21 มกราคม 2559

จงอย่าใช้กลไกอายตนะทั้งหก และจิตตปัญญาของท่านไปตามยถากรรม


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

หากท่านสังเกตให้ดีจะพบว่า
ความสามารถในการใช้อวัยวะของท่าน
จำพวกนิ้วมือ มือสองข้าง และเท้า
มันต้องผ่านการฝึกฝนกันมา
ตั้งแต่เป็นกุมารตัวน้อยๆแล้ว

ฝึกพลิกคว่ำ พลิกหงาย
ฝึกลุก ฝึกนั่ง ฝึกตั้งไข่ 
ฝึกเกาะ ฝึกยืน ฝึกย่าง ฝึกเดิน
ฝึกจับ ฝึกลูบ ฝึกคลำ ฯลฯ

แม้กระทั่งการฝึกมองด้วยสองตา 
การฝึกหัดรับฟังเสียงนั่นโน่นนี่ด้วยหู
การฝึกรับรู้กลิ่นด้วยจมูกและรับรู้รสด้วยลิ้น
โดยที่การฝึกเหล่านี้ล้วนเป็นไปตาม
สัญชาตญาณธรรมชาติที่มีอยู่ในแต่ละคน
ซึ่งควบคุมและสั่งการโดยจิตวิญญาณ
ผู้เป็นตัวตนแก่นแท้
ในการเป็นมนุษย์ของท่านนั่นเอง

จิตวิญญาณของท่านต้องสั่งการเอง
เพราะเหตุว่า "จิตหยาบ" ยังไม่พร้อมทำหน้าที่

ต่อเมื่อสมองสองซีกซ้ายขวา
เชื่อมโยงกันได้เรียบร้อยแล้ว
ด้วยกลไกคอพัสคอลโลซัม (Corpus Callosum)
เมื่อท่านอายุครบสามขวบบริบูรณ์แล้วนั่นแหละ
พ่อแม่ผู้ปกครองของท่าน
ก็จะเป็นผู้คอยช่วยเหลือให้ท่านฝึกฝนกันต่อเนื่อง
ทั้งหัดพูด หัดฟัง หัดจับ หัดวิ่ง หัดเดิน เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วพวกท่าน
มักจะเน้นฝึกด้วยสัญชาตญาณกันเท่านี้เอง
โดยทิ้งกลไกอายตนะของท่านไว้
วันๆก็ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไปเอง
ทั้งตา หู จมูก ปาก และกายสัมผัส
ซึ่งเป็นกลไกอวัยวะร่างกายภายนอก

รวมทั้งจิตและสมองซึ่งเป็นกลไกภายใน
คนส่วนใหญ่ต่างล้วนปล่อยให้มันชำนาญ
ไปตามวิถีแห่งธรรมชาติแทบทั้งสิ้น

พวกท่านส่วนใหญ่
จึงเพลิดเพลินไปกับการใช้มัน
อย่างขาดประสิทธิผล ขาดสมรรถนะ
และขาดคุณภาพ

พวกท่านจึงมีความสามารถเพียงแค่
ใช้อายตนะภายนอกได้ ใช้เป็น 
แต่ยังบกพร่องอยู่

สามารถใช้จิตได้ ใช้จิตเป็น
แต่ยังบกพร่องอยู่

สามารถใช้สมองได้ ใช้สมองเป็น
แต่ก็ยังบกพร่องอยู่อีกเช่นกัน

พวกท่านบางคน
จึงมองไม่เห็นบางสิ่งที่คนอื่นเขามองเห็น
ทั้งๆที่กำลังมองสิ่งเดียวกันอยู่

พวกท่านบางคน
จึงไม่ได้ยินบางสิ่งที่ผู้อื่นเขาได้ยิน
ทั้งๆที่กำลังรับฟังสิ่งเดียวกันอยู่

พวกท่านบางคนจึงบกพร่องด้านการพูด
พูดจาฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องแปลไทยเป็นไทย
มักจะพูดเรื่องง่ายๆให้ฟังยากมากขึ้น
มักจะพูดจาไม่เข้าหูคนแบบปากพาจน

พวกท่านบางคนจึงมีความสามารถ
ในการควบคุมอารมณ์ที่ไม่สมดุล
เมื่อถูกยั่วยุเอาไว้ไม่ค่อยจะได้หรือไม่ได้เลย
ทั้งๆที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
จึงเป็นคนใช้อารมณ์นำปัญญาเสมอ

พวกท่านบางคน
จึงมีนิสัยในการมองโลกค่อนข้างแย่กว่าคนอื่น
เพราะมักจะมองลบนึกลบเสียมากกว่า
เนื่องจากเคยตัวกับการเป็นเช่นนั้นมาตลอด

พวกท่านบางคน
จึงมีความฉลาดในการเรียนรู้ด้อยกว่าคนอื่น
มีความสามารถในการเรียนรู้ล่าช้ากว่าคนอื่น

มีความสามารถในการคิด การตัดสินใจ
และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา
ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางสมอง
ด้อยกว่าเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ

นอกจากนั้นพวกท่านบางคน
ยังมีความสามารถในการยอมรับ
ความแตกต่างระหว่างตนเอง
กับผู้อื่นไม่ค่อยจะได้
จึงมีปัญหาทางสังคมกับผู้อื่นอยู่เสมอ

นอกจากนั้นพวกท่านบางคน
ก็ยังด้อยความสามารถ
ในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น
จึงมักโดดเดี่ยวตัวเองจากสังคม
จนมีปัญหาทางจิตใจไปในที่สุด

ท่านทั้งหลายรู้หรือไม่ว่า
ปัญหาสังคมของมนุษย์โลกเสรีนี้ก็คือ
การไม่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก
เพราะพวกท่านมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ
และสมรรถนะที่แตกต่างกัน
โดยค่อนไปในทางต่ำ
การดำเนินชีวิตร่วมกันจึงมีปัญหา
จนมีผลกระทบไปถึง
จิตวิญญาณด้านแก่นแท้ด้วย
ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของ
กฎแห่งกรรมนั่นแหละ

เราจึงจะกล่าวความจริงไว้ตรงนี้ว่า
ถ้าท่านปรารถนาการหลุดพ้น
จิตวิญญาณของท่าน
ต้องมีพลังอำนาจสูงพอ

จิตวิญญาณของท่าน
ต้องว่างไปจากผลกรรม
ซึ่งมันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ

1.ท่านต้องฉลาดทางปัญญา
2.ท่านต้องฉลาดทางอารมณ์
3.ท่านต้องฉลาดทางสังคม

แน่นอนว่าท่านจะฉลาดแท้จริง
ในสามสิ่งนี้ไม่ได้หรอก
ถ้าท่านเอาแต่ใช้มันไปตามยถากรรม
หรือใช้ไปตามที่กรรมจากอดีตชาติ
เป็นผู้กำหนดมาให้ท่านได้ใช้มันไปวันๆ
นอกจากท่านจะต้อง
หันมา "ฝึกฝน" มันเท่านั้น

มรรควิถีแห่งจิตจักรวาลนั้น
จึงมุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญา
ในสามสิ่งที่กล่าวนั้นให้แก่พวกท่าน

โดยองค์จิตจักรวาล
ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
เป็นพระผู้ทรงใช้ให้เรามาทำหน้าที่นี้
ในปลายยุคพลังงานเก่า
เพื่อชี้ทางกลับบ้านแก่พวกท่าน
ที่เชื่อมั่นในพระบิดาและศรัทธาในเรา
ก่อนที่โลกจะปิดยุคพลังงานเก่า
ในอีกมิช้านาน

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
21-1-2016