่นสะเทือนเคลื่อนไหลกันอยู่ในเลือดหยดแรก
พระเจ้าจึงทรงเลือกใช้สัญลักษณ์เป็นรูปวงกลม
โดยทิศทางการสั่นสะเทือนของคลื่นพลังงาน
จะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่าดังกล่าว
เมื่อเวลาโลกผ่านไปนานราว 9 เดือน
นับจากวันแรกที่จิตวิญญาณผู้มาใหม่ปฏิสนธิ
จิตหยาบที่สามารถยกระดับจนเข้าถึง 3 มิติได้
จะถักทอกายหยาบของผู้มาใหม่จนเป็นทารก
โดยมีความกว้าง ยาวและความหนารวม 3 มิติ
ปรากฏเกิดขึ้นภายใน “มดลูก” ของมารดานั้น
ในที่สุดทารกน้อยคนนั้นก็คลอดออกมาสู่โลก
แม้ทารกจะคลอดออกมาแล้วก็ตาม
แต่ยังต้องคนตนเองให้เป็นมนุษย์อยู่ต่อไปอีก
เพราะเป้าหมายสูงสุดคือมาเกิดเพื่อเป็นมนุษย์
นั่นคือจะต้องยกระดับจิตหยาบให้เข้าถึง 6 มิติ
เพื่อเป็นกล่องพลังงานที่สมดุลอยู่ในตนเอง
แบบเดียวกับที่จิตวิญญาณแก่นแท้เป็นอยู่
ซึ่งจิตวิญญาณผู้มาเกิดก็มี 6 เหลี่ยมมุมเช่นกัน
มายาที่เป็นรูปธรรมของจิตหยาบ
ที่สามารถเข้าถึง 6Dได้คือมีหกเหลี่ยมมุมแล้ว
จะเป็นภาพสามเหลี่ยมด้านเท่าจำนวนสองรูป
ที่ดำรงคงอยู่ภายในวงกลมวงเดียวกัน
โดยมุมของสามหลี่ยมทั้งหกมุมดังกล่าวนี้
จะต้องตั้งอยู่บนวงกลมวงเดียวกันเท่านั้น
สิ่งที่เรากล่าวมาพอสังเขปนี้
เพื่อจะอธิบายให้พวกท่านรู้ว่าจำนวนมิติ
คือจำนวนเหลี่ยมมุมของจิตหยาบนั้น
กระบวนการนี้มันจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่แรกปฏิสนธิ
ที่ไม่ต้องมีใครควบคุมมันแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ทุกสิ่งจะเป็นไปตามที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้
ลักษณะที่ว่า “มันต้องเป็นของมันเช่นนั้นเอง”
กระบวนการที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นอัตโนมัตินี้
เราจะเรียกมันว่าเป็น วิวัฒนาการ ของทารก
ที่แตกต่างจากอีกคำหนึ่งซึ่งคู่ควรเรียนรู้เช่นกัน
นั่นคือคำว่า พัฒนาการ ไงล่ะ
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล
โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
8/03/2569