02 มีนาคม 2569

ใยมนุษย์ยกระดับจากมิติที่สี่ไปห้าไม่ได้

 








 

ทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

เมื่อแรกปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้น

จิตวิญญาณของท่านผู้ข้ามมิติเข้ามาเกิด 

ได้รับอนุญาตให้แบ่งภาคทางพลังงานออกมา

เป็นจำนวนทั้งสิ้น 189 กลุ่มเรียกว่า “จิตหยาบ”

โดยทั้งหมดอยู่ในรูปของคลื่นพลังงานล้วน ๆ


คุณสมบัติสำคัญของจิตหยาบ

จะประกอบด้วยจิตที่มีหน้าที่นึกอยู่สามนึก

นั่นคือ นึกออก นึกเอา และ นึกเอง

พระเจ้าทรงออกแบบให้มนุษย์มีจิตสามนึกนี้

เพื่อให้เป็นผู้เริ่มต้นสั่งการเครื่องยนต์แห่งกรรม

ให้ขับเคลื่อนพฤติกรรมได้ทั้งกายกรรมวจีกรรม

ในบทบาทของ “คนสองมิติ” นั่นแหละ


โดยพวกท่านแต่ละคน

จะสามารถสั่นสะเทือนจิตทั้งสามนึกนี้ได้เสมอ

ไม่ว่าจะมีสิ่งเร้าภายนอกเป็นเงื่อนไขหรือไม่มี

จิตทั้งสามนึกนี้จะมีหน้าที่สั่นสะเทือนเรื่อยไป

ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของจิตสามนึกนั่นเอง


ดังนั้น

จึงไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถกดข่มบังคับ

ให้จิตหยาบหรือจิตสามนึกหยุดนึกอยู่นิ่งๆได้

พวกท่านที่เพียรนั่งกรรมฐานเมื่อเพ่งจิตกันนั้น

จึงทำได้แค่เพียง เฝ้าตามดูเพื่อให้รู้ทันจริต

เพื่อรู้ว่าจริตที่เป็นนิสัยของจิตตนนั้นเป็นยังไง 

ทำได้ก็เพียงเท่านั้นจะแก้ไขนิสัยจิตนั้นไม่ได้

เพราะมีเหตุหรือไม่มีเหตุมันจะนึกของมันเรื่อย

จิตจึงมีลักษณะนิสัยซนเหมือนลิงเพราะไม่นิ่ง


ด้วยเหตุนี้เอง

สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่ามนุษย์ทุกคนนั้น

จึงมีการแสดงออกหรือเคลื่อนไหวตลอดเวลา

คนที่ไม่เคลื่อนไหวแปลว่าคนนั้นตายแล้ว

คนที่ตายแล้วจิตวิญญาณจะออกจากร่างไป

ทิ้งแต่จิตหยาบไว้กับกายสังขารหรือกายหยาบ

ให้มันเน่าสลายมลายไปพร้อมกันอยู่ในมิติโลก

โดยจิตวิญญาณจะรับเอาจิตทั้งสามนึกคืนไป

เพื่อจะให้จิตหยาบได้ใช้งานกันต่อในชาติถัดไป


เมื่อแรกที่จิตวิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดา

จะแบ่งภาคทางพลังงานออกมาเป็นจิตหยาบ

อันประกอบด้วย “จิตสามตัวนึก” ดังกล่าวแล้วนั้น

พระเจ้าทรงออกแบบให้ความรักจากบิดามารดา

รวมทั้งความรักจากจิตวิญญาณผู้มาเกิดเองด้วย

สั่นสะเทือนร่วมกันด้วยความรักเพื่อให้ที่บริสุทธิ์

เพื่อปลุกเร้าหรือกระตุ้นให้จิตทั้งสามนึกตื่นตัว

จนเกิดการสั่นสะเทือนด้านบวกอย่างต่อเนื่อง


ใช้เวลาปฏิสนธินานไม่เกิน 9 เดือนเท่านั้น

จิตหยาบหรือจิตทั้งสามนึกที่เป็นกลุ่มพลังงาน

