24 มีนาคม 2569

ธรรมะ ต้องหมายถึง ธรรมชาติ


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ธรรมะต้องหมายถึงธรรมชาติ


จงอย่าไขว้เขวไปตาม “การจูงใจ” ของมาร

ไม่ว่าจะเป็นมารซึ่งลัทธิไหนพวกใดก็ตามแต่

ที่เผยแพร่แนวทางการปฏิบัติธรรมของมนุษย์

ในแบบหลุดโลกหรือ “สุดโต่ง” ที่ทำตามยาก

โดยเน้นเอาผลของการปฏิบัตินั้นมาหลอกล่อ

เพื่อใช้กระตุ้นความอยากที่เป็นกิเลสตัณหา

ให้มันฟุ้งขึ้นมาที่ในจิตหยาบของท่านนั่นแหละ


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

พระพุทธเจ้าและพระศาสดาทุกๆพระองค์นั้น

ทรงเคยแสดงธรรมด้วยการเน้นย้ำเอาไว้แล้วว่า

อุปสรรคปัญหาของการปฏิบัติธรรมของมนุษย์

มิใช่คนใกล้ตัวหรือศัตรูผู้อยู่รอบข้างของท่าน

แท้จริงนั้น #มารตัวใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

มันเร้นอยู่ในจิตหยาบหรือจิตสามนึกของมนุษย์

ไม่จำเป็นต้องมองออกไปหามันที่ข้างนอกเลย

เพราะมารพวกนี้มันอยู่กับจิตหยาบนี่แหละ 


กิเลสตัณหาที่เป็นมารตัวใหญ่ในจิตหยาบนั้น

ถูกมนุษย์แต่ละคนซุกมันเอาไว้อย่างมิดชิด

พอเผลอสติเมื่อไหร่จะงัดมันออกมาเพ่นพ่าน

เที่ยวระรานคนรอบข้างทั้งหลายเขาไปทั่ว

ก่อเวรเกี่ยวกรรมกับคนอื่นอย่างหน้ามืดตามัว

ยังผลให้ไม่อาจใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้

ได้แต่หมุนกรรมจักรอยู่ในสังสารวัฏกันเท่านั้น


พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มนุษย์ #นิพพานกิเลส

เพราะว่าตัว กิเลสเป็นเหตุที่มาแห่งตัณหา

อาจกล่าวว่าความรู้สึกชอบไม่ชอบที่เป็นกิเลส

กิเลสนั้นก็จะนำไปสู่ความอยากไม่อยากต่อไป

ความอยากไม่อยากนี่เองก็คือ #ตัณหา ไงล่ะ


ท่านทั้งหลายจะรู้หรือไม่ว่า

ทำไมจิตหยาบเมื่อเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว

มันจะนำท่านไปสู่สิ่งที่เรียกว่าตัณหาขึ้นมาได้


คำตอบก็คือเพราะว่าเพียงแค่เกิดความรู้สึกนั้น

จิตหยาบของมนุษย์มันยังไม่อาจยึดจับอะไรได้

ตัวมันเองจึงต้องสั่นสะเทือนเป็นความถี่ที่ต่ำลง

ด้วยความรู้สึกที่ต่ำกว่าความชอบหรือไม่ชอบ


นั่นคือ รู้สึกอยาก ที่แปรจากความรู้สึกว่าชอบ

หรือ รู้สึกว่าไม่อยาก ที่แปรจากรู้สึกว่าไม่ชอบ

อันหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า “ตัณหา” นั่นเอง


เพราะผีโสโครกใช้ “คนนำทางตาบอดชรา”

อำพรางคนชอบธรรมที่เป็นนักปฏิบัติธรรม

โดยทำเหมือนผู้ใหญ่หลอก “เด็กไร้เดียงสา”

ให้หลงเชื่อตามจนทำตามเพราะไม่รู้เท่าทันว่า


ถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงต้องนั่งกรรมฐาน

ถ้าไม่นั่งกรรมฐานแสดงว่าท่านมิได้ปฏิบัติธรรม

เพราะนั่งกรรมฐานเท่านั้นสามารถดับอัตตาได้

เมื่อดับอัตตาได้มนุษย์นั้นจะไม่ต้องมาเกิดอีก

แปลว่าท่านผู้นั้นถึง “นิพพาน” กันได้แล้ว


วิธีการแบบนี้เองที่มารชอบนำมาใช้จูงใจมนุษย์

ที่ไม่อยากกลับมาเกิดบนโลกอีกเพราะเบื่อโลก

ลองสังเกตดูก็ได้ว่า “ไม่อยากกลับมาเกิดอีก”

