พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
แสงสว่างจะปรากฏไม่ได้ถ้าไม่มีความมืด
ในการมาเกิดเป็นรูปธรรมของ “คนสองมิติ”
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระบบไฟฟ้าภายในตนเองนี้
ในเซลล์ทุกเซลล์ของอวัยวะทุกชิ้นทั่วร่างกาย
จะมีขั้วต่างทางไฟฟ้าเรียกว่ากลไก ดิจิทัลลิส
ติดตั้งอยู่ในนิวคลิโอไทด์คู่ซ้ายของทุกๆเซลล์
โดยมันจะเชื่อมต่อกันอยู่ง่ายๆแบบ “อนุกรม”
เมื่อโลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองไปอย่างต่อเนื่อง
มนุษย์แต่ละคนจะถูกโลกพาหมุนตามไปด้วย
โลกทั้งระบบมีสนามแม่เหล็กปกคลุมหุ้มห่ออยู่
สังขารร่างกายของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยดิจิทัลลิส
จำนวนนับล้านชุดซึ่งพระเจ้าทรงติดตั้งเอาไว้ให้
จะเหวี่ยงหมุนตัดผ่านสนามแม่เหล็กโลกไปด้วย
ยังผลให้เซลล์ร่างกายและอวัยวะภายในทุกชิ้น
มีกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำเกิดขึ้นมาได้
นี่คือความจริงที่มนุษย์ทั้งโลกยังไม่รู้ว่า
กระแสไฟฟ้าในสังขารร่างกายของตนนั้น
มันมาจากไหนและมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
เป็นความจริงที่มนุษย์ทั้งโลกยังไม่รู้ด้วยว่า
อำนาจแม่เหล็กโลกสำคัญต่อทุกชีวิตอย่างไร
การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอำนาจแม่เหล็กโลก
มีอิทธิพลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆอย่างไร
ดังนั้น
การปลีกวิเวกถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด
แล้วนั่งกรรมฐานสมาธิด้วยการปิดอายตนะไว้
ไม่ยอมรับรู้เพื่อการเรียนรู้สิ่งเร้าภายนอกเลย
เพราะกลัวว่าสิ่งเร้าจะทำให้จิตใจไม่สุขสงบนั้น
โดยไม่รู้ว่าตนนั้นเข้าใจผิดในเรื่องของทุกข์อยู่
เนื่องจากถูกหลอกให้เข้าใจผิดเรื่องไตรลักษณ์
ซึ่งเป็นอาการตามปกติธรรมชาติของจิตมนุษย์
ที่มันจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาถ้าเกิดผัสสะ
นั่นคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้ว ดับสลายไป
ถ้าท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใหม่ผ่านอายตนะทั้งห้า
กระบวนการรับรู้ตามกฎแห่งไตรลักษณ์ดังกล่าว
มันจะเปลี่ยนไปจากสิ่งเร้าเดิมเป็นสิ่งเร้าตัวใหม่
การเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไปก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก
เมื่อจิตมนุษย์ถูกกระตุ้นให้เกิดอาการเช่นว่านี้
ก่อนที่อาการของจิตในปัจจุบันขณะจะดับหาย
จิตของท่านมันจะทนไม่ได้หรือทนนิ่งไม่ไหว
เพราะพระบิดาหรือพระเจ้าทรงออกแบบเอาไว้
โดยกำหนดให้ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวรับใช้
เพื่อสั่นสะเทือนด้วยอาการของจิตนั้น
ให้มันปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอก
เพราะจิตหยาบหรือจิตปัจจุบันนั้นมันทนได้ยาก
ไม่ต่างจากปวดหนักปวดเบาจนกลั้นแทบไม่ได้
หลายคนจึงแสดงอาการกระวนกระวายให้เห็น
ขณะบางคนทนไม่ไหวถึงกับปล่อยเรี่ยราดก็มี
เรื่องจิตเป็นนายกายเป็นบ่าวมันเป็นฉะนี้นี่เอง
การจะเรียนรู้ว่าท่านจะปฏิบัติธรรม
ตามหลักธรรมคำสอนทางศาสนาอย่างเดียว
จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้จิตวิญญาณของท่าน
ประสบความสำเร็จในการมาเกิดเป็นมนุษย์
โดยจะต้องแสดงบทบาทของ “คนสองมิติ” ได้
ถ้าท่านยังไม่รู้และไม่เข้าใจว่า
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลกนั้น
ประโยคศักดิ์สิทธิ์นี้หมายความว่าอย่างไร?
จะปฏิบัติตามประโยคศักดิ์สิทธิ์นี้ได้อย่างไร?
