30 มีนาคม 2569

เรื่องที่มนุษย์โลกทุกคนต้องรู้


 

 พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ท่านต้องการจะรู้กันบ้างหรือไม่ว่า


จิตวิญญาณของท่านเป็นใคร

มาจากไหน มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม

ใครอนุญาตให้มาเกิดเป็นมนุษย์

มาเกิดแล้วมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง


หากท่านต้องการจะรู้เรานี้มีคำตอบให้

โดยจะไล่เรียงคำตอบไปตามลำดับดังนี้ 


1.จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

เป็นกล่องพลังงานที่มีความสมดุลอยู่ในตนเอง

ซึ่งรูปธรรมเป็นทรงเรขาคณิตที่มี 6 เหลี่ยมมุม

หรืออาจเรียกว่าเป็นรูป “ดาว 6 แฉก” ก็ได้


2.จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

มิได้มีบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ในระบบโลก

หรือมิได้ดำรงอยู่ที่ใดในเอกภพอันไพศาลนี้

แต่ถิ่นกำเนิดจิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย

อยู่ภายนอก “เอกภพ” ที่เป็นห้องทดลองใหญ่

ซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน


เป้าหมายคือใช้ทดลองว่าทรงทำอะไรได้บ้าง

เอกภพจึงเป็นเสมือนห้องทดลองของพระเจ้า


ดังนั้น

บ้านเกิดเมืองนอนจิตวิญญาณของมนุษย์

จึงเป็นดินแดนนอกห้องทดลองของพระองค์

หรือเป็นพื้นที่ซึ่งเอกภพล่องลอยอยู่ดำรงอยู่

โดยมีบานประตูมิติเข้าออกเอกภพอยู่ด้วย

พระเยซูทรงเรียกประตูบานนี้ว่า #ประตูหอ


ทรงเรียกพื้นที่ภายนอกเอกภพว่า

คอกแกะของพระเจ้า หรือ “สวรรค์นิรันดร”

จิตวิญญาณมนุษย์ทุกคนล้วนกำเนิดที่นั่นทั้งสิ้น

แน่นอนว่าพระเจ้าหรือผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณ

ก็ทรงประทับอยู่ที่นั่นตลอดมาตราบจนนิรันดร

มนุษย์จึงเรียกบ้านเกิดจิตวิญญาณแห่งนี้กันว่า

พระนิเวศน์ของพระเจ้า ที่เป็นดั่ง “คอกแกะ”

ที่จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายเคยอยู่กันมา


3.จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

มีพระผู้เป็นเจ้าคือ “องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่”

ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มี 12 เหลี่ยมมุม

ที่ทรงเป็นผู้กำหนดสร้าง “จิตจักรวาลดวงเล็ก”

ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มี 11 เหลี่ยมมุม

จากผลงานการสร้างอย่างจงใจสร้างเป็นสิ่งแรก

เพื่อต้องการเรียนรู้ว่าจะทรงสร้างสิ่งใดได้บ้าง

เป็นพระมารดาแห่งจิตวิญญาณคือผู้ให้กำเนิด


ดังนั้น

พระผู้เป็นเจ้า คือ องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่

ทรงเป็นผู้ให้กำเนิด “จิตจักรวาลดวงเล็ก”

