พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ธรรมะเรื่องง่ายอย่าไปทำให้มันยาก
แนวทางการปฏิบัติธรรมนั้น
ถ้าท่านรู้อยู่แก่ใจว่ามนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์สังคม
คำว่า “สัตว์สังคม” ก็คือต้องอยู่ร่วมกันเป็นฝูง
อย่างเช่นช้างม้าวัวควายที่เป็นสัตว์ใหญ่
สัตว์ตัวเล็กพวกมดแมงและแมลงก็อยู่เป็นฝูง
แม้กระทั่งนกทั้งหลายที่บินไปได้ในอากาศ
รวมทั้งสัตว์น้ำเช่นปลาก็อยู่ร่วมกันเป็นฝูงด้วย
เมื่อธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลาย
ต้องอยู่ร่วมกันเป็นฝูงเป็นหมู่เหล่าเป็นสังคม
มนุษย์โลกเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ
หน้าที่หลักก็คือมาใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
ต้องใช้จิตวิญญาณผลิตพลังงานไฟฟ้าด้านบวก
มอบให้โลกหรือทำเพื่อโลกด้วยกันทั้งสิ้น
ดังนั้น
การปฏิบัติธรรมของมนุษย์โลก
จึงต้องปฏิบัติตามธรรมชาติในแบบสัตว์สังคม
ด้วยการใช้ชีวิตแบบครอบครัวพ่อแม่ลูก
แล้วใช้ครอบครัวสร้างสังคมที่ใหญ่ขึ้น
จนเกิดเป็นชุมชนคือหมู่บ้านและตำบลต่อไป
ประโยชน์แรกทางกายภาพก็คือการพึ่งพากัน
การร่วมด้วยช่วยเหลือกันและกันเป็นต้น
ประโยชน์สองในทางจิตหยาบก็คือ
การมีความสุขสนุกสนานจากการมีกันและกัน
เพราะสามารถทำกิจกรรมต่างๆแบบหมู่คณะ
แทนที่จะงกๆเงิ่นๆเพลินทำอยู่คนเดียว
สามารถระดมสมองกรองความคิดร่วมกัน
ในอันที่จะสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ที่ยิ่งใหญ่
แทนการคิดคนเดียวแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ
ในลักษณะของการทำงานเป็นทีมนั่นเอง
การปฏิบัติธรรมโดยไม่ปลีกวิเวก
จึงเป็นการปฏิบัติตามธรรมชาติที่แท้จริง
ไม่ได้อุตริหรือฝืนจริตผิดธรรมชาติแต่อย่างใด
นอกจากนั้นการไม่แสร้งทำอายตนะให้พิการ
เพื่อหวังจะทำให้จิตสงบเย็นเป็นอุเบกขา
คล้ายกับว่าตาหูจมูกปากกายสัมผัสไม่สำคัญ
เพราะทำให้จิตหยาบไม่สงบเย็นเป็นอุเบกขา
จึงต้องหาทางทำให้มันพิการชั่วคราวไปก่อน
ท่านคิดว่าวิธีทำเช่นนี้มันผิดธรรมชาติหรือไม่
พวกท่านสมควรที่จะปฏิบัติทำกันหรือเปล่าล่ะ
ถ้าท่านรู้ว่าการปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาตินั้น
ท่านสามารถปฏิบัติร่วมกันแบบสัตว์สังคมก็ได้
แทนที่ท่านจะใช้วิธีปลีกวิเวกนั่งกรรมฐาน
ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมแบบ เทคนิคสมาธิ
เหมือนอยากไปสวรรค์แต่เพียงลำพังคนเดียว
ท่านสามารถที่จะปฏิบัติแบบ ธรรมชาติสมาธิ
ขณะใช้ชีวิตจริงไม่ทิ้งสังคมไม่ทำตนพิการก็ได้
พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้
บุรุษเพศที่มีอาการไม่ครบสามสิบสองถือบวช
เพราะถ้าหนึ่งในห้าของอายตนะของท่าน
มันถูกปิดสนิทแบบลั่นดานใส่กลอนเอาไว้นั้น
จิตหยาบของท่านก็ไม่อาจรู้เห็นโลกกว้างได้
จะยังผลให้ท่านไม่อาจเรียนรู้อะไรๆได้เลย
การบวชเรียนของพระจึงจะเป็นจริงไม่ได้ด้วย
พระองค์จึงทรงทัดทานเอาไว้ด้วยนัยสำคัญว่า
การปฏิบัติธรรมโดยทำให้อายตนะมืดบอดนั้น
เป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดธรรมชาติมิทรงเห็นชอบด้วย
จึงทรงกำหนดแนวทางให้ปฏิบัติเอาไว้ดังกล่าว
ใครที่ไม่เคยรู้เหตุผลว่าใยคนพิการบวชไม่ได้
จงรับทราบและรับรู้เอาไว้ตรงนี้โดยทั่วกันด้วย
เรากล่าวไว้ในตอนต้นของบทนี้แล้วว่า
การปฏิบัติธรรมนั้นจุดเด่นก็คือ ต้องทำได้ง่าย
อะไรแบบไหนที่ทำได้ยากจนผิดปกติแล้ว
ให้สรุปว่าวิธีนั้นมันผิดธรรมชาติเอาไว้ก่อน
ตัวอย่างในบทเรียนนี้ที่มันผิดธรรมชาติ
ที่พวกท่านจะต้องเลิกทำหรืออย่าหาทำก็คือ
การทิ้งครอบครัวเพื่อไปปลีกวิเวก
ขณะที่ครอบครัวของท่านเป็นดั่งโลกใบเล็ก
ถ้าท่านครองโลกใบเล็กๆเอาไว้ไม่ได้
แล้วท่านจะครองโลกกว้างในสังคมได้อย่างไร
ท่านคิดว่ามันฝืนธรรมชาติกันบ้างหรือเปล่า
เพราะถ้าท่านปฏิบัติธรรมด้วยการละทิ้งสังคม
สังคมแรกที่เป็นสังคมเดิมก็คือครอบครัว
ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุเบื่อครอบครัวหรือเพราะโง่
ลึกๆแล้วการละทิ้งครอบครัวนั้นมันไม่ง่ายเลย
คำว่า “ไม่ง่าย” เราแปลว่ามันยากนั่นแหละ
คำว่า “ยาก” ก็คือการกระทำที่ฝืนธรรมชาติ
เพราะการที่ท่านพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก
การเป็นเหตุให้คนที่รักท่านรู้สึกว่าถูกพรากไป
ทั้งสองอย่างนี้ท่านคิดว่ามันง่ายหรือยากล่ะ
กับการปฏิบัติธรรมด้วยการครองรักครองเรือน
อยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาภายในครอบครัว
ไม่ต้องทิ้งใครหรือทำให้ใครรู้สึกว่าถูกทิ้ง
ไม่ต้องปลอบใจตนเองด้วยการอ้างว่าเสียสละ
ที่พวกท่านชอบยกมาปลอบใจตนเองกันอยู่
ยกเว้นใครที่ต้องการสืบทอดพระศาสนา
ซึ่งเป็นงานอาสาเพราะว่าในสังคมปกตินั้น
ตัวท่านไม่มีครอบครัวไม่มีเรือนให้ครองอยู่แล้ว
จะอาสาด้วยการออกบวชเพื่อปฏิบัติธรรมก็ได้
เพราะไม่ได้ผิดบาปหรือผิดธรรมชาตินั่นแหละ
เนื่องจากชีวิตจริงท่านก็วิเวกเดียวดายอยู่แล้ว
ไม่ต้องทิ้งใครและไม่ทำให้ใครรู้สึกถูกทอดทิ้ง
ซึ่งไม่ได้เป็น “วิถีแห่งธรรม” ที่แท้จริงนั่นเอง
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
25/03/2569