ก็สามารถเกิดเป็นกลุ่มพลังงานที่สมดุลมากขึ้น

โดยเป็นรูปธรรมที่มีสามมิติคือรูปสามเหลี่ยมได้

มายาทางกายภาพที่แสดงว่าสมดุลได้แล้วนั้น

คือทารกจะเปลี่ยนจากวุ้นกลายเป็นมีอัตตาแทน

แล้วก็คลอดออกมาเพื่อเจริญเติบโตต่อไปอีก


ทารกที่คลอดออกมาทุกราย

จะมีพ่อแม่ประคบประหงมดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้วยความรักและใส่ใจตลอดจนถึงอายุสามขวบ

จิตหยาบหรือจิตสามนึกของกุมารน้อยคนนั้น

จะยกระดับจนถึง 4 มิติ คือเป็นสี่เหลี่ยมมุมได้

มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นไปเป็นมาเช่นนี้ทั้งสิ้น


เป้าหมายสูงสุดด้านพัฒนาการของจิตหยาบ

ที่กุมารน้อยซึ่งมีอายุขัยครบสามขวบปีขึ้นไป

จะต้องรับผิดชอบคือต้องเข้าถึง 5-6 มิติให้ได้

โดยเรียนรู้ที่จะสั่นสะเทือนจิตสามนึกตนเอง

ร่วมกันกับมนุษย์คนอื่นๆด้วยความรักเพื่อให้

ทั้งรักตนเอง รักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักเพื่อนๆ

และต้องทำตนให้คนเหล่านั้นรักตัวเองอีกด้วย

จำนวนมิติของจิตหยาบจึงจะเพิ่มขึ้นมาได้


เราจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า

จากมิติที่สามขึ้นสู่มิติที่สี่นั้นมันจะเป็นจริงได้

ก็ต่อเมื่อเด็กคนนั้นเรียนรู้ที่จะรักคนไม่น่ารักได้

ให้อภัยคนที่ทำตนไม่น่าให้อภัยให้เป็นแล้ว

จะต้องมีความสามารถในการใช้จิตปัญญาด้วย


ความสามารถในการใช้จิตปัญญาหมายถึง

สามารถกำหนดนึกด้วยจิตเพื่อคิดต่อด้วยสมอง

เพื่อการวิเคราะห์หาเหตุผลด้วยสติปัญญาก็ได้

สามารถนำเอาสิ่งที่คิดวิเคราะห์ได้มาสังเคราะห์

เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตจริงให้เกิดประโยชน์

อันหมายถึงมีทักษะในการใช้สมองทั้งสองซีก

ได้อย่างแคล่วคล่องว่องไวมีความปราดเปรื่อง

ไม่ปล่อยตนให้เกิดความงมงายโง่ง่ายเด็ดขาด

สำคัญคือต้องไม่เกียจคร้านในการคิดนั่นแหละ


ดังนั้น

สาเหตุที่มนุษย์โลกทุกคน

ยกระดับจิตหยาบจากสี่มิติไปถึงห้ามิติไม่ได้

เพราะเหตุผลสำคัญ 3 ประการ คือ


1.เป็นคนที่รักเพื่อให้กับทุกคนไม่เป็น

2.สั่นสะเทือนจิตสามนึกด้านบวกไม่ได้ตลอด

3.ไม่ทำตนให้เป็นที่รักของคนอื่น


ถ้าอยากยกระดับจิตหยาบให้ถึง 5D

ก็ให้เร่งรีบทำตาม 3 ข้อที่ว่านี้เสียโดยไว

เมื่อยกระดับถึง 5Dได้เมื่อไหร่มันยังไม่สมดุล

จิตหยาบจะยกระดับต่อไปให้ถึง 6D ให้เอง

ไม่ต้องให้พวกต่างดาวเผ่าไหนเทรินพลังลงมา

เพื่อช่วยเหลือพวกท่านกันก็ได้นะ


สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

2/03/2569