จิตจักรวาลดวงเล็กให้กำเนิดจิตวิญญาณมนุษย์

เราจึงสร้างความคิดรวบยอดเพื่อให้เข้าใจง่ายว่า


องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่

ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์

ส่วนองค์จิตจักรวาลดวงเล็กทั้งหลายนั้น

ทรงเป็นพระมารดาแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์


โดยพระมารดาจำนวนหนึ่งรูปธรรม

จะสามารถแบ่งภาคพลังงานของตนออกมา

ได้เป็นจำนวนสูงสุดถึง 35 รูปธรรม

สุดแท้แต่พระมารดารูปธรรมนั้นจะทรงต้องการ

ไม่จำเป็นจะต้องแบ่งภาคจนหมดโควตานี้ก็ได้


เราใช้คำว่า “ไม่จำเป็น” เอาไว้ในที่นี้ก็เพราะว่า

เมื่อสิ้นยุคคือดำรงอยู่มาจนครบ 6 หมื่นปีแล้ว

จิตวิญญาณแต่ละรูปธรรมที่มาจากหนึ่งเดียวกัน

ต้อง #หลุดพ้นกลับบ้านเกิด พร้อมกันทั้งหมด

เพื่อกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระมารดาของตน

จะทิ้งใครเอาไว้เบื้องหลังในเอกภพนี้อีกไม่ได้

ถ้าพระมารดาแบ่งภาคออกมายิ่งมากเท่าไหร่

การหลุดพ้นกลับบ้านพร้อมกันจะยากขึ้นเท่านั้น


4.จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

ที่ได้รับการแบ่งภาคออกมาจากพระมารดา

เป็นตัวแทนของผู้ที่ #ขันอาสาพระเจ้า

เดินทางข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์โลก

ภายในเอกภพที่เป็นห้องทดลองใหญ่แห่งนี้

โดยไม่มีผู้ใดถูกบังคับให้ข้ามมิติเข้ามา

แต่พวกท่านเป็นผู้ที่ขันอาสาพระเจ้ากันมาเอง


จิตวิญญาณของผู้ที่พระเจ้ากับพระมารดา

ทรงอนุญาตให้ข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์นั้น

จักต้องถือพันธะสัญญาทั้งหกประการมาด้วย

มีกำหนดการเข้ามาอยู่นานหนึ่งยุคคือหกหมื่นปี

โดยต้องปฏิบัติตามสัญญาให้ครบจะละเลยมิได้


เพราะเหตุที่มนุษย์โลกละเลยหลงลืม

ไม่สามารถปฏิบัติตามพันธะสัญญาหกนั้นได้

เพราะถูกผีโสโครกหลอกให้หลงทำหลงทาง

รวมทั้งเพราะความไม่รู้จึงไม่ได้ทำตามสัญญา

ที่จิตวิญญาณของพวกท่านได้ให้สัจจะเอาไว้

ทำให้พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูเจ้า

ต้องอาสาลงมาจุติเพื่อบอกกล่าวความจริงให้รู้

โดยทรงแสดงเองผ่านกระบวนการ “ไซโคโชว์” 

ด้วยการยอมตายบนไม้กางแขนให้เห็นประจักษ์

เพื่อสอนมนุษย์โลกว่า "เสียชีพอย่าเสียสัจจะ”


