09 มีนาคม 2569

วิวัฒนาการของมนุษย์​ ตอนที่ 2


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ในพระโอวาทตอนที่ผ่านมา

เราได้อธิบายเรื่อง วิวัฒนาการ ของมนุษย์

เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกแห่งการปฏิสนธิในครรภ์

ซึ่งขณะนั้นจิตหยาบหรือจิตสามนึกอยู่ที่มิติศูนย์

เพราะยังเป็นแค่กลุ่มพลังงานหลายย่านความถี่

ที่ยังไม่มีความสมดุลในตนเองแต่อย่างใด

นั่นคือจิตหยาบยังมิได้เป็นกล่องพลังงานเลย


ภายใน 9 เดือนขณะที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา

จิตหยาบจะ “วิวัฒนาการ” ตัวเองจนสมดุลขึ้น

โดยอาศัยพลังงานความรักจากมารดาและบิดา

ร่วมกับความรักของจิตวิญญาณผู้อาสามาเกิด

จะคอยกระตุ้นให้จิตหยาบของผู้มาเกิดใหม่นั้น

เกิดการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องถี่ขึ้นแรงขึ้น

จิตหยาบของทารกผู้มาเกิดจะสมดุลยิ่งขึ้นได้

พอครบกำหนดเก้าเดือนหรือประมาณนั้นแล้ว

จิตหยาบหรือจิตสามนึกจึงเข้าถึง 3 มิติได้


เมื่อจิตหยาบเข้าถึงสามมิติได้แสดงว่าสมดุล

เมื่อมิติของแก่นแท้คือจิตหยาบสมดุลแล้ว

มายาที่แสดงออกมาให้ปรากฏเป็นกายหยาบ

ให้เห็นในมิติทางกายภาพก็คือตัวตน “ทารก”

เพราะว่าจิตหยาบมีรูปธรรมเป็นสามเหลี่ยมมุม

ประกอบด้วย กว้าง x ยาว x หนา รวมสามมิติ

ตัวตนสามมิติที่ว่านี้ก็คือตัวตนของทารกไงล่ะ


สำหรับมนุษย์แล้ว

การปฏิสนธิในครรภ์มารดาที่ตรงมดลูกนั้น

นับตั้งแต่วินาทีแรกในการปฏิสนธิเป็นทารก

โดยใช้เวลาโลกผ่านไปไม่เกิน 9 เดือนนี้

ปรากฏการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในครรภ์มารดา

เป็นกระบวนการที่เรียกว่า “วิวัฒนาการ”

ที่เรียกว่าวิวัฒนาการได้นั้นด้วยเหตุผลดังนี้ คือ


1.เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ

ไม่ต้องมีใครควบคุมกระบวนการหรือสั่งการมัน


2.เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองอย่างช้าๆ

แบบค่อยเป็นค่อยไปไม่มีใครเร่งรัดอะไรได้

หรือจะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการก็ไม่ได้


3.เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง

เฉพาะการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นมา

หรือว่าเป็นการต่อยอดเพิ่มขึ้นจากของเดิม

มิได้เปลี่ยนแปลงไปเพื่อความเสื่อมของสิ่งนั้น


ถ้ามีคุณสมบัติทั้งสามประการดังกล่าวนี้ครบ

ก็จะเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า “วิวัฒนาการ” ได้

ตัวอย่างการปฏิสนธิของทารกจนถึงวันคลอด

ภายในระยะเวลายาวนานเก้าเดือนที่ว่ามานี้

เป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าวิวัฒนาการ

ซึ่งจะกล่าวว่าเป็นกระบวนการธรรมชาติก็ได้


เพราะพระบิดาหรือพระเจ้า

ทรงเป็นผู้ออกแบบกำหนดสร้างเอาไว้

ให้การปฏิสนธิของจิตวิญญาณผู้มาเกิดทุกราย

มันต้องเป็นของมันแบบนั้นด้วยกันทั้งสิ้น

ซึ่งมนุษย์ล้วนยอมรับว่าธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น

แต่ลืมคิดต่อให้สุดว่าใครอยู่เบื้องหลังธรรมชาติ

หรือผู้ใดทรงอนุญาตให้เกิดวิวัฒนาการนั้นๆได้


เรายังมีอีกคำหนึ่งซึ่งมนุษย์จะต้องรู้ไม่รู้ไม่ได้

เพราะมีความหมายคล้ายกับคำว่าวิวัฒนาการ

คำนั้นคือ พัฒนาการ นั่นเอง


ท่านทั้งหลายต้องรู้ว่าสองคำนี้

มีนัยความหมายทั้งคล้ายกันและต่างกัน

โดยมิได้มีความหมายเหมือนกันพันเปอร์เซ็นต์

ซึ่งสิ่งที่จะเรียกว่า “พัฒนาการ” ได้

จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ


1.กระบวนการนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกันกับมนุษย์

หรือว่าสิ่งนั้นต้องมีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย


2.การพัฒนาคือการทำสิ่งนั้นให้มันดีกว่าเดิม

ทำให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่หรือจากที่เป็นอยู่

อันหมายถึงการกระทำเชิงสร้างสรรค์นั่นเอง


3.ผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ได้นั้น

จะต้องเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่

จะต้องมีมนุษย์เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซง

เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามที่ต้องการนั้นเสมอ


ทั้งสามประการที่กล่าวมานี้

เป็นเงื่อนไขหลักหรือเป็นคุณสมบัติหลัก

ในการพัฒนาสรรพสิ่งต่างๆทั้งหมดทั้งหลาย

โดยมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องขับเคลื่อนมัน


ตรงกันข้ามกับคำว่า “วิวัฒนาการ”

ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงกำหนดเอาไว้ว่า

มันจะต้องเป็นของมันเช่นนั้นเสมอ


เมื่อทารกน้อยคลอดออกมาเป็นกุมารน้อย

ที่มีอายุเพียงไม่กี่เดือนเด็กก็ต้องเรียนรู้

ในการใช้อวัยวะและอายตนะของตนที่มีอยู่

แรกคลอดจิตวิญญาณจะใช้สัญชาตญาณ

กระตุ้นให้จิตหยาบกับสมองทำหน้าที่ให้

เช่น การใช้มือ ใช้เท้า ใช้ปาก และอื่นๆ

ขั้นตอนการฝึกหัดใช้อายตนะกับอวัยวะที่ว่านี้

จะเป็นเรื่องของ “วิวัฒนาการ” ของเด็กทั้งนั้น


ใช้มือจับขวดนมป้อนเข้าปากตัวเองได้

ใช้มือจับดินสอเขียนตัว “กอขอกอกา” ได้

สามารถยืนนั่งคืบคลานลุกวิ่งกลิ้งนอนได้

ทั้งหมดนี้เป็น “พัฒนาการ” ของเด็กทั้งสิ้น

เพราะถ้าเด็กไม่ทำก็จะเกิดทักษะนั้นไม่ได้

คำว่า “ทำ” หมายถึงต้องเรียนรู้ต้องฝึกฝน

ต้องใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ที่จะพัฒนาต่อไป


เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล

โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

9/03/2569