พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
มนุษย์กับโลกสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว (3)
ในพระโอวาทตอนที่ผ่านมานั้น
เราได้กล่าวถึง #เงื่อนไขสำคัญประการที่สี่ ว่า
มนุษย์ทุกคนจะต้องมีจิตหยาบที่สมดุลสูงสุด
คือมีรูปธรรมเป็นกล่องพลังงานที่มี 6 มิติให้ได้
เพื่อ #เป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณของตน
คำว่า “เป็นหนึ่งเดียวกัน” หมายความว่า
พลังอำนาจการสั่นสะเทือนสูงสุดของจิตหยาบ
จะต้องเท่ากันกับพลังอำนาจของจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ของตนเองแล้วเท่านั้น
ท่านจึงจะพาจิตวิญญาณของท่านหลุดพ้นได้
โดยพลังอำนาจของจิตหยาบและจิตวิญญาณ
จะวัดได้จากจำนวนเหลี่ยมมุมของรูปธรรมนั้น
ถ้ารูปธรรมใดมีจำนวนเหลี่ยมมุมมากกว่า
แสดงว่ารูปธรรมนั้นจะมีพลังอำนาจมากกว่า
ปกติแล้วจิตหยาบหรือจิตสามนึกของมนุษย์นั้น
จะมีจำนวนเหลี่ยมมุมน้อยกว่าของจิตวิญญาณ
เพราะรูปธรรมจิตวิญญาณจะมีพลังอำนาจคงที่
คือมีจำนวนเหลี่ยมมุมเท่ากับหกหรือ6Dตลอด
แต่จิตหยาบนั้นเริ่มจากศูนย์มิติเมื่อแรกปฏิสนธิ
แล้วก้าวหน้ามาเป็น 3D เมื่อแรกคลอดออกมา
จึงมีหน้าที่ต้องพัฒนาให้ถึง “หกมิติ” ให้จงได้
ในภพชาติที่ได้รับโอกาสให้มาเกิดนั้น
กล่าวสั้นๆง่ายๆก็คือ
เมื่อใดที่จิตหยาบหรือจิตสามนึกสั่นสะเทือน
จากการสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดด้วยอายตนะทั้งหก
ที่เป็นกลไกจำพวกตาหูปากจมูกลิ้นกายและจิต
จน #ต่อมไพนีล คือตาที่สามซึ่งเป็นจิตหยาบ
เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเพื่อรับรู้สิ่งเร้านั้นแล้ว
ยังผลให้ #ต่อมพิทูอิทารี ที่จิตวิญญาณตั้งอยู่
ให้สั่นสะเทือนตามคลื่นความถี่บวกนั้นได้ด้วย
เท่ากับว่าทั้งสองจิตเป็นหนึ่งเดียวกันได้แล้ว
เราจะบอกความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ถ้าท่านต้องการมีอายุขัยยืนยาวมากเท่าใด
ในชีวิตประจำวันของตัวท่านเองนั้น
นอกจากต้องกินอยู่หลับนอนกับใช้กายสังขาร
ให้ถูกต้องเหมาะสมดีงามอย่างยิ่งยวดแล้ว
ตลอดวันในแต่ละวันนั้นสภาวะจิตของท่าน
จักต้องเข้าถึงหนึ่งเดียวกันให้ได้มากที่สุดไว้
นั่นคือการหมุนธรรมจักรในตนเองนั่นแหละ
ถ้าท่านหมุนธรรมจักรในตนเองได้แล้ว
สิ่งต้องทำลำดับถัดมาเพื่อความก้าวหน้าก็คือ
ระหว่างเป็นสัตว์สังคมท่านต้องนิยมอุเบกขาไว้
หมายถึงต้องรักษาจิตใจให้สุขสงบไว้ตลอด
ไม่ตกเป็นทาสการถูกยั่วยุหรือถูกเย้ายวน
จนเกิดอาการจิตตกไปจากความสงบเด็ดขาด
ถ้าท่านไม่ไปกังวลเรื่องการถือศีล
โดยเคร่งครัดเคร่งเครียดกันที่จำนวนข้อแล้ว
เพียงแค่ท่านครองมหาสติของพระเจ้าให้ได้
เพื่อผลในการรักษาจิตตนให้เป็น อุเบกขา
ด้วยอำนาจของจิตทั้งสองที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
กับอำนาจของความรักเพื่อให้หลายรูปแบบ
ขณะดำเนินชีวิตร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมไว้
ปฏิบัติทำเพียงเท่านี้ท่านก็เป็นมนุษย์ได้แล้ว
ไม่ว่าจะใช้แนวทางของพุทธคริสต์อิสลาม
ก็บรรลุความต้องการทางจิตวิญญาณได้เสมอ
ไม่ต้องทะเลาะกันว่าศาสนาไหนดีกว่ากัน
ท่านถนัดทำตนแบบไหนก็ใช้แนวทางนั้น
เพราะเส้นทางไปสวรรค์นั้นมิได้มีเส้นทางเดียว
แต่ถ้าเส้นทางกลับบ้านแดนสุญตาที่ลัดตรง
ท่านจะต้องก้าวตามเส้นทางจิตจักรวาลเท่านั้น
เพราะเราเคยกลับบ้านไปและกลับมาใหม่แล้ว
เรายังจำทางกลับบ้านเส้นทางสายนั้นได้ดีอยู่
ใครที่จะกลับบ้านแดนสุญตาจึงต้องมาทางเรา
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
22/03/2569