รวมทั้งคำว่า “เพราะเบื่อโลก” ทั้งสองกรณีนี้

มันคือ “กิเลสตัณหา” ใช่ไหมล่ะท่านทั้งหลาย

เป็นการหลอกจูงใจด้วยกิเลสตัณหาแบบเนียนๆ

ทำเอาคนชอบธรรมกลายเป็นเด็กไร้เดียงสาไป

จนพระพุทธเจ้าต้องสอนให้มนุษย์ถือ สติ 

ไว้เป็นโล่คอยปกป้องจิตตปัญญาของตนเอง

เพื่อให้จิตหยาบว่างจากมารอย่างสิ้นเชิงให้ได้


ดังนั้น

การเป็นผู้ปฏิบัติธรรมคือปฏิบัติตามธรรมชาติ

การปฏิบัติตามธรรมชาติคือปฏิบัติดังนี้


1.มนุษย์จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมไปตามปกติ

จะทิ้งครอบครัวลูกผัวตัวเมียญาติพี่น้องไม่ได้

เพราะธรรมชาติจักต้องเป็นสัตว์สังคมเท่านั้น

การปลีกวิเวกเข้าป่าเข้าถ้ำปฏิบัติธรรมคนเดียว

จะเรียกว่าท่านผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้

เพราะว่าการปลีกวิเวกนั้นมัน “ผิดธรรมชาติ”


เนื่องจากจิตวิญญาณมนุษย์อาสามาเกิด

เพื่อช่วยกันหมุนธรรมจักรผลิตพลังจิตด้านบวก

ค้ำจุนสมดุลโลกตามสมการพลังงานรวม Σβₓ

โดย X ต้องแทนค่าด้วยคนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

ความรักจากจิตมนุษย์จึงจะช่วยให้โลกหมุนได้

การหนีสังคมเข้าป่าจึงทำหน้าที่เพื่อโลกไม่ได้


2.มนุษย์จะต้องปฏิบัติธรรมในชีวิตจริงเท่านั้น

จึงจะสามารถเข้าถึงความจริงของโลกได้


การนั่งปิดหูปิดตาพร้อมปิดปากอยู่คนเดียว

อยู่ในโลกส่วนตัวโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หนึ่งผู้ใด

วันคืนได้แต่นั่งส่องจิตหยาบทั้งสามนึกของตน

ซึ่งมันทั้งสามตัวมีสันดานซุกซนเหมือนลิง

การคอยบังคับกำกับให้ลิงมันหยุดอยู่นิ่งๆไว้

นอกจากจะห้ามมันได้ยากเพราะทำผิดวิธีแล้ว

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุก็จะเกิดขึ้นตามมาอีกด้วย


สุดท้ายจะได้ผลก็เฉพาะตอนปลีกวิเวก

ได้ผลดีเฉพาะตอนที่แกล้งทำตนเป็นคนพิการ

ด้วยการปิดอายตนะภายนอกทั้งห้าเอาไว้ให้มิด

ไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นอะไรไม่พูดกับใคร

ดูเห็นอย่างเดียวก็คือนิสัยสันดานจิตของตนเอง

ด้วยการคอยกำหนดให้มันนึกออกนึกเอานึกเอง

โดยนึกไปตามที่ตนเอง “กำหนดให้” เท่านั้น

ซึ่งมีดีอย่างเดียวก็คือจิตหยาบจะเบาสบายขึ้น

เพราะมันจะไม่นึกแบบสะเปะสะปะได้ชั่วคราว


แต่พอถอยตัวเองออกจากกรรมฐานสมาธิ

เลิกแสร้งทำตนเป็นคนพิการด้านอายตนะแล้ว

ความฟุ้งซ่านของจิตก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีก

เพราะมนุษย์คนนั้นไม่อาจเข้าถึงจิตเป็นนายได้

แต่ดันให้ กลไกอายตนะทั้งห้าเป็นนายแทน

โดยเปลี่ยนเป็น ยอมให้จิตหยาบเป็นบ่าวไป

ลองพิจารณาดูเถิดว่ามันผิดธรรมชาติไหมล่ะ


พระพุทธเจ้าทรงแนะนำเอาไว้ว่า

มนุษย์โลกทุกคนล้วนมีจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

แปลว่า “มโนกรรมนำกายกรรมวจีกรรม” เสมอ

ท่านทั้งหลายจะให้ตาหูจมูกปากและกายสัมผัส

เป็นผู้บงการพฤติกรรมของท่านไม่ได้เด็ดขาด

เพราะนั่นไม่ใช่วิถีของคนชอบธรรมนั่นเอง


ดังนั้น

เมื่อได้สัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดแล้ว

อย่าได้เกิดความรู้สึกว่าอยากไม่อยากเด็ดขาด

นั่นเท่ากับว่าจิตหยาบที่เกิดอยากไม่อยากนั้น

กำลังตกเป็นทาสของอายตนะแทนเสียแล้ว

มันจะทำให้ท่านเป็นมนุษย์ไม่ได้ด้วย

เพราะคนที่จะเป็นมนุษย์ได้นั้นจะต้องมีจิตใจสูง

แปลว่าต้องเข้าถึงความฉลาดทางจิตปัญญาได้


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

 

24/03/2569