ท่านจะขี้ตู่ว่าตนเองเป็นผู้บรรลุธรรมก็ยังไม่ได้
พวกท่านจะ “หลงทางหลงทำ” กันอยู่อย่างนั้น
พฤติกรรมการหลงทาง
คือการปฏิบัติธรรมเพื่อนำพาตนเอง
เลี่ยงหนีความทุกข์ไปอยู่บนสวรรค์มายา
โดยไม่รู้ว่าสวรรค์มายานั้นมันไม่ได้มีอยู่จริง
เพราะพระบิดาหรือพระเจ้ามิได้ทรงสร้างขึ้นไว้
เพื่อให้จิตวิญญาณพวกท่านขึ้นไปอยู่อาศัย
พระองค์ไม่มีหน้าที่อะไรให้ใครขึ้นไปเกิดที่นั่น
พวกท่านล้วนถูกหลอกโดยผีโสโครกทั้งนั้น
พฤติกรรมการหลงทำ
คือการปฏิบัติธรรมเพื่อตัวเองมิใช่เพื่อโลก
ลักษณะทำบุญเบื้องล่างเอาไปสร้างเบื้องบน
ทำบุญหลายๆหนเพื่อให้ได้บุญกุศลหลายครั้ง
ในลักษณะของการทำบุญเป็นแบบเห็นแก่ตัว
ยังผลให้คำว่า “โลก” ที่พระพุทธเจ้าหมายถึง
มันเบือนบิดผิดเพี้ยนไปจนหมดสิ้นมาตลอด
เพราะคำว่า “โลก” คำเดียวสั้นๆนั้น
มีความหมายแท้จริงที่ท่านจะต้องรู้ดังนี้ คือ
1.โลก คือ ดาวเคราะห์ดวงที่ท่านเหยียบยืน
โดยพวกท่านจะต้องใช้ความรักความเมตตา
ที่จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านถือติดตัวเข้ามา
จากแดนสุญตาที่เป็นพระนิเวศน์ของพระเจ้า
เพื่อเอามามอบให้ “โลก” นั่นแหละ
เพราะโลกจะเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้
ต้องใช้ความรักจากจิตมนุษย์ผ่าน “ขันธ์ห้า”
ผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กในรูปของพลังจิต
แล้วเหวี่ยงออกมาจุดระเบิดอะตอมที่แกนโลก
ทำให้แกนโลกเกิดการบิดตัวอย่างต่อเนื่อง
จนโลกหมุนรอบตัวเองได้ในที่สุด
2.โลก คือ โลกภายในของตัวท่านเอง
อันประกอบด้วยองค์สาม คือ จิตหยาบ
กายหยาบ และ จิตวิญญาณ ผู้เป็นแก่นแท้
เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์คือตัวท่านแต่ละคน
สั่นสะเทือนจิตสามนึกให้เกิดขันธ์ห้าด้วยเมตตา
จะทำให้องค์สามนั้นสั่นสะเทือนร่วมกันขึ้นมาได้
ถ้าสั่นสะเทือนต่อเนื่องและสั่นเป็นประจำเข้าไว้
แรงสั่นสะเทือนนั้นจะถูกยกระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ
จนทำให้จิตหยาบที่เดิมเป็นแค่ กลุ่มพลังงาน
มีความสมดุลจนเกิดเป็น กล่องพลังงาน ได้
จิตหยาบที่ยกระดับตนเองเป็นกล่องพลังงาน
จะมีความสมดุลในตนเองคือมี 6 มิติหรือหกมุม
เท่ากับความสมดุลของจิตวิญญาณที่มีหกมิติ
แสดงว่าท่านผู้นั้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้แล้ว
ที่สำคัญคือตัวท่านพร้อมที่จะหลุดพ้นนิพพาน
คือออกไปจากเอกภพเพื่อคืนสู่แดนสุญตาแล้ว
3.โลก คือ เพื่อนมนุษย์ทุกชาติทุกศาสนา
ผู้ขันอาสามาเกิดเพื่อเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลก
เมื่อใดที่ตัวท่านช่วยให้โลกหมุนรอบตัวเองได้
ทั้งยังช่วยยกระดับโลกภายในตนเองกันได้แล้ว
การหมุนธรรมจักรของท่านกับคนรอบข้าง
ตั้งแต่สามคนขึ้นไปมันจะทำให้เกิดสมการ Σβₓ
ที่นอกจากจะเป็นพลังงานรวมที่ทำให้โลกหมุน
พลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กที่พวกท่านผลิตออกมา
มันยังจะช่วยค้ำจุนสิ่งที่เรียกว่า “องค์สาม”
ของเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆบนพื้นที่ใกล้เคียงกัน
ให้เกิดสมดุลอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มมิติมากขึ้นได้
พระเจ้าทรงออกแบบเอาไว้เช่นว่านี้
เพื่อการันตีว่าพระองค์จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผิดกับมนุษย์ที่ทำบุญสุนทานกันแบบเห็นแก่ตัว
เพราะอยากไปสวรรค์วิมานมายาเพียงคนเดียว
ทั้ง ๆที่รู้ว่าแข่งบุญแข่งวาสนานั้นเป็นไปไม่ได้
แต่ก็ยังขาดสติเพราะโลภจนรั้นที่จะทำกันอยู่
(ยังมีตอนต่อไป)
กราบพระบาทพระบิดาทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
2/03/2569