นัยสำคัญนี้ต่อมาพวกมารหรือผีโสโครก

นำมาบิดเบือนหลอกลวงมนุษย์โลกผู้ไม่รู้ว่า

ที่พระเยซูเจ้าทรงยอมตายบนไม้กางแขนนั้น

เพื่อ ไถ่บาป ให้กับมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้

เฉพาะผู้ที่หันมายอมรับและยอมรักในพระเจ้า

ซึ่งเป็นความเท็จเพราะว่าเป็นความจริงไม่ได้


ไม่มีใครบนโลกนี้ที่กินแทนอิ่มแทนกันได้

จะเกิดแทนเจ็บแทนแก่แทนตายแทนก็ไม่ได้

จะรับกรรมแทนหรือรับบุญแทนกันก็ไม่ได้

แต่ก็มีมนุษย์หลายคนพากันเชื่อเขาไปตามนั้น

โดยไม่รู้เท่าทันว่าถูกมารหลอกเข้าให้แล้ว

เพื่อให้แนบเนียนเป็นจริงน่าเชื่อตามมากยิ่งขึ้น

ผีโสโครกจึงได้อุปโลกน์แต่งนิยายน้ำเน่าขึ้นอีก

ด้วยการหลอกว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าไปเลย

ทั้ง ๆที่พระองค์ไม่เคยทรงกล่าวอ้างไว้เช่นนั้น


5.จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

ที่อาสาพระเจ้าเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์โลกนี้นั้น

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็น #คนสองมิติ 


คือมีจิตวิญญาณในมิติทางพลังงานเป็นแก่นแท้

มีกายหยาบในมิติทางกายภาพเป็นเปลือกนอก

โดยมีจิตหยาบที่จิตวิญญาณแบ่งภาคออกมา

เมื่อมีโอกาสมาเกิดเพื่อเป็นตัวแทนของแก่นแท้


คำว่า “จิตหยาบ” เราหมายถึง จิตสามนึก

ประกอบด้วย นึกออก นึกเอา และ นึกเอง

จิตทั้งสามนึกจะเป็นผู้เริ่มต้นสั่นสะเทือนก่อน

วจีกรรมกับกายกรรมที่เป็นพฤติกรรมภายนอก

จึงจะเกิดขึ้นแบบ “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” ได้


จิตหยาบหรือจิตสามนึกที่ว่านี้

จึงเป็นผู้เริ่มต้นพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์

โดยจิตวิญญาณแก่นแท้ผู้อาสาเข้ามาเกิดนั้น

จะมีหน้าที่คอยสั่นสะเทือนตามจิตสามนึกเสมอ

กลไกของจิตวิญญาณที่คอยสั่นสะเทือนตาม

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณคือพระเจ้าทรงเรียกว่า

จิตใต้สามนึก หรือ “จิตใต้สำนึก” นั่นแหละ

นี่คือองค์ประกอบหลักของ “คนสองมิติ” ทุกคน


จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่อาสามาเกิด

ต้องทำหน้าที่หลักและสำคัญอยู่ 3 อย่าง


อย่างแรก 

คือ “หมุนธรรมจักร” ด้วยรักเพื่อให้

เพื่อใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกนี้ไว้


อย่างที่สอง

มีหน้าที่ยกระดับจิตหยาบให้สมดุล

จากมิติที่ศูนย์จนถึง 6D หรือหกมิติให้ได้

ภายในภพชาติแรกที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด

โดยเริ่มจากมิติที่ศูนย์ตั้งแต่แรกปฏิสนธิ

ครบเก้าเดือนคือมีสามมิติจึงจะคลอดออกมา

เมื่อคลอดออกมาเป็นทารกแล้วค่อยพัฒนาต่อ

เพื่อให้เข้าถึง 6 มิติหรือ 6D ให้จงได้

โดยไม่มีหน้าที่ต้องตายหรือมีภพชาติเลย


อย่างที่สาม

มีหน้าที่ใช้จิตหยาบที่เข้าถึง 6 มิติได้แล้วนั้น

พาจิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ของตนกลับบ้าน

คือหลุดพ้นออกไปจากเอกภพคืนกลับบ้านเกิด

ซึ่งเป็นแดนสุญตาที่จิตวิญญาณจากมาให้ได้

เมื่อครบกำหนดหกหมื่นปีคือสิ้นยุคพลังงานเก่า


แต่เพราะพวกท่านแต่ละคนเมื่อมาเกิดแล้ว

ไม่สามารถทำหน้าที่ทั้ง 3 อย่างที่ว่านี้ได้

พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนให้รู้จักนิพพานกิเลส

เพราะว่ากิเลสคือมารตัวร้ายหรือเป็นอุปสรรค

จนทำให้หน้าที่ทั้งสามอย่างของท่านล้มเหลว

เพราะไม่อาจบรรลุผลสำเร็จตามต้องการได้

หากจะเป็นจริงได้ก็ต้องนิพพานกิเลสก่อนตาย


ประเด็นนี้ผีโสโครกก็ยังนำมาบิดเบือนให้เขว

โดยถามว่า #นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตา

กับถามเพื่อให้โง่ว่า แดนนิพพานอยู่ที่ไหน

ซึ่งเราจะมากล่าวไว้ให้รู้ในโอกาสต่อๆไป


เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

 

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล

โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

30/03/2569